โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

Poll tax กับค่าธรรมเนียมการสมัครสมาชิกวุฒิสภา 2,500 บาท จึงจะมีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภา

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 พ.ค. 2567 เวลา 13.34 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2567 เวลา 12.45 น.

Poll tax แปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ คือ ภาษีรายหัวที่รัฐเรียกเก็บกับประชาชนในอดีต ซึ่งประชาชนในสมัยก่อนทั่วโลกที่มีสิทธิเลือกตั้งมักจะหมายถึงประชาชนที่เป็นชายบรรลุนิติภาวะแล้ว สำหรับประชาชนที่เป็นสตรีก็ไม่มีสิทธิเลือกตั้งอยู่แล้ว ปัจจุบันนี้ภาษีรายหัวได้ถูกยกเลิกไปจนหมดแล้วเนื่องจากเป็นภาษีที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่ได้จัดเก็บตามความสามารถของประชาชนผู้ที่ต้องเสียภาษีแบบว่ามีมากจ่ายมาก มีน้อยจ่ายน้อย ใช่คนรวยกับคนจนต้องเสียภาษีจำนวนเท่ากันหมดซึ่งไม่เป็นธรรม

สำหรับPoll tax ที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ไม่ใช่เป็นภาษีที่รัฐต้องการเงินรายได้เข้ารัฐเหมือนอย่างภาษีทั่วไป หากแต่เป็นภาษีที่11 มลรัฐทางภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาในช่วงหลังสงครามกลางเมืองนำมาใช้ เพื่อกีดกันชาวอเมริกันผิวดำผู้เคยเป็นทาสมาก่อนแต่ได้สิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในฐานะที่เป็นประชาชนอเมริกันอย่างสมบูรณ์ จากบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่15 เมื่อ พ.ศ.2413 ไม่ให้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพราะยากจนไม่มีเงินมาเสียภาษีรายหัวแบบPoll tax ซึ่งชาวอเมริกันผิวขาวผู้ยากจนก็พลอยไม่มีสิทธิไปเลือกตั้งได้เช่นกัน จนกระทั่งใน พ.ศ.2507 จึงมีบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่24 ที่ห้ามทุกมลรัฐของสหรัฐอเมริกาออกกฎหมายPoll tax หรือภาษีรายหัวอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นการกีดกันประชาชนผู้ยากจนในสิทธิการออกเสียงเลือกตั้งซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนทุกคนอยู่แล้ว

เรื่องภาษีรายหัวนี้ประเทศไทยก็เคยมีภาษีรายหัวที่รัฐเรียกเก็บกับประชาชนในอดีตเหมือนกัน เนื่องจากรัฐต้องจัดเก็บมาเพื่อนำมาใช้เป็นเบี้ยหวัดเงินเดือนให้กับขุนนางที่มาทำงานราชการ จึงเรียกว่า“เงินค่าราชการ” ซึ่งเก็บตามพระราชบัญญัติเก็บเงินค่าราชการ ร.ศ.120 (พ.ศ.2444) โดยจัดเก็บเอาจากชายฉกรรจ์ อายุตั้งแต่18-60 ปีทุกคน โดยเก็บในอัตราคนละ6 บาทต่อปี จะเห็นได้ว่าฐานที่นำมาใช้ในการจัดเก็บภาษีนั้นไม่ได้มาจากรายได้ การบริโภค ทรัพย์สิน หรือการเข้าแสวงหาประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นเงินที่บังคับเก็บจากราษฎรชายไทยทุกคนที่บรรลุนิติภาวะ หากผู้ใดไม่สามารถจ่ายเงินค่าราชการได้นั้น ข้าหลวงเทศาภิบาลมีอำนาจสั่งให้บุคคลนั้นไปทำงานโยธาเป็นเวลาไม่เกิน30 วัน ต่อมาได้มีการออกพระราชบัญญัติลักษณะการเก็บเงินรัชชูปการ พ.ศ.2462 ขึ้นมาใช้แทนพระราชบัญญัติเก็บเงินค่าราชการ พ.ศ.2444 เพื่อการเก็บภาษีรายหัวแบบเงินรัชชูปการนี้กระชับอุดข้อยกเว้นของบุคคลที่ไม่ต้องเสียภาษีรายหัวจึงให้น้อยลงทำให้เก็บเงินภาษีได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ภาษีรายหัว หรือPoll tax นี้จัดเป็นภาษีที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่ได้จัดเก็บตามความสามารถของประชาชนผู้ที่ต้องเสียภาษี จึงถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.2482 เมื่อมีการปรับปรุงระบบภาษีใหม่โดยการประกาศใช้พระราชบัญญัติประมวลรัษฎากรจึงเป็นการยกเลิกภาษีรายหัว หรือPoll tax โดยเด็ดขาด

