จากควีน Christina แห่งสวีเดน ถึง Kristen Stewart เรื่องของ Lesbian Fashion ที่ยืนยันจะไม่แต่งตัวตามกรอบเพศ และไม่จำเป็นต้องขอโทษใคร
ตั้งแต่ภาพนางเอกสาว คริสเตน สจ๊วต (Kristen Stewart) ใส่กางเกงชั้นในผู้ชายแบบ Jockstrap บนปกนิตยสาร Rolling Stone จนถึงชุดเบลเซอร์โอเวอร์ไซส์ที่ บิลลี ไอลิช (Billie Eilish) ใส่ขึ้นรับรางวัลในงาน Golden Globes ครั้งที่ผ่านมา นอกจากคอมเมนต์ในแง่ลบที่บรรดาชาวเน็ตวิพากษ์การแต่งตัวของพวกเธอแล้ว มีคำหนึ่งที่เกิดขึ้นในการวิพากษ์เหล่านั้นด้วย เมื่อคนเรียกการแต่งตัวแบบนี้ว่า ‘Lesbian Fashion’ น่าสนใจอยู่เหมือนกันว่าคำๆ นี้คืออะไร กำลังหมายถึงแฟชั่นแบบไหนกันแน่ แล้วทำไมการแต่งตัวของคนดังที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘เลสเบี้ยน’ ถึงได้กลายเป็น Controversy ให้คนถกเถียงกันได้อยู่เสมอ
นั่นอาจเป็นเพราะพวกเธอเลือกที่จะ ‘ไม่แต่งตัวตามแบบแผนอะไร ของเพศใดๆ เลย’ เหมือนกับความเห็นจากดีไซเนอร์ แดเนียลลา คอลล์ไมเออร์ (Daniella Kallmeyer) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Kallmeyer ในนิวยอร์ก ที่มองว่าการแต่งตัวของทั้งสจ๊วตและไอลิช ไม่เพียงขี้เล่น เซ็กซี่สะพรึง และโคตรมัน มันยังเป็นการคิดแบบ ‘Sex-forward’ ที่เบลอเส้นแบ่งระหว่างเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศกับแฟชั่นไปอีกขั้นด้วย
“มันไม่มีสเตอริโอไทป์ไหนหรอกที่บอกว่าแต่งตัวแบบนั้นแบบนี้สิ ถึงจะเป็นเควียร์ เป็นเลสเบี้ยน แต่มันคือการแต่งตัวอย่างไรก็ได้ที่เป็นตัวเอง โดยไม่ต้องรู้สึกว่าต้องขอโทษใครต่างหากล่ะ” คอลล์ไมเออร์ กล่าว
การแต่งตัวที่ไม่จำเป็นต้องแคร์ หรือตรงตามนอร์มของเพศใดๆ อาจดูเหมือนเพิ่งเป็นเมนสตรีมในยุคนี้ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 17 การผสมรวมของเสื้อผ้าที่ถูกนิยามว่าเป็นของผู้ชายหรือของผู้หญิงมีมาแล้วตั้งแต่ปี 1653 เมื่อพระราชินีคริสติน่าแห่งสวีเดน นับเป็นคนแรกๆ เลยก็ว่าได้ที่ท้าทาย Stereotype ของสังคมที่มีต่อการแต่งตัวของผู้หญิง ด้วยการที่พระองค์มักจะเลือกแมตช์ระหว่างชุดของสตรีกับชุดของบุรุษเข้าด้วยกัน อย่างชุดที่เป็นไอคอนิกมากๆ ก็คือเดรสผ้าไหมสีดำที่สวมทับเสื้อเชิ้ตสีขาวแล้วผูกโบว์ไทสีดำเหมือนกับชุดของสุภาพของบุรุษในยุคนั้น ซึ่งเห็นได้จากภาพวาดพอร์เทรตของพระองค์ชิ้นหนึ่งที่วาดโดยศิลปินชาวฝรั่งเศส เซบาสเตียน บูร์ดอง (Sébastien Bourdon) ที่วาดเอาไว้ก่อนที่ภายหลังพระราชินีคริสติน่าจะปฏิเสธการแต่งงาน สละราชสัมบัติ และใช้ชีวิตในกรุงโรมแบบ Come Out คบหาทั้งหญิงชายมากหน้าหลายตาในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นอีกราวๆ 2 ศตวรรษ ศิลปินชาวอเมริกัน โรเมน บรู๊ค (Romaine Brooks) ได้วาดภาพเลสเบี้ยนชาวปารีสตัดผมบ๊อบสั้น ใส่แว่นตาข้างเดียว พร้อมกับสวมเชิ้ตขาวกับเสื้อทักซิโด้แบบผู้ชาย โดยตั้งชื่อภาพว่า ‘New Woman’ ซึ่งนับว่าเป็นการตีความภาพความเป็น ‘ผู้หญิง’ ในรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครเคยทำมาก่อนในสมัยนั้น
