คนนี้ไม่ธรรมดา! เปิดประวัติ พีระพันธุ์ รวมไทยสร้างชาติ ลูกดาวจุฬาฯ คนแรก
วันที่ 2 มกราคม 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศความพร้อมลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 พร้อมชูนโยบายภายใต้สโลแกน เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ และเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคจำนวน 3 คน โดยมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตอันดับ 1 ตามด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตอันดับ 2 และ นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตอันดับ 3
สำหรับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หรือชื่อเล่น ตุ๋ย เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงการเมืองไทย เป็นบุตรของ พล.ท.ณรงค์ สาลีรัฐวิภาค อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์และเจ้ากรมการพลังงานทหาร และนางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค อดีตดาวจุฬาฯ คนแรก
นายพีระพันธุ์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา จากนั้นศึกษาต่อระดับปริญญาโท (LL.M.) กฎหมายอเมริกาทั่วไป และปริญญาโท (M.C.L.) กฎหมายอเมริกาเปรียบเทียบ จากมหาวิทยาลัยทูเลน สหรัฐอเมริกา
ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง นายพีระพันธุ์ เคยทำงานด้านตุลาการและกฎหมาย โดยเริ่มจากการเป็นทนายความในช่วงปี พ.ศ. 2524-2529 ต่อมาในปี พ.ศ. 2529 เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และในปี พ.ศ. 2530 เป็นผู้พิพากษาประจำกระทรวง จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดตาก ในปี พ.ศ. 2531 เป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดธัญบุรี ปี พ.ศ. 2532 เป็นผู้พิพากษาประจำกระทรวง และผู้อำนวยการกองวิชาการ สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ก่อนจะเป็นผู้พิพากษาศาลแพ่งในปี พ.ศ. 2535
เส้นทางการเมืองของนายพีระพันธุ์ เริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และลงสมัครรับเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2539 โดยเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 7 สมัย เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในช่วงปี พ.ศ. 2535-2536 ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในปี พ.ศ. 2536-2537 ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในช่วงปี พ.ศ. 2537-2538 รวมถึงที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในปี พ.ศ. 2540
นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระหว่างปี พ.ศ. 2551-2554 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2562 เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2565 และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2566 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2568
ในด้านงานความมั่นคงและการทหาร นายพีระพันธุ์ เคยเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ระหว่างปี พ.ศ. 2540-2543 เป็นประธานอนุกรรมาธิการศึกษาสมรรถนะกองทัพ ในช่วงปี พ.ศ. 2541-2543 รองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร ระหว่างปี พ.ศ. 2548-2549 และดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมาธิการงบประมาณและขีดความสามารถกองทัพ ในช่วงเดียวกัน ต่อมาเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร คนที่หนึ่ง ระหว่างปี พ.ศ. 2550-2551 และประธานอนุกรรมาธิการพิจารณานโยบาย งบประมาณ และประสิทธิภาพกองทัพ ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2551
นายพีระพันธุ์ ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันและตรวจสอบกฎหมายและคดีสำคัญหลายประเด็น อาทิ การมีส่วนร่วมในการผลักดัน พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 การผลักดัน พ.ร.บ.ฮั้วประมูล พ.ศ. 2542 และการเสนอร่างกฎหมายธุรกิจบัตรเครดิต เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
ในส่วนของการตรวจสอบคดีทุจริต นายพีระพันธุ์ มีบทบาทในคดีทุจริตปุ๋ยอินทรีย์ปลอม ซึ่งศาลมีคำพิพากษาจำคุกผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบการจัดซื้ออาคารของ SME Bank รวมถึงการมีส่วนตรวจสอบคดีค่าโง่ทางด่วน 6,200 ล้านบาท จนศาลมีคำพิพากษาให้รัฐชนะคดี การรื้อฟื้นคดีโฮปเวลล์ การยุติข้อพิพาทคดีเหมืองทองอัครา การฟื้นฟูกองทุนยุติธรรม และการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
ด้านนโยบาย นายพีระพันธุ์ มีบทบาทในการผลักดันแนวคิดและมาตรการต่าง ๆ เช่น กองทุนประชาชน บัตรสวัสดิการพลัส การแก้ไขกฎหมายที่ดินทำกิน นโยบายน้ำมันเสรี ปลดหนี้ด้วยงาน และการขับเคลื่อนนโยบาย รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง
ในด้านพลังงาน นายพีระพันธุ์ มีบทบาทเกี่ยวข้องกับมาตรการด้านค่าไฟฟ้าและเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าจาก 4.45 บาท เหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย ในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2566 การตรึงราคาก๊าซ LPG ไม่เกิน 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม การยกร่างกฎหมายกำกับการค้าน้ำมัน รวมถึงการผลักดัน พ.ร.บ.โซลาร์เสรี เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ง่ายขึ้น