ในเมืองที่รูปวาดปลาเยอะที่สุด ผมเจอความสุขว่ายอยู่เงียบๆ
a day magazine
อัพเดต 14 พ.ย. 2568 เวลา 15.51 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2568 เวลา 09.00 น. • a day magazineผมชอบถามทุกคนว่าเชื่อเรื่องบังเอิญไหม เพราะผมเชื่อว่าความบังเอิญไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นลอยๆ และมันจะเกิดแค่ตอนต้นเรื่องเท่านั้น ตอนที่เราไม่รู้ทางไป แล้วโลกก็จะโยนอะไรบางอย่างมาให้เราหยุดมอง และเข้าใจตัวเองอีกครั้ง
ในทุกครั้งที่ผมเดินทางมักจะมีเหตุการณ์อะไรอยากพูดกับผมตลอด หรือตอนเล่นโซเซียลมีเดียเอง ก็มักจะมีประโยคคำคมคอยดึงสติให้ผมอยู่กับตัวเองบ่อยครั้งประมาณว่า ‘ชีวิตไม่ใช่หนัง ถ้าไม่ได้ตั้งใจเจอ ก็จะไม่มีวันเจอ’ ทำนองเดียวกับกฎของแรงดึงดูดอย่างไรอย่างนั้น แต่คนอย่างผมก็ไม่มีทางเข้าใจหรอก ถ้าไม่เจอกับตัวเอง
ในครั้งนี้ผมสงสัยเรื่องจังหวะชีวิตที่ไม่เท่ากันของแต่ละคน คนที่ผมอยากเจอ ไม่มีทางได้เจอ คนที่ไม่ได้อยากเจอ ดันได้เจอแบบหน้าตาเฉย ผมจึงสงสัยว่าโลกจะให้เราเรียนรู้อะไรกันแน่นะ? (ผมคิดในใจ)
ก้าวเข้าสู่เมืองแห่งปลา
‘ปลา’ ที่แปลว่าความสุขว่ายเป็นวงกลม
ผมกำลังเดินทางเข้าสู่จังหวัดสุโขทัย จังหวัดเล็กๆ ทางภาคเหนือตอนล่างที่หากดูผิวเผิน อาจจะเหมือนไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นเลย มากกว่านั้นผมเพิ่งจะค้นพบว่าสนามบินแห่งนี้มีแค่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สายการบินเดียวเท่านั้น ถึงเครื่องบินจะจิ๋วกว่าที่ผมเคยได้นั่งมา แต่ก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและน่ารักได้ตั้งแต่ตอนนั้น
พอรถรางพามาส่งที่ตัวสนามบินจริงๆ กลิ่นของประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนานก็ลอยมาเตะจมูกผมตั้งแต่ครั้งแรก ‘อิฐเผา’ วัสดุหลักในการสร้างโบราณสถานถูกนำมาสร้างเป็นสนามบินแบบหน้าตาเฉย แถมเปิดโล่งรับธรรมชาติให้ผมและเพื่อนๆ ได้ตื่นเต้นขณะมาถึง จึงพูดได้เต็มปากว่า ขณะนี้ ผมถึงสุโขทัยอย่างเป็นทางการแล้ว
เป้าหมายหลักของการมาที่นี่ของผมคือมาดูงานลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อารยธรรมโบราณแห่งแรกของไทยนั้นเริ่มต้นขึ้นที่นี่ ผมจึงใช้หัวใจและความสงสัยเดินทางหาคำตอบต่อ เดินชมชุมชมไปสักพัก ก็สังเกตได้ว่าคนสุโขทัยก็มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนกัน
ผมเห็นธรรมชาติ และชีวิตประจำวันถูกผสมกันอย่างลงตัว สถาปัตยกรรมของวัดกลมกลืนกับหนองน้ำ ศาสนาที่ชาวบ้านนับถือก็อยู่คู่กับผู้คน ราวกับท้องฟ้าสีชมพูยามเย็นที่ผมชอบมองอย่างไรอย่างนั้น ทุกอย่างมันสบายตามากๆ
