ชีวิตในไทยไม่ตอบโจทย์ หนุ่มลาออกจากงาน เริ่มต้นจากเด็กล้างจาน สู่เจ้าของร้านอาหาร 2 แห่งในออสเตรเลีย
ชีวิตในไทยไม่ตอบโจทย์ หนุ่มลาออกจากงาน เริ่มต้นจากเด็กล้างจาน สู่เจ้าของร้านอาหาร 2 แห่งในออสเตรเลีย
ปัจจุบันนี้ ร้านอาหารไทยในต่างประเทศมีจำนวนเยอะมาก เพราะอาหารไทยค่อนข้างได้รับความนิยมชมชอบจากชาวต่างชาติมากขึ้น ทั้งในเรื่องเมนูที่โดนใจ และรสชาติที่ถูกปาก
อย่างวันนี้ที่ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์กับเจ้าของร้านอาหารไทยในประเทศออสเตรเลีย อย่าง คุณแชมป์-สัญชัย ตราชู เจ้าของร้าน MANA Thai Bistro ถึงเรื่องราวชีวิตของตน กว่าจะก้าวมาสู่เจ้าของร้านอาหารในต่างประเทศได้ต้องทำอย่างไรบ้าง และวิธีการเอาตัวรอดจากคู่แข่งต่างๆ คุณแชมป์มีกลยุทธ์อะไรให้สู้กับคู่แข่งได้
ชีวิตในเมืองไทย กับงานประจำที่เหมือนจะตอบโจทย์
ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็เริ่มทำงานอีเวนต์ออแกไนเซอร์ ณ บริษัทแห่งหนึ่ง ในตำแหน่ง Co-producer แต่ก็เป็นงานที่ทำได้เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น จึงตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศทันที เหตุผลก็เพราะว่าอะไรหลายๆ อย่างไม่ตอบโจทย์ความเป็นอยู่ เช่นเรื่องค่าแรง ที่มองว่าค่อนข้างน้อยมาก เงินเดือนที่ได้ไม่ถึง 15,000 บาท
ด้วยค่าแรงที่ได้ในตอนนั้น ประจวบกับเนื้องานที่ต้องทำ เพราะงานอีเวนต์เหมือนต้องทำ 7 วัน เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีวันหยุด
“ผมรู้สึกว่า งานอีเวนต์เหมือนต้องทำ 7 วัน เวลาอีเวนต์เสาร์ อาทิตย์ เราก็ต้องทำ แต่เราไม่ได้ OT นะ ผมเลยมีความรู้สึกว่ามันไม่ใช่ แล้วบางทีมันเป็นพนักงานตอกบัตรก็จริง แต่เลิกงาน 6 โมงแล้วเราไม่ได้เลิก เราก็ต้องทำต่อยาวไปบางทีตี 2 ตี 3 เลย 9 โมงก็มาเข้างานต่อ ผมเลยรู้สึกว่าจะเอาอย่างไรดี” คุณแชมป์ เล่า
จังหวะที่กำลังคิดทบทวนกับตัวเองอยู่ แฟนของเขาก็มีแพลนที่กำลังจะไปออสเตรเลียพอดี จึงชวนกันไปที่ซิดนีย์ดู แต่ในตอนนั้นคุณแชมป์เองก็คิดแค่ว่าจะมาเที่ยวเล่นๆ 6 เดือน
แต่เมื่อมาถึงก็คิดอยากจะหางานทำ โดยให้เวลาตัวเอง 1-2 ปี เก็บเกี่ยวประสบการณ์ อยากรู้ว่าต่างประเทศมันเป็นอย่างไร พอมาถึงก็เริ่มทำเลย ตั้งใจเก็บเงิน ทำๆ ไป เริ่มรู้สึกว่าชอบ เพราะค่าตอบแทนดีและเหมาะกับความเป็นอยู่ทั้งหมด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบ 17 ปีแล้วที่เขาได้ไปใช้ชีวิตในออสเตรเลีย
ชีวิตที่เหมือนจะง่าย แต่ต้องแลกมาด้วยความพยายาม
