โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ม็อบ"บี้เลื่อนแบนพาราควอต สบช่อง2ปีล้างสต๊อกเกลี้ยง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 พ.ย. 2562 เวลา 12.14 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2562 เวลา 12.13 น.
แฟ้มภาพ

3 สมาคมผู้ค้าสารเคมีกำจัดวัชพืชขนม็อบเกษตรกร 4,000 คน บุก 2 กระทรวง กดดันคณะกรรมการวัตถุอันตราย “ชะลอ” แบน “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส-ไกลโฟเซต” ขอเวลา 2 ปี จับตาท่าที “สุริยะ” ยังไม่ประกาศวัตถุอันตรายชนิดที่ 4

 

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ถูก “กดดัน” อย่างหนัก ในการประชุมวันที่ 27 พฤศจิกายน เพื่อที่จะตัดสินใจในเรื่องสำคัญ จะเดินหน้า “แบน” 3 สารกำจัดวัชพืชอันตรายร้ายแรง “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส-ไกลโฟเซต” ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 (ตามมติวันที่ 22 ตุลาคม) ต่อไป หรือจะ “ชะลอ” การบังคับใช้ออกไปอีกระยะเวลาหนึ่ง ท่ามกลางมวลชนหนุนหลัง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง686 องค์กร กับ 3 สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย, สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร, สมาคมอารักขาพืชไทย, กลุ่มเกษตรกรที่ต้องการใช้สารกำจัดวัชพืชต่อไป และเครือข่ายอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบที่มีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชจากต่างประเทศ

ขอลุงตู่ยกเลิกแบน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงาน 3 สมาคมที่เป็นตัวแทนของผู้ค้าสารเคมีการเกษตรกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช รวมกับกลุ่มเกษตรกรประมาณ 4,000 คนได้รวมตัวกันที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์-กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อที่จะเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอ “ทวงสิทธิ” เกษตรกรที่ต้องการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช พาราควอต-คลอร์ไฟริฟอส-ไกลโฟเซต ต่อไป พร้อมกับคัดค้านการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ด้วยเหตุผล 1) การลงมติ “แบน” สารเคมีทั้ง 3 ชนิดของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 มิได้มีการพิจารณาข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ และมิได้มีการพิจาณาถึงผลกระทบต่อเกษตรกร

2) ผลการรับฟังความเห็นจากประชาชนต่อร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 ซึ่งสิ้นสุดการรับฟังเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 ปรากฏมีผู้ไม่เห็นด้วยต่อการยกเลิกการใช้สารทั้ง 3 ชนิด ถึงมากกว่า 70% 3) ยังมิได้มีมาตรการรองรับผลกระทบจากการยกเลิก ต่อเกษตรกร-อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

4) การยกเลิกการใช้สารทั้ง 3 ชนิดอย่างเร่งรีบ และไม่มีมาตรการรองรับขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2560 มาตรา 73

5) การยกเลิกการใช้สารทั้ง 3 ชนิดอย่างเร่งรีบ และไม่มีมาตรการรองรับยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์

“ในระหว่างนี้ให้นำมาตรการจำกัดการใช้มาใช้ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ เพื่อส่งเสริมการใช้สารเคมีเกษตรอย่างถูกต้องและปลอดภัย และหากยืนยันที่จะยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 รัฐบาลต้องมีคำตอบเรื่องสารทดแทนที่ดีกว่าหรือเทียบเท่า ทั้งในด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ รวมถึงความคุ้มค่าในเรื่องต้นทุนเกษตรกร”

กลับลำไม่ส่งออก

มีรายงานข่าวจากกลุ่มผู้นำเข้าผลิตและจำหน่ายสารเคมีกำจัดวัชพืชทั้ง 3 ชนิดเข้ามาว่า ได้มีการประเมินสถานการณ์ทางที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ “ชะลอ” บังคับใช้การประกาศแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิดออกไปอีกระยะเวลาหนึ่ง หรือเท่ากับกลุ่มผู้ค้ายังมีโอกาสที่จะจำหน่ายสารเคมีที่เหลือตกค้างอยู่ในสต๊อก ซึ่งการชะลอการแบนออกไป จะส่งผลดีกับผู้ค้า 2 ประการ คือ 1) ไม่จำเป็นจะต้องทำการส่งออกสารเคมีเหล่านี้ออกไปนอกประเทศ กับ 2) พ้นไปจากความรับผิดชอบที่จะตกเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีทั้ง 3 หากบริษัทยังเหลือครอบครองอยู่