บังเอิญเหมือนกันที่ผมเป็นคนภาคเหนือจังหวัดลำปางที่อยู่ถัดไปจากสุโขทัยไม่กี่กิโล ทำให้ผมไม่ต้องปรับตัวกับที่นี่มาก ผมจึงได้เข้าไปเดินเล่นรับบรรยากาศครึกครึ้นของผู้คนเหมือนคนบ้านเดียวกันแค่มองตากันก็เข้าใจอยู่
พอเดินเข้างาน ผมก็เริ่มจับสังเกตได้ว่ามีปลาว่ายกระดุ๊กกระดิ๊กให้เห็นอยู่บ่อยๆ แต่มาในรูปแบบของภาพวาดตั้งแต่ป้ายงาน ยาวไปจนถึงโลโก้จังหวัด อย่าเพิ่งมองว่ามันแก่นะ จะเก๋กว่าที่คิดในตอนจบ ประโยคคุ้นหูในวิทยุของเด็กเหนืออย่าง ‘กิ๋นปลาเต๊อะน้อง สมองจะดี’ เลยกลับมาแว่วในหัวผมอีกครั้ง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงจากวิทยุพวกนี้มันปลูกฝังค่านิยมการชอบปลาของผมยังไงก็ไม่รู้จริงๆ เรื่องราวมันเกิดต่อจากนี้ ตอนที่ผมเจอเหล่าปลานี่แหละ
ที่เราอยู่ตรงนี้คือเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตเครื่องสังคโลก คำตอบโดยเอไอตัวดีตัวเดิม และมันก็คอยบอกผมว่า การวาดลายปลาเหล่านี้มันระดับประเทศ มีการทำเคลือบ และการวาดใต้เคลือบ ที่ทำให้ลายปลาโดดเด่น แถมเป็นลายหลักของงานเซรามิกที่ส่งออกไปต่างประเทศด้วย
พอได้รู้อย่างนั้นก็ทำให้ผมอ๋อ ในทันที
หลังจากนั้น ผมก็ก้าวเข้าสู่ตลาดที่อยู่กลางๆ ของงาน ผ่านเจดีย์และทางเข้ามา ทำให้ผมก็เห็นลายปลาในเครื่องใช้ และเครื่องประดับมากขึ้น ทำให้ผมแอบว้าว
ผมแวะคุยกับแม่ค้าที่ทำเซรามิก เจ้าของร้าน EarthenWa และร้านใกล้เคียงในระแวกนั้น ส่วนใหญ่เขาเป็นนักโบราณคดี ผู้ซึ่งศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ทำให้ผมยิ่งสงสัยว่า เขาชอบอะไรในศิลปะอาณาจักรนี้จนไปถึงขั้นเปิดร้านได้กันนะ
เขาบอกว่าชอบในลวดลายและสีสันของสังคโลก เครื่องปั้นดินเผาที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง ที่มีร่องรอยอดีตแทรกตัวอยู่ทุกอนู ลายภาพพิมพ์ธรรมชาติอย่างดอกบัว ดอกโบตั๋น และลายสัตว์อย่าง ปลา หงส์ หรือมังกร นั่นแสดงออกถึงความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมีความหมายมงคลแฝงอยู่ด้วย
ปลาที่ทุกคนได้เห็นนี้มีชื่อว่า ‘ปลากา’ เป็นปลาน้ำจืดที่พบในแม่น้ำยม หน้าตามันคล้ายปลาตะเพียน เจ้าของร้านบอกว่าพวกมันเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ มันคอยบ่งบอกว่าสุโขทัยเป็นอาณาจักรที่มีแม่น้ำ ลำคลอง และผู้คนในชุมชนอยู่ร่วมกันด้วยความสุข
เราก็เลยจะเห็นปลาโลดแล่นอยู่ในหลายๆ วรรณกรรม ศิลปกรรม และจิตกรรมของที่นี่ เจ้าของร้านผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีพูดด้วยความภูมิใจ
