โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

10 ข่าวเด่นธุรกิจ-เศรษฐกิจรอบ ปี 2568 บนความท้าทาย!

The Bangkok Insight

อัพเดต 30 ธ.ค. 2568 เวลา 13.46 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2568 เวลา 01.00 น. • The Bangkok Insight

เศรษฐกิจ ตลอดทั้งปี 2568 ความท้าทายต่าง ๆ ที่เศรษฐกิจ และภาคธุรกิจไทย ต้องเผชิญไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนสูง การแข่งขันรุนแรง และความไม่แน่นอนโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และต้องปรับตัวเกิดขึ้นอย่างมาก

ในปีนี้ มีเรื่องราวมากมายในแวดวง เศรษฐกิจ และธุรกิจ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นจำนวนมาก ทั้งเรื่องดี และเรื่องร้าย The Bangkok Insight ได้รวบรวม 10 ข่าวเด่นธูรกิจ-เศรษฐกิจ มาให้ย้อนรำลึกกัน

เศรษฐกิจ

#"ทองคำ" ฉุดไม่อยู่ ราคาทุบสถิติเป็นว่าเล่น

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย แต่ก็แทบจะไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า ในปี 2568 "ราคาทองคำ" ทั้งที่ซื้อขายในประเทศ และในตลาดโลก จะร้อนแรงอย่างมาก พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายต่อหลายครั้ง และมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกเดือนตลอดทั้งปี

ในปี 2568 ราคาทองคำในประเทศ ได้พุ่งทำสถิติสูงสุดที่ 67,400 บาท ส่วนราคาต่ำสุดอยู่ที่ 042,550 บาท หรือมีมูลค่าในปีนี้เพิ่มขึ้นมาประมาณ 24,100 บาท ส่วนราคาทองโลก พุ่งขึ้นมากว่า 70% ทะลุ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำนิวไฮในปีนี้ไปมากกว่า 50 ครั้ง

นักวิเคราะห์จากหลายสำนักระบุว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่สนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น อัตราเงินเฟ้อสูง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าซื้อของธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลก และอัตราดอกเบี้ย

เศรษฐกิจ

# ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ "ดุสิตธานี"

เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ "กลุ่มดุสิตธานี" ทั้งจากความขัดแย้งภายในองค์กร และความโดดเด่นจากการเปิดตัวโครงการยักษ์ใหญ่ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค โครงการมิกซ์ยูส มูลค่า 4.6 ล้านบาท

กลุ่มดุสิตธานี นับเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวไทยที่ดำเนินธุรกิจโรงแรมหรูมานานกว่า 50 ปี โดยท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ตัั้งแต่ปี 2513 และขยายธุรกิจโรงแรมทั่วประเทศจนถึงต่างประเทศ ต่อมาในปี 2562 ได้ถูกรื้อถอนเพื่อพัฒนาโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค โครงการมิกซ์ยูสที่ร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัลมูลค่าโครงการกว่า 4.6 ล้านบาท

ในปี 2568 เกิดประเด็นที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการธุรกิจและตลาดทุนอย่างมาก เมื่อเกิดความขัดแย้งภายในระหว่าง กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่สองกลุ่ม จนนำไปสู่การเสนอถอดถอน ชนินทธ์ โทณวณิก ในที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568

แต่ผลการลงมติ กลับปรากฏว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมากและพันธมิตรทางธุรกิจดั้งเดิมพร้อมใจกันเทคะแนนเสียงสนับสนุนคณะกรรมการชุดเดิม ทำให้ ชนินทธ์ยังคงรักษาตำแหน่งและอำนาจการบริหารไว้ได้

ชนินทธ์ โทณวณิก

หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ชนินทธ์ได้กลับมาควบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานีอีกครั้ง ต่อจาก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ลาออกไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและพนักงาน

ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของ ธุรกิจครอบครัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลตอบแทนที่รวดเร็ว (Short-term gain) ในขณะที่ผู้ก่อตั้งพยายามรักษาเอกลักษณ์และวิสัยทัศน์ระยะยาว (Long-term value)

อีกความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองและเป็นความหวังของกลุ่มดุสิตธานีคือ การเปิดโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โฉมใหม่ และโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ที่จะกลายเป็นเรือธงสำคัญในการสร้างรายได้ในระยะยาวให้กับกลุ่มดุสิตธานีในอนาคต