หลังจากที่เขาตัดสินใจมาทำงานที่ออสเตรเลีย ก็เริ่มต้นจากเป็นเด็กล้างจาน จากที่ล้างจานมาเรื่อยๆ ก็มีเชฟประจำร้านอาหารที่มองเห็นแววว่าดูพอที่จะทำอาหารได้ เลยให้ลองมาทำอาหาร
“เชฟบอกว่า มึงขึ้นมาเถอะ มึงขึ้นมาทำอาหารเถอะ” คุณแชมป์ เล่า
เมื่อตอนเป็นเด็กล้างจานในร้านอาหารแห่งหนึ่ง พอล้างจานเสร็จเขามักจะชอบไปเดินดูเชฟทำอาหาร แต่ตอนนั้นเป็นอาหารฝรั่ง แต่พอขึ้นมาเป็นเชฟก็มีความรู้สึกว่าสนุกดีในการทำอาหาร ซึ่งตอนอยู่ที่ไทย ทำอาหารไม่เป็นเลย พอเริ่มเรียนรู้ ก็ทำให้เราสนุกมากขึ้น
เพื่อนที่เป็นเชฟก็ชวนมาเปิดร้านอาหารด้วยกัน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ อาจจะเป็นเพราะด้วยประสบการณ์ที่ยังไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่นัก
จากนั้นก็เลิกทำอาหารแล้วผันตัวมาเป็นอูเบอร์ส่งอาหาร แล้วก็เปิดร้านอีกสักรอบ แต่ก็มาเจอกับโควิด ร้านอาหารจำเป็นต้องปิดและกลับมาขับอูเบอร์ส่งอาหารอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์โควิดเริ่มคลาย ร้านอาหารกลับมาเปิดได้ตามปกติ เพื่อนก็เริ่มชวนมาเปิดร้านอาหารอีกสักครั้ง
“ตอนแรกผมเบื่อแล้ว เพราะเปิดมา 2 ครั้งแล้วก็ปิดไป ก็เลยว่าถ้าจะเปิดร้าน เราหาที่มันไม่ต้องลงทุนเยอะ หาพวกค่าที่ถูกๆ เข้าไปมีเครื่องครัวให้เลย ผมก็เลยได้ Bistro ในผับ เพราะเข้ามาแล้วเครื่องครัวพร้อม ค่าที่ไม่แรงมาก” คุณแชมป์ เล่า
ก็เลยไปได้ที่ที่เคยเปิดก่อนโควิด ไปถามเขา เขาหาคนพอดีก็เลยได้เข้าไปทำตรงนั้น พอได้ทำก็โชคดีที่ว่าฝั่งตรงข้ามกำลังทำ Fish Market เป็นตลาดปลาที่ใหม่ของซิดนีย์ จึงมีกลุ่มลูกค้าเยอะ หลังจากนั้นก็เปิดมา รายได้ก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่งเลยทีเดียว จากนั้นก็คิดต่อยอดเปิดสาขา 2 ที่เข้ามาในเมืองมากขึ้น จึงมาเปิดใกล้ๆ Thaitown ผลประกอบการก็ค่อนข้างดีในระดับหนึ่งเช่นกัน
คุณแชมป์ เผยว่า รายได้แต่ละร้านอยู่ประมาน 6-7 แสนบาท 2 ร้านรวมกันก็ประมาณล้านนิดๆ ซึ่งถือว่ายังคงเป็นรายได้ที่ไม่ได้มากเท่าไหร่นัก เขาจะต้องพยายามพัฒนาร้านอาหารให้สร้างยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น
แหล่งที่มาของวัตถุดิบ
อีกข้อที่หลายๆ คนกังวลใจ คือถ้าหากไปเปิดร้านอาหารในออสเตรเลีย แหล่งวัตถุดิบต่างๆ จะหาได้จากที่ไหน และยากง่ายเพียงใด คุณแชมป์ บอกกับเราว่า
“ถ้าพูดถึงซิดนีย์หาวัตถุดิบไม่ยากเลย เพราะเรามี Supplier ที่เขาเอาของทั้งหมดมาจากไทยเกือบทุกอย่าง และมีหลายเจ้ามาก เราก็สามารถเลือกราคาได้ว่าเจ้าไหนเราจะใช้ถูกใช้แพง และรสชาติทั้งหมดจะเหมือนที่ไทยเลย เพราะเครื่องปรุงทั้งหมดส่วนมากจะมาจากไทย”
