โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (20)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 ก.ค. 2567 เวลา 09.15 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2567 เวลา 09.10 น.

ไม่มีความขัดแย้งในคณะราษฎร

พิจารณาจากบันทึกของ ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ที่กล่าวถึงเหตุการณ์อันเป็นผลสืบเนื่องจากผลของการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ว่า “หากการเมืองไทยจะมีความขัดแย้งและมีการแย่งชิงอำนาจก็มิใช่ปัญหาภายในคณะราษฎร หากเป็นปัญหาระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายตรงข้ามที่มีมานับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเป็นความขัดแย้งและการแย่งชิงอำนาจที่ปรากฏให้เห็นเสมอๆ”

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความพยายามของฝ่ายอำนาจเก่าในทุกลักษณะเพื่อทำลายคณะราษฎรในทุกวิถีทาง ทั้งทางเปิดผ่านรัฐสภา ทั้งสงครามข่าวสาร ทั้งการใช้กำลัง และแม้กระทั่งการลอบสังหาร

มีบันทึกหนึ่งที่น่าสนใจในความพยายามของฝ่ายอำนาจเก่านอกเหนือจากเหตุการณ์กบฏบวรเดชที่ล้มเหลว ดังปรากฏใน “พ.27 สายลับพระปกเกล้าฯ” ของ โพยม โรจนวิภาค และ บันทึกของนายจิตตะเสน ปัญจะ

“แผนหลั่งเลือดที่วังปารุสก์”

โพยม โรจนวิภาค บันทึกแผนสังหารผู้นำคณะราษฎรฝ่ายทหารไว้ใน “พ.27 สายลับพระปกเกล้าฯ” ว่า

“แผนหลั่งเลือดในวังปารุสก์ซึ่งกลุ่มพวกก่อการในกรุงเทพฯ จัดขึ้นนอกเหนือแผนการของพระองค์เจ้าบวรเดช คือการบุกเข้าประหารคนสำคัญของฝ่ายรัฐบาลซึ่งพักอยู่ในวังปารุสกวัน ‘ท่านขุน’ ที่บ้านท่าวาสุกรีเป็นผู้ใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ก่อการในกรุงเทพฯ ซึ่งข้าพเจ้าและผู้ช่วยได้ติดตามความเคลื่อนไหวทางด้านท่านขุนอยู่ตลอดมาจึงทราบว่า กลุ่มนี้ได้ว่าจ้างนักเลงปืนชั้นยอดจากต่างจังหวัดมากำจัดบุคคลสำคัญคนหนึ่ง

ในจังหวะที่บุคคลนั้นพรวดพราดออกมาจากห้องนอนขณะมีเสียงสัญญาณบอกเหตุร้ายดังขึ้นเมื่อกองทัพฝ่ายโคราชยกมาถึงสถานีจิตรลดาและกองหน้าส่วนหนึ่งกำลังบุกรุกเข้าวังปารุสกวัน

เมื่อมือปืนทำงานสำเร็จแล้วจะต้องวิ่งลงจากตัวตึกผ่านไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้บนแผนผังบริเวณวังตามที่เขาได้ศึกษาแล้วอย่างทะลุปรุโปร่ง จะไม่รู้ก็เพียงว่าจุดดับของตัวเขาเองอยู่ตรงไหนเท่านั้น เมื่อวิ่งมาถึงมุมหนึ่งของตึกซึ่งเป็นจุดจบตามแผนการอันโหดเหี้ยมตามแบบฉบับที่ผู้มีอำนาจใหญ่ในยุคทมิฬนั้นชอบใช้กัน การกระทำดังกล่าวนี้คือการปิดปากมือปืนที่เขาจ้างมาด้วยการยิงทิ้งเสียทันทีตรงจุดที่เขาจัดวางมือปืนพวกของเขาไว้คอยลงมือสังหารนักเลงมือปืนรับจ้างเสียด้วยเพื่อเป็นการปิดปาก ฆาตกรที่ถูกจัดเตรียมมาไว้ค่ามือปืนรับจ้างนั้นมีอยู่แล้ว 2 คนเพื่อช่วยกันปฏิบัติงานให้ได้ผลแน่นอน”

ไม่เพียงแต่ได้รับรู้แผนการนี้เท่านั้น เพราะ พ.27 ต้องเข้าร่วมในแผนนี้ด้วยแม้จะพยายามบ่ายเบี่ยง

