โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

คนนี้ไม่ธรรมดา! เปิดประวัติ พีระพันธุ์ รวมไทยสร้างชาติ ลูกดาวจุฬาฯ คนแรก

มุมข่าว

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ทีมข่าวสยามนิวส์
คนนี้ไม่ธรรมดา! เปิดประวัติ พีระพันธุ์ รวมไทยสร้างชาติ ลูกดาวจุฬาฯ คนแรก

วันที่ 2 มกราคม 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศความพร้อมลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 พร้อมชูนโยบายภายใต้สโลแกน เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ และเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคจำนวน 3 คน โดยมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตอันดับ 1 ตามด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตอันดับ 2 และ นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตอันดับ 3

สำหรับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หรือชื่อเล่น ตุ๋ย เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงการเมืองไทย เป็นบุตรของ พล.ท.ณรงค์ สาลีรัฐวิภาค อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์และเจ้ากรมการพลังงานทหาร และนางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค อดีตดาวจุฬาฯ คนแรก

นายพีระพันธุ์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา จากนั้นศึกษาต่อระดับปริญญาโท (LL.M.) กฎหมายอเมริกาทั่วไป และปริญญาโท (M.C.L.) กฎหมายอเมริกาเปรียบเทียบ จากมหาวิทยาลัยทูเลน สหรัฐอเมริกา

ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง นายพีระพันธุ์ เคยทำงานด้านตุลาการและกฎหมาย โดยเริ่มจากการเป็นทนายความในช่วงปี พ.ศ. 2524-2529 ต่อมาในปี พ.ศ. 2529 เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และในปี พ.ศ. 2530 เป็นผู้พิพากษาประจำกระทรวง จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดตาก ในปี พ.ศ. 2531 เป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดธัญบุรี ปี พ.ศ. 2532 เป็นผู้พิพากษาประจำกระทรวง และผู้อำนวยการกองวิชาการ สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ก่อนจะเป็นผู้พิพากษาศาลแพ่งในปี พ.ศ. 2535

เส้นทางการเมืองของนายพีระพันธุ์ เริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และลงสมัครรับเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2539 โดยเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 7 สมัย เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในช่วงปี พ.ศ. 2535-2536 ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในปี พ.ศ. 2536-2537 ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในช่วงปี พ.ศ. 2537-2538 รวมถึงที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในปี พ.ศ. 2540

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระหว่างปี พ.ศ. 2551-2554 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2562 เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2565 และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2566 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2568

ในด้านงานความมั่นคงและการทหาร นายพีระพันธุ์ เคยเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ระหว่างปี พ.ศ. 2540-2543 เป็นประธานอนุกรรมาธิการศึกษาสมรรถนะกองทัพ ในช่วงปี พ.ศ. 2541-2543 รองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร ระหว่างปี พ.ศ. 2548-2549 และดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมาธิการงบประมาณและขีดความสามารถกองทัพ ในช่วงเดียวกัน ต่อมาเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร คนที่หนึ่ง ระหว่างปี พ.ศ. 2550-2551 และประธานอนุกรรมาธิการพิจารณานโยบาย งบประมาณ และประสิทธิภาพกองทัพ ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2551

นายพีระพันธุ์ ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันและตรวจสอบกฎหมายและคดีสำคัญหลายประเด็น อาทิ การมีส่วนร่วมในการผลักดัน พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 การผลักดัน พ.ร.บ.ฮั้วประมูล พ.ศ. 2542 และการเสนอร่างกฎหมายธุรกิจบัตรเครดิต เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

ในส่วนของการตรวจสอบคดีทุจริต นายพีระพันธุ์ มีบทบาทในคดีทุจริตปุ๋ยอินทรีย์ปลอม ซึ่งศาลมีคำพิพากษาจำคุกผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบการจัดซื้ออาคารของ SME Bank รวมถึงการมีส่วนตรวจสอบคดีค่าโง่ทางด่วน 6,200 ล้านบาท จนศาลมีคำพิพากษาให้รัฐชนะคดี การรื้อฟื้นคดีโฮปเวลล์ การยุติข้อพิพาทคดีเหมืองทองอัครา การฟื้นฟูกองทุนยุติธรรม และการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ด้านนโยบาย นายพีระพันธุ์ มีบทบาทในการผลักดันแนวคิดและมาตรการต่าง ๆ เช่น กองทุนประชาชน บัตรสวัสดิการพลัส การแก้ไขกฎหมายที่ดินทำกิน นโยบายน้ำมันเสรี ปลดหนี้ด้วยงาน และการขับเคลื่อนนโยบาย รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง

ในด้านพลังงาน นายพีระพันธุ์ มีบทบาทเกี่ยวข้องกับมาตรการด้านค่าไฟฟ้าและเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าจาก 4.45 บาท เหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย ในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2566 การตรึงราคาก๊าซ LPG ไม่เกิน 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม การยกร่างกฎหมายกำกับการค้าน้ำมัน รวมถึงการผลักดัน พ.ร.บ.โซลาร์เสรี เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ง่ายขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...