นอกจากแหล่งวัตถุดิบแล้ว ต้นทุนการผลิตและค่าบริหาร เขาบอกว่ามีราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าพนักงาน ด้วยความที่รายได้ขั้นต่ำของซิดนีย์จะขึ้นอยู่เรื่อยๆ ค่าวัตถุดิบก็จะสูงขึ้นตาม ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มค่าอาหารขึ้นเล็กน้อยเพื่อความอยู่รอด
สำหรับพนักงานในร้าน คุณแชมป์จะรับเฉพาะคนไทย เพราะว่าในการบริหารจะง่ายมาก และที่สำคัญ เด็กไทยที่นี่ก็จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องรับพนักงานต่างชาติเลย
กลุ่มลูกค้าและเมนูเด็ดประจำร้าน
คุณแชมป์ เผยว่า กลุ่มลูกค้าส่วนมากจะเป็นชาวต่างชาติเสียมากกว่า ทั้ง 2 สาขา ซึ่งเมนูเด็ดของแต่ละสาขาก็จะมีความแตกต่างกันออกไป อย่างสาขาแรกที่จะอยู่ออกนอกเมืองไปเล็กน้อย เมนูเด็ดต้องยกให้กับกะเพราและผัดซีอิ๊ว ส่วนสาขาที่ 2 จะเป็นสเต๊กมากกว่าเพราะอยู่ในผับ
ในการเลือกประเทศที่จะเปิดร้านอาหาร คุณแชมป์ เล่าให้ฟังว่า ออสเตรเลียค่อนข้างได้เปรียบในเรื่องของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้ร้านอาหารแต่ละชาติได้รับความนิยม แต่ถึงอย่างไรแต่ละร้านก็จะต้องมีจุดแข็งของตนเองเพื่อความอยู่รอด
“รสชาติต้องได้ พยายามให้เป็นไทยมากที่สุด เราอยากเสนอรสชาติไทยว่าถ้าคุณมากินที่นี่เหมือนมากินที่เมืองไทยเลย อันดับ 2 มาร์เก็ตติ้ง การโฆษณา ซึ่งตอนนี้เรากำลังทำให้คนรู้ พอคนมันยิ่งรู้ ก็จะเริ่มอยากมาลอง” เขากล่าว
สุดท้ายนี้ เราได้ถามคุณแชมป์ถึงความคิดที่ว่าอยากจะกลับมาเปิดร้านอาหารที่ประเทศไทยบ้างหรือไม่ ทางด้านคุณแชมป์ก็ตอบมาอย่างมั่นใจเลยว่า
“ตัวผมเองไม่มีความคิดที่จะกลับไปเปิดร้านอาหารที่ไทย ผมมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจที่ไทยมันยังไม่ได้ดีที่เราจะกลับไปเปิดร้านอาหารแล้วมันจะสร้างเงินได้”
เขากล่าวเสริมต่ออีกว่า
“ผมมีความรู้สึกว่า อาหารไทยที่ไทย มันมีเยอะแล้ว แต่ถ้าเปิดร้านอาหารไทยที่ต่างประเทศมันยังมีตัวเลือกให้ลูกค้าได้เลือกมากกว่า”
หากใครสนใจอยากไปติดตามความเคลื่อนไหวของร้านนี้ สามารถเข้าไปดูหน้าเพจได้ที่ MANA Thai Bistro
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชีวิตในไทยไม่ตอบโจทย์ หนุ่มลาออกจากงาน เริ่มต้นจากเด็กล้างจาน สู่เจ้าของร้านอาหาร 2 แห่งในออสเตรเลีย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.khaosod.co.th/sentangsedtee