“พอพบกันค่ำวันนี้ ท่านขุนก็มอบปืนพกให้เรา 2 กระบอก แจ้งว่าเพิ่งซื้อมากระบอกละ 400 และย้ำยืนยันอีกว่า ‘เชื่อว่าเราทั้งสองและตัวท่านขุนเองจะไม่มีโอกาสใช้ปืน’ เพราะมือปืนที่ท่านขุนจัดหามานั้นมือแน่มาก ไม่เคยพลาด ปืนที่มอบให้เรานี้ให้เก็บไว้ป้องกันตัวเผื่อจำเป็น”

แต่การเลื่อนเวลาเคลื่อนกำลังจากนครราชสีมาจาก 10 ตุลาคม เป็น 11 ตุลาคม แผนหลั่งเลือดที่วังปารุสกวันครั้งนี้จึงต้องล้มเลิกไป

อนึ่ง “แผนหลั่งเลือดในวังปารุสก์” นี้ ผู้เขียนบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า “กลุ่มพวกก่อการในกรุงเทพฯ จัดขึ้นนอกเหนือแผนการของพระองค์เจ้าบวรเดช”

หากแผนหลั่งเลือดที่วังปารุสก์เป็นจริงตามบันทึกของ โพยม โรจนวิภาค ก็เป็นการปฏิบัติในลักษณะ “แนวร่วม” ที่กำหนดโดย “กลุ่มผู้ก่อการในกรุงเทพฯ” อาศัยสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์ต่อวัตถุประสงค์ของตน ซึ่งฝ่ายทหารหัวเมืองทั้งพระองค์เจ้าบวรเดช และพระยาศรีสิทธิสงครามมิได้รู้เห็นด้วยแต่อย่างใด

ในบันทึกฉบับนี้ ระบุด้วยว่าฝ่ายผู้วางแผนทราบดีว่า ในคืนวันที่ 10 ตุลาคมนี้ พระยาพหลพลพยุหเสนา มิได้พักอยู่ในวังปารุสกวัน เพราะต้องเดินทางไปตรวจราชการที่ราชบุรีซึ่งสอดคล้องกับบันทึกของพระยาสุรพันธเสนี สมุหเทศาภิบาล มณฑลราชบุรี แต่ผู้นำอื่นๆ ของคณะราษฎรต่างพำนักอยู่ในวังปารุสกวัน

“ตัดหัวคณะราษฎร”

ยังมีอีกบันทึกหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ

“ปาจารยสาร” ฉบับ 26 ประจำ 1 กรกฎาคม-ตุลาคม 2542 หน้า 79 “บันทึกของนายจิตตะเสน ปัญจะ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สั่งประหารคณะผู้ก่อการ 2475”

จิตตะเสน ปัญจะ บันทึกว่ามีพระบรมราชโองการประหารชีวิตคณะราษฎรในวันที่ 24 มิถุนายน 2476 พระบรมราชโองการฉบับนี้ปรากฏรายชื่อคณะราษฎรผู้ต้องโทษประหารจำนวนมาก เป็นรายชื่อคณะราษฎรที่ไปขอขมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 7 และ 9 ธันวาคม พ.ศ.2475 รวม 61 คน อันเป็นหลักฐานยืนยันว่าเป็นกบฏ

จิตตะเสน ปัญจะ เล่าว่า เจ้าพนักงานอารักษ์คนหนึ่งเห็นว่ามีชื่อของเขาอยู่จึงเอามาให้เขาดู ความจริงได้แตกขึ้นว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงคิดให้ไปลงนามเป็นหลักฐานว่าเป็นผู้ก่อการ นี่จึงเป็นเหตุสำคัญที่คณะก่อการต้องลุกขึ้นทำการปฏิวัติอีกครั้ง ยึดอำนาจกลับคืนจากพระยามนโนปกรณ์นิติธาดา

พระราชโองการฉบับนี้ใจความสำคัญตอนท้ายว่า

“จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ลงโทษประหารชีวิตด้วยการตัดหัว ณ ท้องสนามหลวงในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2476” พร้อมกับมีรายชื่อผู้มีความผิดตามโทษนี้จำนวน 60 คน “ผู้ที่มียศและบรรดาศักดิ์ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถอดจากยศและบรรดาศักดิ์ทุกคน” และ “ให้เจ้าพนักงานนำผู้ที่มีรายชื่อทั้ง 60 คนนี้ไปดำเนินการตัดหัวประหารชีวิต ณ ท้องสนามหลวงในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2476 เวลาย่ำรุ่งแล้วเอาหัวเสียบประจานไว้ ณ ท้องสนามหลวง”

โดยมีนามผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ที่สะกดว่า “มะโนปกรณ์นิติธาดา”