# สมรภูมิ "อีคอมเมิร์ซ" เดือดฉุดไม่อยู่ เมื่อโซเชียลลุยชิงตลาด

ในปี 2568 สมรภูมิอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อเส้นแบ่งระหว่าง โซเชียลมีเดีย กับ มาร์เก็ตเพลส แทบจะหายไป จากการที่แพลตฟอร์มโซเชียล ปรับตัวจากการให้ความบันเทิงด้านคอนเทนต์ สู่ห้างสรรพสินค้าดิจิทัลเต็มรูปแบบ เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากยักษ์ใหญ่อย่าง ช้อปปี้ และ ลาซาด้า อย่างดุเดือด

จะเห็นได้จากแพลตฟอร์มโซเชียลยักษ์ใหญ๋อย่าง ติ๊กต๊อกช้อป (TikTok Shop) ที่ได้ยกระดับจากโซเชียลคอมเมิร์ซ สู่อีมาร์เก็ตเพลสเต็มรูปแบบ จนครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 21% ทะยานขึ้นอันดับ 3 ของตลาดมาร์เก็ตเพลส

โดยใช้กลยุทธ์ Shoppertainment หรือความสนุกจากวิดีโอสั้น แล ไลฟ์คอมเมิร์ซดึงดูดผู้ซื้อ เห็นได้จากสถิติที่พบว่า คนไทยชอบดูไลฟ์ ผ่านติ๊กต๊อกสูงถึง 86%

เศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ติ๊กต๊อกยังมี ระบบนายหน้า (Affiliate) ที่แข็งแกร่งอย่างมาก ทำให้ครีเอเตอร์นับแสนรายช่วยโปรโมทสินค้าให้แบรนด์ตลอด 24 ชั่วโมง

อีกรายที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือ เมตา (Meta) ที่มีเครือข่ายโซเชียลแข็งแกร่งอย่าง เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ที่กระโดดเข้ามาในสมรภูมินี้อย่างหนักหน่วง

เฟซบุ๊กยังคงครองฐานผู้ใช้สูงสุดในไทยกว่า 90% และอินสตาแกรมกลายเป็นพื้นที่หลักสำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ และแฟชั่นที่เน้นความสวยงาม ขณะที่เฟซบุ๊ก ยังคงเป็นช่องทางหลักสำหรับการซื้อขายสินค้ามือสองและการซื้อขายในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม เทรนด์สำคัญที่ทุกแพลตฟอร์มใช้ชิงตลาดคือการใช้ AI วิเคราะห์ความชอบส่วนบุคคล เพื่อนำเสนอสินค้าที่ผู้ใช้มีโอกาสซื้อมากที่สุดขึ้นมาบนหน้าฟีด รวมถึงการลดขั้นตอนการสั่งซื้อให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้ลูกค้าเปลี่ยนใจระหว่างทาง และการใช้วิดีโอในการขายสินค้ามากกว่ารูปภาพนิ่ง

# "AI" จากทางเลือกสู่เครื่องมือหลัก

ในปี 2568 AI ไม่ได้เป็นเพียง ทางเลือก อีกต่อไป แต่กลายเป็น เครื่องมือหลักของธุรกิจไทยและทั่วโลก โดยเปลี่ยนผ่านจากแค่การใช้แชทบอทตอบคำถาม ไปสู่การเป็น Agentic AI หรือระบบที่ตัดสินใจและทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น

ปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่ง AI Agent หรือพนักงาน AI อัตโนมัติ ที่ธุรกิจในปี 2568 เริ่มนำ AI Agents มาใช้งานจริง ไม่ใช่แค่โต้ตอบ แต่สามารถลงมือทำ ตัวอย่างเช่น งานในฝ่ายขายและการตลาด AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจาก CRM เพื่อร่างอีเมลนำเสนอสินค้าเฉพาะบุคคล (Hyper-personalization) และส่งหาลูกค้าในเวลาที่เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ

ฝ่ายไอที ที่ AI สามารถแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเบื้องต้น ได้ถึง 60% โดยไม่ต้องใช้มนุษย์ ช่วยลดระยะเวลาการรอสายของลูกค้า หรือฝ่ายบุคคล ที่สามารถใช้ AI ช่วยคัดกรองเรซูเม่ จัดตารางสัมภาษณ์ และตอบคำถามสวัสดิการพนักงานผ่านระบบภายใน เป็นต้น

