การย้ายมาอยู่ด้วยกันของคู่รักรุ่นใหม่ ที่สำหรับบางคู่ เท่ากับการหารครึ่งค่าที่พักอาศัย แต่บางครั้งก็ทำให้ ‘เลิกรัก’ กันเร็วขึ้น
เราไม่ได้กำลังพูดถึงเรื่องของการอยู่ก่อนแต่งที่อาจขัดกับขนบเก่าแก่ของสังคมแต่อย่างใด แต่นี่คือเรื่องของการเริ่มใช้ชีวิตคู่ในวันที่แต่ละคนอาจยังไม่ได้พร้อมขนาดนั้น และผลคือพื้นที่ส่วนตัวที่อาจสูญสลาย หรือกระทั่งได้เห็นอีกด้านของคนรักอย่างใกล้ชิดและรวดเร็วเกินกว่าจะลองได้ค่อยๆ ปรับตัวหากัน รวมถึงปัญหาอีกมากมายที่อาจเกิดขึ้นจากการมาอยู่ร่วมชายคา ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้นกับคู่รักรุ่นใหม่จำนวนมาก และไม่ใช่เป็นความรักอันพลุ่งพล่านเท่านั้นที่เป็นแรงขับ แต่คือความจำเป็นด้านเศรษฐกิจต่างหากที่บีบให้พวกเขาต้องรีบย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันแบบนี้
เรื่องค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยกำลังเป็นปัญหาในหลายพื้นที่ทั่วโลก อย่างเช่นในสหรัฐฯ ราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยกำลังพุ่งสูงขึ้นทั่วประเทศ และมีแนวโน้มว่าจะวิกฤติหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับในอังกฤษที่ค่าเช่าบ้านและอพาร์ตเมนต์ก็กำลังแพงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบแปดปีเช่นกัน สวนทางกับจำนวนความต้องการของผู้เช่าที่เพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่า นับตั้งแต่ปี 2021 แน่นอนว่า ปัญหาค่าเช่าและค่าครองชีพที่กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะในอเมริกาหรืออังกฤษ แต่ในเมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่กรุงเทพฯ ก็กำลังเผชิญปัญหาไม่ต่างกัน และมันก็กลายเป็นตัวเร่งให้คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องหาทางทำอะไรก็ตามเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายเหล่านั้นให้มากที่สุด
และหนึ่งในนั้นก็คือการที่คู่รักรุ่นใหม่ ตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันเพื่อเซฟค่าใช้จ่ายในครัวเรือน แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการคบกัน สิ่งนี้เองกำลังกระทบกับทั้งในเชิงความสัมพันธ์ของคู่รักคนรุ่นใหม่ ไปจนถึงปัญหาทางเชิงสังคมต่อเนื่องเป็นลูกโซ่อย่างการท้องไม่พร้อม ปัญหาครอบครัว รวมถึงปัญหาอื่นๆ ตามมาด้วย
จากผลสำรวจของเว็บไซต์ Realtor พบว่า กว่า 80% ของคนเจนฯ Z และมิลเลนเนียล ยอมรับว่าปัจจัยเรื่องค่าครองชีพ ค่าเดินทาง และปัญหาทางด้านการเงิน คือปัจจัยหลักที่เร่งให้พวกเขาต้องย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันกับคู่รักของตัวเอง
แน่นอนว่าการที่คู่รักย้ายมาอยู่ด้วยกันมีข้อดีมากมาย เช่น ทำให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น มีโอกาสเรียนรู้กัน และมีโอกาสที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการที่บางคู่ตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกันในวันที่ความสัมพันธ์เพิ่งเริ่มต้นหรือยังไม่มีความพร้อมมากพอทั้งวุฒิภาวะและความพร้อมในด้านอื่นๆ ของชีวิต ก็อาจเป็นการสร้างปัญหาในความสัมพันธ์ได้ไม่น้อย
นักบำบัดชีวิตคู่และครอบครัวในชิคาโก ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ นิโคล ออสคิดา (Nicolle Osequeda) มองว่า การย้ายเข้าอยู่ด้วยกันของคู่รักในเวลาที่ยังไม่ได้รู้จักกันมากพอ อาจสร้างปัญหาให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการสื่อสาร เรื่องรายละเอียดของการใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ ที่มักจะสร้างความขัดเเย้งได้เสมออย่างเรื่องการเงิน ซึ่งนั่นเองที่ทำให้การย้ายมาอยู่ด้วยกันของคู่รักคนรุ่นใหม่ ‘ยาก’ ที่จะไปกันรอด
การย้ายมาอยู่ด้วยกันจากภาวะค่าครองชีพมากกว่าปัจจัยด้านความพร้อมหรือความต้องการจริงๆ ของคู่รักเจนฯ Z ในแง่หนึ่งยังเหมือนการบังคับให้พวกเขาต้อง ‘Commit’ ผูกมัดกับชีวิตคู่เร็วเกินไปในวันที่อาจยังไม่พร้อมอีกด้วย