นายสกล มงคลธรรมากุล ประธานที่ปรึกษาสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมอารักขาพืชไทย กล่าวถึงการส่งออกสารเคมีกลับคืนประเทศต้นทาง หรือส่งไปประเทศที่ 3 นั้น ในทางปฏิบัติ “เป็นไปไม่ได้ และเป็นไปได้ยาก” เนื่องจากการนำเข้าสารเคมีกำจัดวัชพืชในแต่ละประเทศมีกฎระเบียบแตกต่างกัน สารเคมีที่ไทยนำเข้ามีการปรับสูตรให้เหมาะสมกับศัตรูพืชในประเทศ แต่ที่สำคัญก็คือ การที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ประกาศให้ทั้ง 3 สารเคมี จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามนำเข้า-ห้ามผลิต-ห้ามใช้-ห้ามส่งออก และห้ามครอบครองนั้น “จะไม่มีประเทศใดอนุญาตให้นำเข้าประเทศได้” ดังนั้น รัฐบาลต้องพิจารณาข้อกฎหมายด้วย

ขณะที่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวยืนยันว่า มีบริษัทได้แจ้งความจำนงจะขอ “อนุมัติ” ส่งออกสารเคมีกำจัดวัชพืชทั้ง 3 ประเภท ซึ่งทางที่ดีที่สุดก็คือเร่งส่งออกลอตแรกให้ได้ 700 ตัน ก็จะลดปริมาณสต๊อกตกค้างหลังวันที่ 1 ธันวาคม ลงไปได้ระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ มีข้อน่าสังเกตถึงปริมาณสต๊อกสารเคมีทั้ง 3 ประเภท ที่กรมวิชาการเกษตรรายงานเข้ามา กลับเต็มไปด้วยความสับสนจนไม่มีใครแน่ใจว่า แท้จริงแล้วมีสารเคมีเหลือตกค้างอยู่เท่าใดกันแน่ ยกตัวอย่าง เดือนมิถุนายน 2562 มีบันทึกสต๊อกสารเคมี 3 ชนิด คงเหลือ 36,243 ตัน จาก 103 บริษัท, วันที่ 5 กรกฎาคม มีรายงานสต๊อกคงเหลือ 34,688 ตัน, วันที่ 30 กันยายน รายงานสต๊อกคงเหลือ 29,669 ตัน, วันที่ 31 ตุลาคม สต๊อกเหลือ 23,263 ตัน แต่ล่าสุดวันที่ 12 พฤศจิกายน รายงานสต๊อกคงเหลือเพิ่มขึ้นมาเป็น 38,855 ตัน หรือสต๊อกคงเหลือเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนอีก 2,612 ตัน โดยมีการประเมินกันว่า สต๊อกคงเหลือระดับ 38,000 ตัน เกษตรกรจะใช้กำจัดวัชพืชได้อย่างต่ำไม่น้อยกว่า 2 ปีทีเดียว

หึ่งเลื่อนบังคับใช้

ล่าสุดมีรายงานจากกระทรวงอุตสาหกรรมเข้ามาว่า ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่ 27 พฤศจิกายน ซึ่งมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานนั้น “มีความเป็นไปได้สูงที่จะเลื่อนการแบน 3 สารเคมีอันตรายออกไปอีก ด้วยเหตุผลที่ว่า 1) ร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ที่ดำเนินการยกร่างโดยกรมวิชาการเกษตร ยังไม่แล้วเสร็จ ไม่สามารถลงในราชกิจจานุเบกษาได้ทัน 2) ยังไม่มีความชัดเจนทั้งในเรื่องของการเยียวยาเกษตรกร-การจัดเก็บทำลายสารเคมี-ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งจากตัวเกษตรกรและผู้ประกอบการค้าสารกำจัดวัชพืช และ 3) คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่มี นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน แสดงท่าทีขอให้เลื่อนการบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคมออกไปก่อน

“ท่าทีของคณะทำงานของกระทรวงเกษตรฯสอดคล้องกับข้อเสนอของผู้ค้าสารกำจัดวัชพืชที่กลับลำไม่ยอมส่งออกไปประเทศที่ 3 แต่ต้องการให้มีเวลาจำหน่ายสารเคมีในสต๊อกตกค้างกว่า 38,000 ตัน ให้กับเกษตรกรในประเทศทั้งหมดแทน ซึ่งเบื้องต้นจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี และระหว่างนี้ให้นำมาตรการจำกัดการใช้มาบังคับใช้ต่อไป โดยผู้เสนอให้ชะลอการบังคับใช้จะต้องเป็นกรมวิชาการเกษตร ไม่ใช่กระทรวงอุตสาหกรรม” แหล่งข่าวกล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม… เลื่อนแบน “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส” 6 เดือน 1 มิ.ย.63 ต้องหมด “ไกลโฟเซต” รอด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...