เศรษฐกิจ

นอกจากนี้ AI ยังสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อแบบ Real-time เพื่อเสนอโปรโมชั่นที่ ตรงใจ รายบุคคล เช่น การปรับราคาสินค้าหรือส่วนลดตามพฤติกรรมการเข้าชมเว็บ ตลอดจนการนำมาใช้ร่วมกับ AR (Augmented Reality) ซึ่งช่วยให้ลูกค้าลองสินค้าเสมือนจริงก่อนตัดสินใจซื้อ

ที่สำคัญ AI ยังการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยการช่วยพยากรณ์ความต้องการสินค้า (Demand Forecasting) ได้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาของขาดสต็อกหรือสินค้าค้างคลัง เป็นต้น

ความก้าวหน้าของ AI นำมาซึ่งความท้าทายที่ธุรกิจไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) เพื่อป้องกันอคติ และความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า รวมถึงการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ AI Literacy (ความเข้าใจในการใช้งาน AI) พุ่งสูงขึ้น องค์กรส่วนใหญ่จึงหันมาลงทุนในการพัฒนาทักษะพนักงานเดิมมากกว่าการจ้างใหม่ทั้งหมด

# 2568 ปีแห่งการรวมระบบ และลดราคา "รถไฟฟ้า"

ในปี 2568 ถือเป็นปีที่ระบบขนส่งมวลชนทางราง หรือ รถไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างมาก ทั้งเรื่องการก่อสร้างที่เข้าสู่ช่วงสำคัญ และนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อกระเป๋าเงินของผู้โดยสาร

เริ่มจากนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ใหญ่ที่สุดในปี 2568 โดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการตามที่หาเสียงไว้ เริ่มสายสีแดงและสายสีม่วง ที่จัดเก็บค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย

แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ใช้ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายถึง 30 พ.ย. 2568 จากนั้นได้คลอดมาตรการใหม่คือ บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันสูงสุดไม่เกิน 40 บาทตลอดวัน สำหรับประชาชนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดง ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2568-30 พ.ย. 2569 สำหรับสายสีแดงและสายสีม่วงแทน

เศรษฐกิจ

มาตรการนี้ ยังเป็นก้าวแรกสู่ระบบ ตั๋วร่วม (Common Ticket) ที่รัฐบาลเร่งผลักดัน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ระบบรางทั้งหมดด้วยบัตรใบเดียวในอนาคต ขณะที่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงได้รับส่วนลดหรือยกเว้นค่าโดยสารตามสิทธิประโยชน์เดิม

ความเคลื่อนไหวในการก่อสร้างรถไฟฟ้า ปี 2568

  • สายสีส้มตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) ก่อสร้างใกล้เสร็จสมบูรณ์ (กว่า 98%) แต่ยังไม่เปิดให้บริการจริง รอการทดสอบระบบและขบวนรถ คาดว่า จะเปิดให้บริการได้ในช่วงปลายปี 2570
  • สายสีส้มตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ) ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2568 ก่อสร้างคืบหน้า 18.85% มีเป้าหมายเปิดให้บริการเต็มรูปแบบพร้อมกับส่วนตะวันออกในปี 2573
  • สายสีม่วงใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2568 งานโยธาโดยรวมอยู่ที่ 66.14% คาดว่าจะทยอยเปิดให้บริการนำร่องบางส่วนในปี 2570-2571 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบพร้อมสายสีส้มตะวันตกปี 2573
  • สายสีชมพู ส่วนต่อขยาย (สถานีศรีรัช-เมืองทองธานี): เปิดให้บริการแล้วเมื่อกลางปี 2568
  • สายสีน้ำตาล (แคราย-ลำสาลี) คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569-2570 และเปิดให้บริการได้ราวปี 2572-2573 ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการปรับปรุงรายงานผลการศึกษาและ EIA
เศรษฐกิจ

#จาก "คนละครึ่ง" สู่ "คนละครึ่งพลัส" มาตรการโดนใจกระตุ้นเศรษฐกิจ

โครงการคนละครึ่ง เริ่มต้นครั้งแรกในเดือนต.ค.2563 สมัยรัฐบาล "ลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนจะดำเนินโครงการเพิ่มเติมต่อมาจนถึงเฟสที่ 5 และสิ้นสุดลงในเดือนต.ค. 2565 กินระยะเวลาราว 2 ปี ใช้งบประมาณตลอดทั้ง 5 เฟส รวมทั้งสิ้นราว 208,400 ล้านบาท