จิตตะเสน ปัญจะ ยังเล่าต่อด้วยว่า หลังจากที่คณะราษฎรสามารถล้มรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาลงได้แล้วเมื่อ 20 มิถุนายน 2476 มีผู้เสนอให้ตัดหัวพระยามโนฯ เช่นเดียวกับที่คิดจะทำกับคณะผู้ก่อการเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นรีพับลิก แล้วให้พระยาพหลฯ เป็นประธานาธิบดีต่อไป เพราะเห็นว่าราชวงศ์ไม่ร่วมมือ คิดเป็นศัตรูจะยึดอำนาจกลับคืน และคิดฆ่าคณะก่อการ แต่คณะกรรมการส่วนมากเห็นว่าเมื่อยึดอำนาจกลับมาได้แล้ว ก็ไม่คิดจองเวรพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่า คำบอกเล่าของ จิตตะเสน ปัญจะ ซึ่งนำมาเปิดเผยเมื่อ พ.ศ.2542 หลังเหตุการณ์ผ่านไปถึง 66 ปีนี้มีความคลาดเคลื่อนจากหลักฐานที่ได้รับการยอมรับบางประการ

การเข้าเฝ้าฯ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษนั้น ในหนังสือ “เศรษฐกิจและการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ” ของ ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ คริส เบเกอร์ บันทึกไว้ตรงกับบันทึกหลายฉบับว่า “คณะราษฎรรู้สึกตนว่าได้กล่าวล่วงเกินพระมหากษัตริย์เมื่อวันที่ 24 มิถุนาน 2475 ฉะนั้น จึงได้ขอพระราชทานขมาโทษเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2475 ครั้งหนึ่ง และเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2475 ก็ได้ทำพิธีขอพระราชทานขมาโทษอย่างเปิดเผยอีกครั้งหนึ่ง ดังปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 49 หน้า 3108 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2475″

นอกจากนั้น เอกสารที่นำมาเผยแพร่โดยอ้างว่า เป็น “พระบรมราชโองการ” นั้นไม่ถูกต้องตามระเบียบราชการหลายแหล่ง แม้แต่ชื่อของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาก็สะกดผิด

อนึ่ง ควรทราบเป็นอย่างยิ่งว่า นายจิตตะเสน ปัญจะ ผู้นี้เป็นหนึ่งในผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง “คณะราษฎร” สายพลเรือน และการเปิดเผยข้อมูลนี้ล้วนเป็นผลเสียต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ อย่างรุนแรง จึงควร “ฟังหูไว้หู”

การเมืองที่หลั่งเลือด

การต่อสู้ระหว่างฝ่ายอำนาจเก่ากับคณะราษฎรตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 นั้น ฝ่ายคณะราษฎรพยายามประนีประนอมกับอำนาจเก่าอย่างถึงที่สุด เริ่มตั้งแต่การยอมให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ฝ่ายอำนาจเก่าก็ใช้ทุกวิธีการที่จะช่วงชิงอำนาจคืน ทั้งวิธีการทางรัฐสภา ทั้งการใช้กำลังทหาร รวมทั้งวิธีการ “ใต้ดิน” จึงนับได้ว่าเป็น “การเมืองที่หลั่งเลือด”

จนเมื่อหลวงพิบูลสงครามก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากพระยาพหลพลพยุหเสนาแล้วเปิดฉากกวาดล้างศัตรูทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งปิดท้ายด้วยการจัดตั้งศาลพิเศษ 2482 และการประหารชีวิต 18 ราย ส่งผลให้ความพยายามโค่นล้มคณะราษฎรของฝ่ายอำนาจเก่าที่เริ่มมาตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 รวมเวลาถึง 6 ปีเศษยุติลงอย่างเด็ดขาด ทำให้รัฐบาลคณะราษฎรสามารถบริหารราชการได้อย่างราบรื่น

แม้ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันมาจนบัดนี้ว่า การประหารชีวิต 18 รายเป็นการปฏิบัติที่เกินเลยไปหรือไม่ก็ตาม

ตลอดเวลา 6 ปีนี้ มิตรภาพระหว่าง “นักปฏิวัติแถว 2 ปรีดี-แปลก-อดุล” ยังคงผนึกเหนียวแน่น การโยนความผิดของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ไปให้หลวงอดุลเดชจรัส กรณีประหารชีวิต 18 รายดังปรากฏหลักฐานใน “บันทึกจอมพล” ยังไม่ส่งผลต่อมิตรภาพ “แปลก-อดุล”

เนื่องจาก “บันทึกจอมพล” ของนายฉันทนาได้ปรากฏเผยแพร่ต่อสาธารณชนในภายหลังเมื่อ พ.ศ.2489

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (20)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...