เขาไม่ใช่คนที่นี่ ไม่ได้โตที่นี่ แต่เขาชอบที่นี่ สิ่งที่เขากำลังพูด ผมจับความหมายได้ประมาณว่า ‘เพราะเราต่างเป็นมนุษย์ เราจึงเวียนวนกลับมาหาสิ่งที่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อเสมอ’
พอผมได้เห็นของที่ร้านก็กรี๊ดสลบและตื่นเต้นกับมันไปชั่วขณะหนึ่ง หน้าตามันน่ารักทันสมัย ใส่แล้วจะดูเทสดีแน่ๆ ไม่ใช่แค่เก๋ แต่มันเท่ไม่เหมือนใคร เพราะเป็นงานแฮนด์เมด มีชิ้นเดียวในโลก
ผมถามพี่เขาว่ามีขายออนไลน์ไหม เพราะเชื่อว่าถ้าคนในออฟฟิศ a day เห็นจะต้องชอบกันแน่ๆ แต่พี่เขามีแค่เพจเล็กๆ ที่นานๆ ทีจะอัปเดต และใช้ความรู้สึกในการทำทั้งหมด ลวดลายที่บังเอิญเจอก็จะคละกันไปเรื่อยๆ ผมจึงไปวนเวียนอยู่กับพี่เจ้าของร้านตลอด 2 วันที่มีงาน เลยทำให้เขาสนใจที่จะกลับมาลงโพสต์ในไอจีมากขึ้น ได้ยินอย่างนั้นผมก็ยิ้มแป้นเลย
งานของที่ร้านเต็มไปด้วยปลาและลายสังคโลกเป็นลายประดับ ทั้งต่างหู แหวน สร้อย กำไลข้อมือ แม็กเน็ต สารพัดของกุ๊กกิ๊กที่เหล่าวัยรุ่นยุคนี้ชอบใช้ แถมปั้นมือทุกชิ้น นี่แหละที่มันทัชใจผม TT
แต่ก็ไม่ได้มีแค่ร้านเดียวนะ ร้านนี้แค่ผมบังเอิญไปเจอละชอบเฉยๆ มีเยอะมากๆ แต่ก็เรียกได้ว่าศิลปินและพ่อค้าแม่ค้าที่รักความเป็นสุโขทัยเหล่านี้ เขาได้นำศิลปะในยุคสมัยสุโขทัยไปต่อยอด ใช้ซ้ำในงานภาพพิมพ์ ทำงานคราฟต์ โดยมีอดีตคงไว้อยู่ มันเลยน่ารักตรงนี้
เหมือนทุกคนที่นี่พยายามเก็บความสุขเล็กๆ ไว้กับตัว โดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
เจ้าตัวนี้ก็เลยว่ายอยู่ทั่วเมืองเลย
หรือจริงๆ แล้วโลกมันเหวี่ยงสิ่งที่ชอบมาใกล้ๆ เรา?
มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลก ปลาก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งของน้ำ ผมก็เลยสงสัยต่อว่า แล้วปลามันมีความหมายว่าอะไรกันแน่ นึกไปนึกมามันมีอยู่ทุกที่เลยนี่นา
อย่างการที่ผมที่ชอบปลา และเขียนเรื่องปลา สนใจอะไรเกี่ยวกับปลาอยู่ตอนนี้ มันเป็นผลมาจากตอนเด็กที่ผมชอบกินปลา ชอบวาดรูปปลา แล้วก็ชอบตกปลาล่ะมั้ง
พอมาที่นี่ผมก็เพิ่งสังเกตว่า ปลามันว่ายอยู่รอบตัวผม ผมเลยให้มันเป็นเหมือนรอยยิ้มและความเรียบง่ายของผู้คนที่นี่ รวมถึงตัวผมด้วย ให้ความรู้สึกเหมือนไปดูอุโมงค์ปลาในอควาเรียม ที่จะมีปลาหลายชนิดกันออกไป ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าบางทีมันก็เผลอชนกันแบบไม่ได้ตั้งใจ แล้วมันก็ยิ้มให้กันด้วยนะ
มากินข้าวแบบแรนดอมก็เจอปลานะ ไอ้ตัวนี้มันเป็นเหมือนของสะสมของคนที่นี่ไปแล้วจริงๆ
นานาปลาจิตตังทั้งไทยและเทศก็มีมากโข ความหมายจะเหมือนกันไหมนะ?
