โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

รู้สาเหตุแล้ว หนุ่มโดนดูดเงินหมดบัญชี ที่แท้ไม่ใช่เพราะสายชาร์จ

สยามนิวส์

เผยแพร่ 18 ม.ค. 2566 เวลา 10.31 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
รู้สาเหตุแล้ว หนุ่มโดนดูดเงินหมดบัญชี ที่แท้ไม่ใช่เพราะสายชาร์จ

จากกรณีที่มีกระแสข่าวหนุ่มชาร์จแบตโทรศัพท์ไว้ แล้วเงินไหลออกจากบัญชีจนเกลี้ยง รวมเป็นเงิน 92,709 บาท โดยได้เล่าว่า จู่ ๆ หน้าจอโทรศัพท์ก็ดับไป แต่ว่ายังสามารถฟังเสียงกดโทรศัพท์ได้อยู่ หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง โทรศัพท์ก็กลับมาใช้ได้ ก่อนที่บัญชีธนาคารหนึ่งแจ้งเตือนมาว่า เนื่องจากนโยบายความปลอดภัยของธนาคาร ระบบตรวจสอบได้ว่าได้มีการติดตั้งแอปพลิเคชันที่ไม่ได้ดาวน์โหลดจาก Play Store มาใช้งาน กรุณาถอนการติดตั้งแอปฯ ดังกล่าวก่อนใช้งานแอปฯ ของธนาคาร

ก่อนเงินจะถูกดูดออกไป มองว่าโทรศัพท์ของถูกควบคุม ทำให้รู้ข้อมูลทุกอย่างในโทรศัพท์ และหากเราเผลอ พวกนี้ก็จะเล่นงานเรา เช่น ช่วงที่ชาร์จแบตฯ โทรศัพท์ไว้หรือโทรศัพท์ไม่ได้ใช้งาน จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจถูกควบคุมจากระยะไกล ส่วนใหญ่ผู้เสียหายที่โดนในลักษณะเดียวกัน จะใช้โทรศัพท์แบบ Android ซึ่งตอนนี้พวกตนได้ตั้งกลุ่มกันขึ้นมาแล้วประมาณ 13 คน พบว่ายอดที่ถูกดูดเงินรวมกันประมาณ 500,000 บาท ยอมรับว่าจากนี้ตนรู้สึกว่าไม่ค่อยกล้าที่จะฝากเงินไว้ในบัญชีธนาคารอีกแล้ว

ขณะที่ เฟซบุ๊กตำรวจสอบสวนกลาง โพสต์เตือนภัย เสียบสายชาร์จไม่ระวัง เสี่ยงถูกแฮกข้อมูลไม่รู้ตัว ปัจจุบันพบว่ามีสายชาร์จที่ฝังตัวส่งสัญญาณไร้สาย Access Point ที่เมื่อเราเสียบสายชาร์จเข้ากับอุปกรณ์ หรือโทรศัพท์มือถือของเราแล้ว จะทำให้เหล่าแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลในอุปกรณ์ของเราได้จากระยะทางไกล โดยแฮกเกอร์จะสามารถโจรกรรมข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เลขบัญชีธนาคาร, รหัสธนาคาร, รหัสผ่าน หรืออาจจะถูกส่ง Malware อันตรายเข้ามายังอุปกรณ์

ซึ่งรูปร่างหน้าตาของสายชาร์จดังกล่าว จะมีหน้าตาคล้ายกับสายชาร์จทั่วไป มีทั้งสายชาร์จแบบ Lightning, Micro-USB หรือ USB-C จึงอาจทำให้หลายคนไม่ทันระวังตัว ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการถูกแฮกข้อมูล ควรระมัดระวังการใช้สายชาร์จของคนแปลกหน้า หรือการเสียบสายชาร์จไฟจากพอร์ทรูปแบบต่าง ๆ ตามสถานที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า, โรงแรม, สถานีโดยสารต่างๆ

โพสต์ดังกล่าว

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้หารือสมาคมธนาคารไทย เพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว พบว่ามิได้เกิดจากการใช้งานสายชาร์จปลอม แต่เกิดจากผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้ติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมที่แฝงมัลแวร์ ทำให้มิจฉาชีพล่วงรู้ข้อมูลการทำธุรกรรมของลูกค้า และควบคุมเครื่องโทรศัพท์เพื่อสวมรอยทำธุรกรรมแทนจากระยะไกล เพื่อโอนเงินออกจากบัญชี โดยอาจเลือกทำธุรกรรมในช่วงเวลาที่ผู้เสียหายไม่ได้ใช้งานโทรศัพท์

เรียบเรียง สยามนิวส์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...