“ความกดดันจากการที่เราเพิ่งเริ่มเดตกันได้ไม่นานแล้วต้องย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน ทำให้เราต่างถามตัวเองบ่อยๆ ว่านี่กำลังคิดผิดหรือคิดถูกกันแน่” เคนเนธ (Kenneth) วัย 23 เล่าถึงช่วงเวลาที่ต้องย้ายเข้ามาอยู่ใต้ชายคาเดียวกับอดีตคนรักของเขาที่ย่าน Williamsburg ของนิวยอร์ก ย่านที่ขึ้นชื่อว่าราคาอสังหาริมทรัพย์แพงที่สุดย่านหนึ่งในอเมริกา ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจแยกทางกันในเวลาต่อเมื่อพบว่าความสัมพันธ์ไปไม่รอด “เวลาต้องอยู่ด้วยกัน มันมีความกดดันมากอยู่แล้วว่าจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างมันเวิร์ก”
ไม่เพียงแค่การย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันจะสร้างความรู้สึกที่จริงจังขึ้นในความสัมพันธ์แล้ว ปัจจัยที่อาจทำให้คู่รักคนรุ่นใหม่ไปไม่รอดก็คือการที่ไม่สามารถจัดการ ‘Boundary’ ของการอยู่ร่วมกันได้ดีมากพอ
“เอาจริงๆ ฉันไม่ได้รู้สึกสบายใจขนาดนั้นที่ต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน” ซิน-รุย ลี (Xin-rui Lee) วัย 26 เล่าว่าแม้เธอกับแฟนหนุ่มจะคบกันมาได้ปีกว่า แต่เธอก็ยังมิวายรู้สึกว่าการย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันจะเวิร์ก “มีอยู่คืนหนึ่งฉันกลับจากทำงานมาดึกๆ รู้สึกเหนื่อยและอยากพักมาก แต่เขาก็นั่งอยู่ด้วยตรงนั้นตลอดเวลา ดูฉันกิน มันทำให้ฉันรู้สึกประหม่ามากเลย” แม้ว่าจะเคยฝันถึงการมีบ้านจริงๆ อยู่ด้วยกันในวันหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้ว เธอมองว่าการที่แต่ละคนได้มี ‘พื้นที่’ ส่วนตัวของตัวเองบ้าง อาจเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์แข็งแรงและไปรอดได้มากกว่า
เช่นเดียวกับซาช่า (Sasha) วัย 26 ที่ความโหดร้ายของราคาค่าเช่าห้องในลอนดอนบีบบังคับให้เธอต้องเลือกระหว่างอยู่ห่างกันคนละเมืองกับแฟนหนุ่ม หรือยอมให้เขาย้ายมาอยู่กับเธอในวันที่เธอเองก็ไม่ได้รู้สึกพร้อมขนาดนั้น “เราเถียงกันแทบจะทุกเรื่องเลยค่ะ ตั้งแต่เรื่องการใช้ห้องน้ำ ยันเครื่องซักผ้า ฉันเริ่มเห็นอีกด้านหนึ่งของเขา และสุดท้ายมันแทบไม่ทิ้งความโรแมนติกอะไรเหลือไว้เลยสำหรับเรา” เธอตัดสินใจเลิกกับเขา หลังจากย้ายมาอยู่ด้วยกันเพียง 2 เดือน
และในแง่มุมเลวร้ายที่สุดของวิกฤติค่าเช่ากับค่าครองชีพในเวลานี้ก็คือการที่คู่รักจำเป็นต้อง ‘ทน’ อยู่ร่วมชายคาเดียวกันแม้ว่าจะเลือกจบความสัมพันธ์ไปแล้ว เนื่องจากต่างคนต่างไม่สามารถหาที่อยู่ใหม่ได้ในราคาที่จ่ายไหว ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่น้อย เพราะสิ่งนี้เป็นเงื่อนไขที่ปิดกั้นโอกาสหลายๆ อย่างในชีวิต รวมถึงโอกาสในการได้เจอความสัมพันธ์ใหม่ๆ ด้วย
การย้ายมาอยู่ด้วยกันของคู่รักคนรุ่นใหม่จึงไม่อาจมองได้ว่าเป็นเพียงแค่เรื่องของอิสรเสรีในชีวิตหรือนอร์มที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน เพราะลึกลงไปกว่านั้น นี่คือปัญหาทางทางเศรษฐกิจในภาคใหญ่ที่กำลังกระทบกับคุณภาพชีวิตทุกๆ ด้าน รวมถึงความสัมพันธ์ของพวกเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
อ้างอิง
https://www.nytimes.com/2024/07/07/business/gen-z-couples-rent-costs.html
https://www.nytimes.com/2022/06/24/realestate/high-rent-couples-living-together.html
https://www.nytimes.com/2022/06/24/realestate/high-rent-couples-living-together.html
https://graziadaily.co.uk/life/real-life/what-is-inflationship/
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- การย้ายมาอยู่ด้วยกันของคู่รักรุ่นใหม่ ที่สำหรับบางคู่ เท่ากับการหารครึ่งค่าที่พักอาศัย แต่บางครั้งก็ทำให้ ‘เลิกรัก’ กันเร็วขึ้น
- นักการเมืองเกาหลีใต้ท่านหนึ่ง วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ทำให้ผู้ชายเกาหลีฆ่าตัวตายมากขึ้นเพราะ “เรากำลังกลายเป็นประเทศ ‘หญิงเป็นใหญ่’”
- Rebecca F. Kuang ผู้เขียน The Poppy War และ Yellowface ที่กำลังมาแรงในอเมริกา
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com