‘มติชน-เดลินิวส์’ ลุยเลือกตั้ง’69 คิกออฟโพลแรก 18 ธ.ค. พท.ชู ‘ยศชนัน’ แคนดิเดตชิงนายกฯ
เครือมติชน ผนึก เดลินิวส์ ทำโพลเลือกตั้ง 2569 คิกออฟถามโหวตเตอร์รอบแรก 18 ธ.ค.นี้ หนุนพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้ง คู่ขนาน กกต.ประกาศไทม์ไลน์วันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 เปิดรับสมัคร สส. 27-31 ธ.ค. เพื่อไทยชิงลงมือชูทายาทชินวัตร “ยศชนัน” ลูกชายเจ๊แดง แคนดิเดตนายกฯ ดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท บ้านเพื่อคนไทย หวยเกษียณ สส.หน้าเก่า-ใหม่ บ้านใหญ่ ตระกูลดัง แห่ย้ายพรรคเข้าพรรคภูมิใจไทยครึ่ง 100 ชีวิต ประชาธิปัตย์ดัน “อภิสิทธิ์” คืนสังเวียนชิงเก้าอี้นายกฯ
โพลมติชนxเดลินิวส์ รอบ 2
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม เครือมติชน เปิดตัว โครงการ MATICHON Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต โดยมี นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธาน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), ผู้บริหารเครือมติชน พร้อมด้วย นายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารเดลินิวส์, น.ส.นลิน รุจิรวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตลาดเครือเดลินิวส์ รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ ประธานที่ประชุมอธิการบดี ม.ราชภัฏ ทั่วประเทศ ร่วมงาน
นายปราปต์กล่าวว่า โพลครั้งนี้เป็นความต่อเนื่องจากปี 2566 สื่อทั้ง 2 สำนักเห็นตรงกันว่า ระบบนิเวศสื่อเปลี่ยนไป มีผู้อ่านข่าวผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ในการรายงานข่าวเลือกตั้ง 2569 มติชน-เดลินิวส์ จะมีการทำโพล 2 ครั้ง
โดยครั้งแรก ระหว่างวันที่ 18-29 ธันวาคมนี้ เป็นการสอบถามทัศนคติทางการเมืองว่าสนับสนุนพรรคใด และใครควรเป็นนายกฯ ครั้งที่ 2 วันที่ 9-23 มกราคม 2569 มีคำถามที่ล้อไปกับบัตรเลือกตั้ง
“สำหรับคำถามในโพลครั้งนี้ เพิ่งประชุมกันมาสด ๆ ร้อน ๆ คำถามในโพลครั้งแรกจะเป็นแบบพื้นฐาน ถามหาพรรคการเมืองยอดนิยม และผู้นำทางการเมืองยอดนิยม คำถามข้อ 1 ท่านจะสนับสนุนพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้ง 2569 ข้อที่ 2 ท่านเห็นว่าใครควรเป็นนายกฯ”
“ส่วนครั้งที่ 2 คำถามจะล้อไปกับบัตรเลือกตั้งในคูหา ข้อแรก ท่านจะเลือกผู้สมัครจากพรรคใด ใน สส.เขต ข้อที่ 2 ท่านจะเลือก สส.บัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคการเมืองใด ข้อที่ 3 ถ้าจะต้องมี สมมุติว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เคาะเรื่องประชามติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คำถามก็ต้องมีในโพลด้วย เราจะมีทีมนักวิชาการมาช่วยวิเคราะห์ คือ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ” นายปราปต์กล่าว
กระตุ้นประชาชนสนใจเลือกตั้ง
นายปราปต์กล่าวว่า การที่มติชนและเดลินิวส์เดินหน้าทำโพลต่อจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เป้าหมายหลักคือ ต้องการกระตุ้นให้ประชาชนสนใจการเลือกตั้ง และมีความหวังกับการเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน สังคมไทยในขณะนี้ และการเลือกตั้ง 2569 ยืนอยู่บนความท้าทายบางอย่าง