พูดก็พูดว่าโลกใบนี้มีความหมายให้กับทุกสิ่ง นานาสายพันธุ์ปลาก็ล้วนมีนัยแฝงเช่นกัน เริ่มกันที่ปลาที่ผมชอบอย่างปลากัด สัตว์น้ำที่สื่อถึงความแกร่ง ความงดงาม และมักถูกนำไปใช้เป็นดีไซน์ชุดประจำชาติหลายครั้งทีเดียว กลายเป็นอัตลักษณ์ของไทยด้วยลายของมัน หรือปลาตะเพียน ในจังหวัดแม่ค้าหน้านวลนั่งเรือด่วนอย่างอยุธยา ก็มีการนำปลาไปสานเพื่อบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ และการเจริญเติบโตของวิถีชีวิตด้วย แต่ในวันนี้เราคงยกมาพูดไม่หมด
แต่ว่าด้วยปลาในประเทศไทย เลยกลายเป็นตัวแทนของวัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่อยู่คู่ประเพณีตลอดมา
ดั่งคำกล่าวยอดฮิตในหลักศิลาจารึกที่กล่าวว่า ‘ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว’ คำที่คอยบ่งชี้ว่าบ้านเรามันธรรมดาแต่ก็มีความสุขซ่อนอยู่นะถ้าสังเกต
ไม่ใช่แค่ในฝั่งไทย ผมศึกษาต่อไปถึงปลาในฝั่งของต่างประเทศด้วย พวกเขาก็เชื่อว่าปลาเป็นสัญลักษณ์ของความสุขเช่นกัน วัฒนธรรมที่ใกล้เคียงเรามากที่สุดอย่างจีน ปลาเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และความมั่งคั่ง เพราะคำจีนสำหรับปลา (鱼 / yú) มีเสียงใกล้เคียงกับคำที่มีความหมายว่าเหลือเฟือ ทิเบตก็ด้วย เราจะคุ้นตากับปลาทอง หนึ่งในเครื่องหมายมงคล 8 ประการ ที่สื่อถึงเสรีภาพและความสุขด้วย
หรือในญี่ปุ่น ดินแดนแห่งปลาดิบ ก็ให้ปลาเป็นมากกว่าสัตว์น้ำ ปลานั้นหมายถึงชีวิต ยกตัวอย่างตำนานจีนที่ญี่ปุ่นรับมา ‘ปลาคาร์ฟที่ว่ายทวนน้ำขึ้นไปถึงประตูมังกร’ ก็เป็นตำนานที่สอนเรื่องความพยายามที่มุ่งสู่ความสำเร็จ หรือในเกมตักปลาทองที่ผมเคยเล่นตอนเด็ก นั่นก็เป็นสัญญะของความสุขที่เรียบง่ายนะ
ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากภาพปลาตัวเล็กๆ แต่มันดูใหญ่กว่าที่ผมคิด ทำให้ผมเห็นภาพว่า ‘แม่น้ำบนโลกนี้กว้างใหญ่ มีปลาหลายสายพันธุ์ แต่ไม่ว่าปลาจะเล็กจะใหญ่ มันก็จะยังมีสิทธิ์เลือกทิศทางของตัวเองเสมอ’ ผมเชื่ออย่างนั้น
ระหว่างวันก่อนกลับ ผมเลยขอมาแวะทำอะไรเกี่ยวกับเซรามิกซักหน่อย ที่ร้านโมทนาเซรามิก ในอำเภอศรีสำโรงของสุโขทัย ครอบครัวของพี่ไก่เจ้าของร้านมีแพสชันในการทำงานศิลปะ เครื่องปั้นดินเผาและประวัติศาสตร์ ทั้งในตัวของสามี ลูกสาว และพี่ไก่เอง ทำให้ผมได้เข้าไปพูดคุย และซึมซับแพสชันที่รักของเขามาด้วย