เชื่อไหมครับว่า สำหรับประเทศไทยหลังจากเวลาผ่านไปร่วม80 ปี ของการยกเลิกPoll tax หรือภาษีรายหัวไปแล้ว ก็ได้มีการขุดเอาภาษีรายหัวขึ้นมาบังคับใช้อีกในรูปของค่าธรรมเนียม การสมัครสมาชิกวุฒิสภา2,500 บาท จึงจะมีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภา จำนวน200 คน ซึ่งได้บัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา15 ว่า

“ผู้ซึ่งประสงค์จะสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องยื่นใบสมัครด้วยตนเอง พร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานประกอบการสมัคร และชำระค่าธรรมเนียมการสมัครจำนวนสองพันห้าร้อยบาท”

เป็นที่น่าสังเกตว่าการกำหนดค่าธรรมเนียม จะเขียนเป็นกฎหมายลำดับรอง เช่น ระเบียบ ประกาศ ซึ่งอาจแก้ไขได้ง่าย เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจได้ ในกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภานั้น ผู้ที่รับผิดชอบจัดการ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) การเขียนค่าธรรมเนียมน่าจะอยู่ในระเบียบที่เกี่ยวข้องที่ออกโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ค่าธรรมเนียม2,500 บาท นี้เขียนไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับศักดิ์สูงกว่าพระราชบัญญัติ การจะแก้ไขต้องอาศัยเสียงทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เห็นชอบร่วมกัน จึงเห็นได้ว่าค่าธรรมเนียม2,500 บาท นั้นเป็นองค์ประกอบหลักที่จงใจเขียนเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ปรับเปลี่ยนได้ง่าย ค่าธรรมเนียมที่สูงเป็นอุปสรรคสำหรับคนรายได้น้อย และอีกแง่มุมหนึ่งก็ทำให้คนที่ต้องการจัดตั้งคนไปสมัครเพื่อเลือกตัวเองก็มีต้นทุนสูงขึ้นด้วย

ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภาคือผู้เสนอตัวเป็นผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภานั่นเอง ที่ไปลงคะแนนเลือกกันเอง โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น มีอายุไม่ต่ำกว่า40 ปี มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า10 ปี ซึ่งมีด้วยกัน20 กลุ่มอาชีพ เกิดหรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในอำเภอที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปี หรือทำงาน เคยทำงาน เคยศึกษาอยู่ในอำเภอที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปี ที่สำคัญต้องเสียภาษีรายหัว(Poll tax) จำนวน2,500 บาท เป็นค่าสมัคร เพื่อตีตั๋วเข้าไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงอีกด้วย

ครับ! นอกจากการขุดเอาภาษีรายหัว(Poll tax) ขึ้นมาใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในครั้งนี้แล้ว การเลือกสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่จะมีจำนวนลดลงเหลือ200 คน โดยจะใช้ระบบเลือกกันเองของแต่ละกลุ่มอาชีพรวม20 กลุ่ม และเลือกแบบไต่ระดับ จากระดับอำเภอ สู่ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น ยังให้มีการเลือกไขว้กลุ่มในแต่ละระดับด้วย ซึ่งแม้แต่ผู้จัดการเลือกตั้ง คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เองถึงกับออกมายอมรับว่าเป็นการเลือกตั้งที่ซับซ้อนที่สุดในโลก

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Poll tax กับค่าธรรมเนียมการสมัครสมาชิกวุฒิสภา 2,500 บาท จึงจะมีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...