“การเลือกตั้ง 2569 กับ 2566 มีความแตกต่าง ปี 2566 ประชาชนออกไปพร้อมกับความหวังว่าต้องการเปลี่ยนแปลง ส่วนปลายปี 2568 ที่กำลังไปสู่การเลือกตั้ง 2569 เรากำลังยืนอยู่บนฐานของสังคมไทยที่อยู่ในสภาวะอาจไปทางชาตินิยมมากขึ้น มีความหวังน้อยลง ประชาชนจำนวนหนึ่งอาจเชื่อในสถาบันทางการเมืองน้อยลง กระบวนการทั้งหมดที่เราจะทำในฐานะสื่อ คือ ต้องทำให้คนยังเชื่อในระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้ฝ่ายการเมือง ทั้งที่อยู่ในระบบและไม่ได้อยู่ในระบบเลือกตั้งได้ฟังเสียงของประชาชน ที่เป็นเจ้าของอำนาจตัวจริงส่วนหนึ่งของประเทศไทยว่า เขาคิดอย่างไร มีเจตจำนง หรือความคาดหวังอย่างไรกับอนาคตของตัวเอง” นายปราปต์กล่าว
ถ่วงดุลอำนาจนอกประชาธิปไตย
นายปราปต์กล่าวว่า ในความเป็นจริงทางการเมืองไทย อาจมีอำนาจมากกว่า 1 ศูนย์ มีอำนาจทั้งที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย และอำนาจที่ซ่อนอยู่ในส่วนเสี้ยวอื่น แต่การเลือกตั้งอาจเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เราต้องมาถ่วงดุลอำนาจ 2 ศูนย์นี้กันใหม่ว่า เมื่อประชาชนมีเสียงอย่างนี้แล้ว การตัดสินใจทางการเมืองจะต้องเป็นอย่างไร
“การเลือกตั้งเป็นหมุดหมายสำคัญเสมอในการเมืองไทย ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเจตจำนงของประชาชนที่บอกผ่านคูหาเลือกตั้ง จะถูกแปรไปเป็นสัมฤทธิผล 100% แค่ไหน หรือน้อยกว่านั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างต่ำการเลือกตั้ง ทำให้ทั้งตัวเราในฐานะสื่อ ผู้มีอำนาจ หรือนักการเมืองได้ฟังเสียงประชาชน” นายปราปต์กล่าว
ชวนประชาชนร่วมทำโพล
ด้านนายปารเมศกล่าวว่า การทำโพลร่วมกันครั้งแรกระหว่างมติชนและเดลินิวส์ ในการเลือกตั้ง 2566 ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการสื่อ เมื่อ 2 ค่ายจับมือกัน ทำให้ผลโพลที่ออกมาเหนือความคาดหมายของทุกคน รวมทั้งนักวิชาการ โดยคนที่มาร่วมโหวตมีความหลากหลาย สำหรับครั้งนี้คาดหวังว่าประชาชนทั่วไป ทุกวัย ทุกหมู่เหล่า จะมาร่วมทำโพลเช่นกัน
“ผลโพลครั้งนั้น ต้องบอกว่าเซอร์ไพรส์จริง ๆ นักการเมืองต้องหันมาพูดคุยกับเรา เขาคาดไม่ถึง ผลออกมาใกล้เคียงกับผลการเลือกตั้งจริง สำหรับครั้งนี้ อยากเชิญชวนประชาชนทุกวัยมาร่วมกันทำโพล” นายปารเมศกล่าว
นายปารเมศกล่าวว่า การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสคัดกรองนักการเมืองคุณภาพไม่ดีออก แม้อาจคัดออกไม่ได้ เพราะมีกลไกหลายอย่างที่คนเหล่านั้นได้เปรียบ แต่อย่างน้อยควรให้รู้ว่า ในสายตาประชาชนเขาเป็นคนไม่ดี นี่จะเป็นโอกาสที่ประชาชนจะคัดกรองนักการเมืองที่ไม่ได้คุณภาพออก
กกต.เคาะเลือกตั้ง 8 ก.พ.
ความเคลื่อนไหวการเมือง ภายหลังที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ตัวแทนรัฐบาลนำโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง ทั้งนี้ ภายหลังการหารือ กกต.ได้มีมติในช่วงบ่ายวันเดียวกัน โดยมีมติให้วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กำหนดให้วันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้ง จากนั้นวันที่ 28-31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (เฉพาะพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วเท่านั้น) และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กทม.
วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นวันที่เปิดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง และเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร
และเปิดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2 ช่วง คือ ช่วงก่อนเลือกตั้งระหว่างวันที่ 1-7 กุมภาพันธ์ 2569 และช่วงหลังเลือกตั้งวันที่ 9-15 กุมภาพันธ์ 2569
นักเลือกตั้งแห่ซบภูมิใจไทย
ภายหลังที่ กกต.กำหนดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้ง และกำหนดวันรับสมัคร สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ 27-31 ธันวาคม 2568 ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของนักการเมือง ที่เปิดตัวย้ายพรรคการเมือง เตรียมลงสมัครภายใต้สังกัดใหม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 97 (3) ระบุว่า ในกรณีเหตุยุบสภา ผู้ที่จะลงสมัครเลือกตั้งเป็น สส. จะต้องสังกัดพรรคการเมืองนั้นไม่น้อยกว่า 30 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาลตั้งรัฐบาลปัจจุบัน มีความเคลื่อนไหวในการเปิดตัว สส. กลุ่มการเมืองบ้านใหญ่สมัครสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการคึกคักที่สุด อาทิ กลุ่มของพรรคชาติไทยพัฒนา นำโดย นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่มาพร้อมกับ สส.พรรครวม 10 คน
กลุ่ม 16 รวมไทยสร้างชาติ กลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ พร้อม สส. 16 คน เช่นเดียวกับ รวมไทยสร้างชาติ กลุ่มนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ พร้อมด้วย สส. 16 คน
ขณะที่กลุ่มอดีต สส.พรรคเพื่อไทย ย้ายเข้า 12 คน พรรคกล้าธรรม ได้เปิดตัวกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส. 12 คน
เพื่อไทย เปิดตัวแคนดิเดต
ด้านพรรคเพื่อไทย ได้จัดกิจกรรม “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” เพื่อเปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค 3 คน ประกอบด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายของนายสมชาย และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์
ดันหวยเกษียณใน 3 เดือน
โดยแคนดิเดตนายกฯทั้ง 3 คน ได้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ ทั้งนี้ นายจุลพันธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ประชาชนเผชิญ ไม่อาจสะท้อนด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะคือความทุกข์ ความเครียด และความไม่มั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะภาระหนี้สินและสังคมสูงวัยที่ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีเงินออม
สำหรับนโยบายเร่งด่วน พรรคเพื่อไทยจะผลักดัน “หวยเกษียณ” ภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนการเสี่ยงโชคเป็นการออม สร้างหลักประกันทางการเงินให้ผู้สูงอายุ ควบคู่กับสวัสดิการของรัฐ
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเตรียมเดินหน้ามาตรการ “ล้างหนี้ให้คนไทย” มองว่า ปัญหาหนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยประกอบด้วย การแก้หนี้นอกระบบด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การเปิดโอกาสให้ปิดหนี้เสีย (NPL) ด้วยการจ่ายเพียงบางส่วน การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี การปลดหนี้ผู้สูงอายุ และการให้รางวัลลูกหนี้ชั้นดี
ได้รถไฟฟ้า 20 บาท ใน 3 เดือน
ด้านนายสุริยะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า ภายใน 3 เดือน หากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะทำให้ประชาชนสามารถใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายทันที พร้อมสานต่อโครงการบ้านเพื่อคนไทย ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เราเริ่มเดินแล้ว มี 4 โครงการนำร่อง เพื่อพิสูจน์ว่าคนไทยมีบ้านที่มีทำเลที่ดีได้จริง ใกล้ระบบคมนาคมขนส่ง ใกล้งาน ใกล้เมือง และสำคัญที่สุดจ่ายไหว และจะขยายพื้นที่ศักยภาพทั่วประเทศ ทำให้การลงทุนโครงสร้างระบบราง การบิน ท่าเรือ เป็นโครงสร้างที่ทำให้คนไทยตั้งหลักได้ มีแรงมาทำงาน และสร้างอนาคตของตัวเองได้จริง
“คนข้างนอกบอกว่า พรรคเพื่อไทยอยู่ในจุดท้าทาย เราจะไม่สามารถกลับไปสู่จุดเดิมได้อีก แต่ผมเชื่อว่าคนในที่นี้ไม่ได้คิดแบบนั้น เรายังมีไฟ มียังฝัน และยังมีอุดมการณ์เดียวกัน ไปทำนโยบายให้ประชาชนของเรา” นายสุริยะกล่าว
ชู ยศชนัน ชนะเลือกตั้งเป็นนายกฯ