ก้าวเข้าไปสำรวจสักหน่อย ก็ได้เห็นว่าทั้งร้านเต็มไปด้วยปลาและความเป็นสุโขทัยแบบตะโกน เข้าห้องน้ำก็เจอน้องปลาหน้าประตู มองลงพื้นก็เห็นน้องเป็นลายกระเบื้องประดับ หรือเข้าไปเลือกถ้วยชามก็มีน้องปลาเป็นลายประกอบหลักด้วย
เขาปั้นกันทีละชั้น แฮนด์เมดกับสิ่งของทุกอย่างด้วยความตั้งใจ ตั้งแต่การทำดินไปจนถึงเทคนิคอย่างพิถีพิถัน ทำให้ผมคิดในใจว่า สิ่งนี้จะไม่มีวันล้าสมัยแน่ๆ เพราะขนาดลูกสาวพี่ไก่เขายังวาดลายเซรามิกเป็นวง BigBang วงเกาหลีที่เขาชอบเลย แถมให้คุณแม่ช่วยปั่นวิวเพลงด้วย จะตกยุคได้ไงกัน
ขณะหนึ่งตอนที่ผมเห็นเขากำลังพูด ทำให้ผมรู้เลยว่าเขารักในสิ่งที่ทำจริงๆ และมันจะเป็นอย่างนั้นต่อไปเรื่อยๆ ผมก็จะเอาบทเรียนนี้ไปทำสิ่งที่ตัวเองรักในสักวันให้ได้ (ผมคิดในใจ)
เข้าสู่เวิร์กชอปการวาดลวดลายเซรามิกด้วยตัวเองเสียที ด้วยความที่ผมมีเวลาไม่มากเลยได้ทำเป็นเวิร์กชอปนี้ เป็นการใช้พู่กันวาดรูปลงไปในจาน แต่มากกว่านั้นคือการให้เขียนแรงบันดาลใจก่อน ปกติกว่าผมจะคิดออกนั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่รอบนี้ไม่เลย
ผมปิ๊งไอเดียออก วาดเป็นรูปปลาที่ผมเจอยังไงล่ะ เขียนในกระดาษเป็นคำประมาณว่า ‘โลกนี้ไม่ได้กว้างหรือไม่ได้แคบจนใครต่อใครสามารถหากันเจอได้ง่ายๆ เราได้มาสถานที่หนึ่ง ที่นี่เป็นเหมือนโลกใบใหม่ ที่รอให้เราไปค้นพบ แต่ไม่ว่าโลกจะเป็นแบบไหน การที่เราจะต้องทำอะไร นอกจากที่หัวใจเราบอก จังหวะชีวิตก็จะเป็นคนบอกด้วย’
ผมจึงวาดเป็นปลาหลายๆ สายพันธุ์สีน้ำเงินที่ผมชอบมาอยู่ด้วยกันในจาน ผมตั้งชื่อให้ด้วยนะ โด่ง มะยม จีจี้ คัตโตะ กลับมาดูชื่ออีกรอบก็ยังขำไม่หายเลย ถึงเขาจะรู้จักกันหรือไม่ เคยเจอกันหรือไม่ แต่ผมก็ตั้งใจให้พวกเขาอยู่บนโลกเดียวกัน ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ไม่วิ่งไล่ตามกัน และที่สำคัญต่างฝ่ายก็ต่างมีความสุขบนโลกเดียวกันนั่นแหละ
แต่กว่าจะได้เห็นตอนที่ร้านเผาแล้วส่งมาให้ผมที่กรุงเทพฯ ผมคงเรียบเรียงเรื่องราวหัวฟูส่งบทความเรื่องนี้ให้บก.ไปแล้วล่ะมั้ง แต่ไม่เป็นไร ถือว่าวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันของผมที่มีความสุขมากจริงๆ