โครงการคนละครึ่ง มีระยะเวลาดำเนินการราว 2 ปี ตลอดโครงการคนละครึ่งทั้ง 5 เฟส มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมกันกว่า 4.2 แสนล้านบาท รวมทั้งมีประชาชนกว่า 20-28 ล้านคนที่เข้าร่วมในโครงการนี้

ผ่านไป 3 ปี โครงการ "คนละครึ่ง" กลับมาอีกครั้งในชื่อ "คนละครึ่งพลัส" โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐต่อยอดจาก "คนละครึ่ง" เดิม โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ และขยายกลุ่มผู้ได้รับสิทธิให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งประชาชนทั่วไป ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้เสียภาษี

โครงการนี้มุ่งช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อ และส่งเสริมการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง โดยภาครัฐแจกเงินช่วยค่าครองชีพปี 2568 รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% วงเงินรวม 2,000-2,400 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ใช้ได้ระหว่าง พ.ย.-ธ.ค. 2568 ครอบคลุมทั้งผู้มีรายได้ทั่วไป ผู้ถือบัตรสวัสดิการ และผู้เสียภาษี

แม้โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะไม่ได้ไปต่อ เพราะ "รัฐบาลอนุทิน" ประกาศยุบสภาก่อน แต่จากยอดการใช้จ่าย "คนละครึ่งพลัส" เฟสแรก ก็สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจได้ไม่น้อย โดยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ล่าสุด มียอดใช้จ่ายผ่านโครงการ รวม 80,075.36 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม "อนุทิน" ยืนยันว่า หากได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง พร้อมสานต่อ "คนละครึ่งพลัสเฟส 2" แน่นอน

เศรษฐกิจ

#เที่ยวดี มีคืน 2568 ลดหย่อนภาษี กระตุ้นเศรษฐกิจ

"เที่ยวดี มีคืน" คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลไทย โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและบริการในประเทศ ให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายจริงจากการท่องเที่ยว เช่น ค่าที่พัก และค่าอาหาร มาหักลดหย่อนภาษี ได้ตามจริงตามเงื่อนไขที่กำหนดและมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปี 2568

มาตรการนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการสิทธิ์และข้อมูลของกรมสรรพากร เพราะถูกออกแบบมาเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศโดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารเข้าร่วมในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และพร้อมออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

บุคคลธรรมดา หรือ ผู้มีเงินได้ สามารถใช้สิทธิ์ "เที่ยวดี มีคืน 2568" เพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาท โดยครอบคลุมค่าบริการที่พัก เช่น โรงแรม โฮมสเตย์ และค่าอาหารจากร้านค้าที่สามารถออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ โดยค่าใช้จ่ายต้องเกิดขึ้นภายในวันที่ 29 ต.ค. - 15 ธ.ค. 2568

มาตรการนี้ รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวสู่ 55 เมืองรองทั่วประเทศ เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่พื้นที่ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ แต่ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าเมืองหลัก อาทิ ภาคเหนือ (เชียงราย น่าน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ฯลฯ) ภาคอีสาน (เลย สกลนคร บึงกาฬ ร้อยเอ็ด ฯลฯ) ภาคกลาง (ลพบุรี สุพรรณบุรี นครนายก ฯลฯ) และภาคใต้ (ตรัง ระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช ฯลฯ)

#เรื่องวุ่น ๆ "การบินไทย" จากล้มละลาย สู่แผนฟื้นฟู กลับคืนห้องค้าอีกครั้ง

อีกหนึ่งข่าวที่ดูมีความน่าสนใจอย่างยิ่งในรอบปี 2568 นั่นก็คือ วิบากกรรม บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หลังใช้เวลา5 ปี นับจากวันที่เข้าสู่กระบวนการการฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2563 ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ไปเมื่อวันที่20 ต.ค. 2565 การบินไทย สามารถพลิกฟื้นจากวิกฤติล้มละลายด้วยหนี้ที่มากกว่า1.8 แสนล้านบาท

และเมื่อวันที่ 4 ส.ค.นี้ การบินไทยก็สามารถกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) อีกครั้ง แต่ไม่ใช้เพราะโชคช่วยหรือเหตุบังเอิญ แต่เป็นเพราะการบินไทย ได้มีการรื้อโครงสร้างใหม่เกือบแทบทุกมิติ