นายยศชนันประกาศตัวว่า จะนำพาประเทศไทยพ้นจากวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ไปให้ได้ โดยเสนอเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงให้เร็วที่สุด โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เป็นแกนหลัก ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจเดิม (Old Economy) ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในส่วนของภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต และภาคการบริการ พร้อมไปกับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) จากศักยภาพท้องถิ่นผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ การผลิตอุตสาหกรรม และสุขภาพและคุณภาพชีวิต
ขณะเดียวกัน บทบาทภาครัฐเองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยมีสิ่งที่รัฐบาลต้องเดินหน้า 3 ด้าน คือ สร้างความมั่นคงรอบด้าน ทั้งการทหาร ความมั่นคงไซเบอร์ ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และการรับมือ Climate Change ควบคู่การทูตที่รักษาสมดุลผลประโยชน์ของไทย
หัวหน้าพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า “นายยศชนัน คือคนที่เราจะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อเราประสบชัยชนะจากการเลือกตั้ง”
มั่นใจเพื่อไทยยังได้ 200
ต่อมา นายสุริยะให้สัมภาษณ์ในฐานะแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย ยังมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ สส.ตามเป้า 200 คน ดูสมการที่ไปรวมกันเป็น สส.ปัจจุบัน ที่ไปรวมกันที่พรรคภูมิใจไทย ประมาณ 130 คน ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อไทยได้ สส. 141 คน ตอนนี้อาจจะมีไหลออกไปประมาณ 10 กว่าคน แต่เชื่อมั่นว่าที่ตั้งเป้าหมายว่า 200 คน ไม่ใช่เป็นการตั้งเป้าหมายที่ไม่มียุทธศาสตร์
ปชป.เตรียมเปิด แคนดิเดตนายกฯ
ด้านพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมเปิดตัวนโยบาย รวมถึงแคนดิเดตนายกฯ 3 คน โดยเบื้องต้นจะเปิดตัวในวันที่ 24 ธันวาคม โดยนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า “พรรคมีผู้เชี่ยวชาญที่ทุกฝ่ายยอมรับ ทั้งนายอภิสิทธิ์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค เป็นรัฐมนตรีคลังที่โลกยอมรับ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพและเชี่ยวชาญ นอกจากนั้นยังมีคนรุ่นใหม่อีกหลายคน เช่น นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค ที่เคยเป็นผู้แทนการค้าไทย จึงสะท้อนให้เห็นความเป็นมืออาชีพ พร้อมจะนำอนาคตของประเทศไทยไปในทางที่ถูกต้องมากกว่าเล่นเกมการเมือง ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีดีลลับ”
จับตาแคนดิเดตนายกฯ พรรคตัวแปร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมืองที่ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว ที่มีพรรคละ 3 คน อาทิ พรรคประชาชน มี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร พรรคเพื่อไทย มี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ขณะที่พรรคการเมืองที่ยังไม่เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ อย่างเป็นทางการ แต่หัวหน้าพรรคจะนั่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคภูมิใจไทย มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่พยายามทาบทาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นแคนดิเดต
ครม.ส่ง กกต.พิจารณาประชามติ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลเห็นชอบให้ กกต. พิจารณาถึงการทำประชามติ ที่ตั้งคำถามประชามติต่อประชาชนว่า ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ โดยรัฐบาลจะเสนอความเห็นใน 2 แนวทาง ไปยัง กกต.
โดยทางแรกรัฐบาลเสนอ การทำประชามติโดยความเห็นของ ครม.เห็นสมควรจัดทำประชามติ เนื่องจากเป็นเรื่องที่รัฐบาลแถลงนโยบายเอาไว้ และมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐสภา อีกทางหนึ่งใช้ตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 9 (4) กรณีรัฐสภามีมติและเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุผลสมควรที่จะให้มีการออกเสียงประชามติและแจ้งให้ ครม.ดำเนินการ
ซึ่งทั้ง 2 แนวทาง กกต.จะเป็นผู้พิจารณา และยังมีความเห็นไปยัง กกต.ว่า จะให้มีการลงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณหรือไม่ ซึ่งยังรอคำตอบจาก กกต.อีกครั้ง ถ้า กกต.ไม่ขัดข้อง น่าจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในสิ้นปีนี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘มติชน-เดลินิวส์’ ลุยเลือกตั้ง’69 คิกออฟโพลแรก 18 ธ.ค. พท.ชู ‘ยศชนัน’ แคนดิเดตชิงนายกฯ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net