ผมเลยไม่ได้มองปลาที่ผมเจอเป็นความงามทางศิลปะอย่างเดียว แต่มองว่ามันเป็นเพื่อนของผมอีกคนหนึ่งเลย เพื่อนที่กำลังบอกผมว่า ทุกที่ต่อจากนี้จะมีแต่ความสนุกรอให้เราไปค้นพบและจะมีความสุขว่ายไปด้วยกันเสมอ
เมื่อไรที่เจอปลา ผมก็จะรีเลตได้ว่าผมจะต้องสังเกตความสุขรอบตัวด้วย
ก่อนเดินทางลัดฟ้ากลับสู่มหานคร ผมก็ได้บังเอิญเจอปลาในอ่างล้างมือเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากสุโขทัย ผมจึงบัญญัติทริปนี้เป็นทริปแห่งปลา ที่ตั้งแต่ก้าวขาเข้ามาเมืองนี้มา ก็เจอแต่ปลาจริงๆ
และก่อนที่ผมจะเกริ่นตรงย่อหน้าแรกว่าความบังเอิญจะเกิดขึ้นแค่ตอนเริ่มต้น ตอนที่เราไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน มันจึงเป็นคำตอบสำหรับผมในวันนี้ โลกจึงโยนอะไรบางอย่างให้ผมหยุดมอง
มองกลับกัน ถ้าเรื่องราวเหล่านั้นถึงตอนจบอย่างสมบูรณ์ เราก็อาจจะไม่จำเป็นต้องบังเอิญวนกลับมาเจอกันอีกครั้งสินะ (ผมคิดในใจ)
ผมอยากสรุปเรื่องราวทิ้งท้ายทั้งหมดว่า การที่เราได้ค้นพบสิ่งที่เราชอบโดยบังเอิญ อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลก็ได้ มันอาจจะเป็นวิธีของโลกที่ทำให้เรากลับมารู้จักตัวเองอีกครั้ง
กลับมารู้จักกับสิ่งที่คุ้นเคย
กลับมารู้จักกับสิ่งที่เราชอบตอนเด็ก
กลับมาชัดเจนในสิ่งที่เราต้องการ
กลับมาขอบคุณและปล่อยวางกับตัวเอง
บางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล
และบางเรื่องก็ไม่ต้องเข้าใจในตอนนี้
เราไม่จำเป็นต้องคิดว่าสิ่งไหนจะเข้ามาตอนที่เราไม่ได้ตั้งใจ
เราเลือกเองได้ทั้งหมด
เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมกระจ่างรู้ว่า ความสุขไม่ได้อยู่ไกลเลย บางครั้งเราอาจหลงลืมว่ามันเคยว่ายอยู่รอบตัวด้วยซ้ำถ้าเรารู้จักตัวเอง
เพราะมนุษย์มันชอบหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ฉะนั้นความสุขมันเลยมีความหมายว่าอะไรก็ได้ เหตุผลร้อยแปดพันอย่างที่ผมเกริ่นมานี้ มันจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผม Romaticize โลกใบนี้ว่ามันกว้างพอ ที่จะให้เราว่ายไปเจอสิ่งที่ชอบอีกหลายๆ ครั้ง
ผมเชื่อว่า ไม่ว่าที่ไหนก็มีความสุขซ่อนอยู่เสมอ
เหมือนปลาตัวจิ๋วที่ผมเจอในเมืองนี้ ที่เราอาจจะว่ายผ่านกันอีกสักกี่ครั้งก็ได้
ไว้เจอกันอีกนะ เจ้าปลา
อ้างอิง : https://www.facebook.com/sawanvoranayok/posts/4188359024587663