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ก็ดูเหมือนว่าแฟชั่นระว่าง ‘ผู้หญิง’ กับ ‘ผู้ชาย’ จะเกิดการเบลอเส้นแบ่งมากขึ้นไปอีก จากอิทธิพลของการปฏิรูปบ้านเมืองใหม่ที่ในหลายๆ รัฐของอเมริกา โดยเฉพาะนิวยอร์ก ช่วงปี 1845 ที่ถึงกับออกกฎหมาย ‘Three-piece Clothing Law’ ให้ผู้หญิงสวมเสื้อผ้า 3 ชิ้น ได้แก่ ชุดชั้นใน กางเกงใน และกระโปรง ทุกครั้ง ทั้งเวลาอยู่ในบ้านและออกจากบ้านเหมือนเป็นชิ้นบังคับ
และมันยังเป็นยุคเดียวกันที่เจ้าหน้าที่ทำการกวาดล้างบาร์และคลับลับๆ ของชาวเควียร์ที่เริ่มเกิดขึ้นมากมายในเมือง ขณะที่มีเลสเบี้ยนจำนวนหนึ่งพร้อมใจกันสวมเสื้อสูทแบบผู้ชายด้านบน แต่สวมกระโปรงทรงแคบแบบผู้หญิง เพื่อแสดงออกถึงความอึดอัดจากการกดทับทางเพศ เหมือนบอกเป็นนัยว่า ‘ช่างหัวนอร์ม!’ ที่สังคมยัดเยียดให้กับพวกเธอในเวลานั้นด้วย จนกระทั่งมาถึงยุคของ แอน ลิซเตอร์ (Anne Lister) ผู้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘The First Modern Lesbian’ แห่งศตวรรษที่19 จากการที่เธอมักสวมใส่เอี๊ยมและสีดำ ซึ่งในสมัยนั้นถูกระบุว่าเป็น ‘สีของผู้ชาย’
เมื่อมองย้อนกลับไป บุคคลและเหตุการณ์เหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์แฟชั่นที่ทำให้คำว่า ‘Lesbian Fashion’ เห็นเด่นชัดขึ้น และเมื่อมาถึงยุคนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากเลสเบี้ยนจะยืนกรานเสรีภาพในการแต่งตัวของตัวเองผ่านเสื้อผ้าอีกครั้งหนึ่ง
เอเลนอร์ เมดเฮิสท์ (Eleanor Medhurst) ผู้เขียนหนังสือ ‘Unsuitable: A History of Lesbian Fashion’ ที่ศึกษาอย่างจริงจังไปถึงประวัติศาสตร์รากเหง้าของแฟชั่นกับความเป็นเลสเบี้ยน บอกว่า ในยุคที่ผ่านๆ มา การเมืองและการปกครองมีส่วนอย่างมากในการเป็นตัวกำหนดว่าเลสเบี้ยนจะต้องมีภาพลักษณ์อย่างไร และกำหนดให้สังคมมีภาพจำของเลสเบี้ยนอย่างไรด้วย พอมาถึงตอนนี้คัลเจอร์ของเลสเบี้ยนได้เกิดการลื่นไหล จนไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องแต่งตัวอย่างไร หรือมีภาพลักษณ์อย่างไรอีกต่อไปแล้ว
“ไม่ว่าเควียร์ หรือเลสเบี้ยน ต่างกำลังต่อต้านนอร์มต่างๆ ด้วยแฟชั่น ซึ่งมันสำคัญมากเลยนะ เพราะมันทำให้พวกเขาตระหนักว่ามีเราอยู่ และมันทำให้พวกเรา ‘มีตัวตน’ บนโลกใบนี้จริงๆ” เอเลนอร์ เมดเฮิสท์ กล่าว
คำว่า Lesbian Fashion จึงไม่ได้มีนัยเพียงแค่เรื่องของเสื้อผ้า หรืออะไรก็ตามที่หยิบมาใส่ หากแต่มันเป็นการเรียกร้องเสรีภาพและการมีอยู่ (ที่ยังมาไม่ถึง) ของพวกเธอนั่นเอง
อ้างอิง
https://www.nytimes.com/2024/06/04/t-magazine/lesbian-fashion-kristen-stewart.html
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- จากควีน Christina แห่งสวีเดน ถึง Kristen Stewart เรื่องของ Lesbian Fashion ที่ยืนยันจะไม่แต่งตัวตามกรอบเพศ และไม่จำเป็นต้องขอโทษใคร
- จากถุงเท้าสร้างสมดุลของชาวญี่ปุ่นโบราณ ถึงรองเท้า ‘ทาบิ’ ของ Maison Margiela งานไอคอนิกที่ทั้งขบถ และท้าทาย แนวคิดเรื่องความงามในโลกแฟชั่น จนเป็นตำนานมาถึงทุกวันนี้
- Mismatched เทรนด์แฟชั่นสุดดื้อ แหกทุกกฎให้คนงง ไปคนละทิศละทางให้คนจำ ด้วยรองเท้าข้างละสี ต่างหูข้างละแบบ เสื้อผ้าลายชนลาย และสีเมคอัพคนละโทน ฯลฯ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com