เริ่มจากลดขนาดองค์กรจากกว่า 29,000 คน เหลือราว 15,000 คน ขายสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็น เช่น โรงแรม สำนักงานในต่างประเทศ ยกเลิกเส้นทางบินที่ขาดทุน ปรับ Fleet เหลือเฉพาะรุ่นที่ทำกำไร ปรับระบบการจอง การให้บริการให้อยู่ในแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ปรับภาพลักษณ์ใหม่ทั้งในแง่แบรนด์ดีไซน์และทิศทางการสื่อสาร

ที่สำคัญที่สามารถช่วยให้การบินไทยลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้อีกครั้ง ก็เพราะนั่นคือการแต่งตั้งผู้บริหารมืออาชีพที่ไม่ผูกติดกับทางการเมือง เพื่อวางโครงสร้างองค์กรที่ไม่กลับไปสู่วงจรเดิม

เมื่อเดือนมิ.ย.2568 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ บอร์ดการบินไทยได้ แต่งตั้งนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการบริษัทคนใหม่ และมีคณะกรรมการรวมทั้งสิ้น 11 ท่าน เป็นกรรมการเดิม 3 ท่าน และกรรมการใหม่จากภาครัฐ-เอกชนอีก 8 ท่าน

เศรษฐกิจ

ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรก ปี 2568 การบินไทย มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการพิเศษ): 140,850 ล้านบาท (+3.7% จากปีก่อน) กำไรสุทธิ: 26,394 ล้านบาท (+73.4% จากปีก่อน) อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor): เฉลี่ย 79.1% (สูงกว่าปีก่อน 77.4%) EBITDA: 43,295 ล้านบาท

ปัจจัยที่ส่งผลให้ผลประกอบการดีขึ้น มาจากการบริหารต้นทุน มีการปรับโครงสร้างองค์กรลดขนาดและเพิ่มประสิทธิภาพฝูงบิน ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง การเพิ่มรายได้เสริม จากการขายและการเพิ่มประสิทธิภาพรายได้อื่น ๆ การเติบโตของตลาด ปริมาณผู้โดยสารและการเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการปรับโครงสร้างทางการเงิน การดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการทำให้ฐานะการเงินมั่นคงขึ้น

แต่แล้วการบินไทยก็เริ่มที่จะกลับมามีปัญหาภายในอีกครั้ง เมื่อเริ่มที่จะมีการแทรกแซงทางการเมือง คืบคลานเข้ามาที่การบินไทย หลังจากลืมตาอ้าปากจนสามารถนำบริษัทกลับเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้อีกครั้ง นั่นคือปมปัญหาการประชุมผู้ถือหุ้นการบินไทย จํากัด (มหาชน) ประจําปี 2568

เนื่องด้วย นายเจิมศักดิ ปิ่นทอง ในนามกลุ่มผู้ถือหุ้น และกลุ่มผู้ถือหุ้น ได้ยื่นฟ้องบริษัท การบินไทย ต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว พร้อมทั้งยื่นคําร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลมีคําพิพากษา กระทั่ง ศาลมีคําสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้กรรมการชุดใหม่ปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลจะมีคําพิพากษาถึงที่สุดในคดีนี้

ไม่จบฝั่งการบินไทยเองก็ ยื่นคำขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เกี่ยวข้องกับการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568 ของ การบินไทย เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2568 ศาลนัดไต่สวน 6 ม.ค. 2569 นั่นแสดงว่าในเรื่องนี้ยังไม่น่าจะจบลงได้ง่ายๆ การบินไทยแม้จะผ่านพ้นจากวิกฤติ จากลิมละลายมาแล้ว แต่ยังต้องมาเผชิญกับการแทรกแซงรอบใหม่ ส่วนจะจบลงอย่างไรเรื่องยังต้องคอยติดตามต่อในปี 2569

#3 ผู้เล่นใหม่ "Virtual Bank" พลิกโฉมธนาคารไทย

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศรายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) อย่างเป็นทางการ จะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอุตสาหกรรมการเงินและเริ่มต้นยุคใหม่ของการแข่งขัน

เศรษฐกิจ

โดยทาง SET Thailand ให้ข้อมูลไว้ว่าสนใจ โดยระบุว่า

3 ผู้เล่นหลักและจุดแข็งของแต่ละกลุ่ม

ACM Holding-ท้าชิงด้วยความคล่องตัว

  • ผู้เล่นหน้าใหม่ที่เป็นตัวแปรคาดเดายากที่สุด
  • ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group)
  • มีฐานลูกค้าจาก True Money และเครือข่ายธุรกิจทั่วประเทศ
  • คาดว่าจะเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มและนำเสนอโมเดลธุรกิจใหม่

กลุ่ม "KTB-AIS-OR" ยักษ์ใหญ่ผนึกกำลัง

  • การรวมตัวของ 3 ผู้นำในอุตสาหกรรมหลัก
  • ธนาคารกรุงไทย: ความน่าเชื่อถือและแอป "เป๋าตัง"
  • AIS: ฐานลูกค้ากว่า 45 ล้านรายและข้อมูลเชิงลึก
  • OR: เครือข่าย PTT Station และ Café Amazon ทั่วประเทศ
  • มุ่งสร้าง Super App เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ การเงิน และสิทธิประโยชน์

กลุ่ม "SCBX-WeTechnology-KakaoBank" เทคโนโลยีระดับโลก

  • SCBX: ความเข้าใจตลาดการเงินไทยอย่างลึกซึ้ง
  • KakaoBank: ประสบการณ์ Virtual Bank ที่ประสบความสำเร็จจากเกาหลีใต้
  • WeTechnology: เทคโนโลยี AI, Big Data และ Machine Learning
  • เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่ายและโดนใจที่สุด

ทิศทางการแข่งขันใน 3-4 ปีข้างหน้า

ปีที่ 1-2: สงครามแย่งลูกค้า

  • โปรโมชันดอกเบี้ยสูง ฟรีค่าธรรมเนียม และ Cashback
  • ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์สูงสุด

ปีที่ 2-3: การปฏิวัติสินเชื่อด้วยข้อมูลทางเลือก

  • กลุ่มที่เคยกู้เงินในระบบไม่ได้จะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
  • พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ไรเดอร์ ฟรีแลนซ์ จะได้รับประโยชน์

ปีที่ 3-4: การต่อสู้ของ Ecosystems

  • ธนาคารที่ฝังบริการเข้าไปในชีวิตประจำวันได้ดีที่สุดจะชนะ
  • ผู้เล่นบางรายอาจต้องควบรวมหรือออกจากตลาด

ผู้ชนะที่แท้จริง

ในท้ายที่สุด "ผู้บริโภคชาวไทย" จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการแข่งขันครั้งนี้ด้วยนวัตกรรมและบริการทางการเงินที่ดีขึ้น

#"หงส์ไทย" ยอดขายทรุดฮวบ หลังดราม่า "สารปนเปื้อน"

ในช่วงปลายเดือนต.ค. 2568 แบรนด์ยาดมสมุนไพรชื่อดังอย่าง "หงส์ไทย" ต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกประกาศเตือนและสั่งเรียกคืนผลิตภัณฑ์ "ยาดมผสมสมุนไพร ตราหงส์ไทย สูตร 2" เนื่องจากผลการตรวจสอบพบการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ พบสารปนเปื้อนในล็อตที่ 000332

เมื่อดราม่าดังกล่าวเริ่มต้นอย. ได้สั่งให้ผู้ผลิตดำเนินการเรียกคืนและทำลายผลิตภัณฑ์ล็อตดังกล่าวทันที พร้อมเตือนประชาชนให้หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรืออาการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ

เศรษฐกิจ

นายธีระพงส์ ระบือธรรม เจ้าของบริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย ยอมรับข้อผิดพลาดและเร่งดำเนินการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ล็อตที่มีปัญหาจากท้องตลาด พร้อมแสดงความรับผิดชอบด้วยการยินดี คืนเงินเต็มจำนวน ให้แก่ลูกค้า ผลกระทบทางธุรกิจของยาดมตราหงส์ไทย ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในตลาดสมุนไพรที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท นับว่ารุนแรงและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ยังออกมายอมรับว่ากระแสข่าวที่ขยายวงกว้างและอาจมีความไม่เข้าใจในข้อมูลที่ครบถ้วน ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อยอดขายในระยะสั้น พร้อมระบุอย่างรู้สึกผิดหวังว่า ธุรกิจที่ทำมา 20 ปี ถูกทำลายไปใน 2 วัน และคาดว่าจำนวนลูกค้าที่ยังคงเชื่อมั่นอาจเหลือเพียง 10% เท่านั้น

ผู้บริหารของหงส์ไทยได้แถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าตั้งใจที่จะผลักดันสมุนไพรไทยสู่ระดับโลก และพร้อมปรับปรุงแก้ไขกระบวนการผลิตทั้งหมดเพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์:https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook:https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X: https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...