โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อีสานหนาวจัด เสียชีวิตแล้ว 3 ราย

MThai.com

เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 00.59 น.
สถานการณ์อากาศหนาวจัดในภาคอีสาน โดยในหลายพื้นที่อุณหภูมิลดต่ำลงกว่า 10 องศาเซลเซียส ทำให้ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต เบื้องต้น 3 ราย เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมา รายแรกที่จังหวัดบึงกาฬ มีรายงานผู้เสียชีวิตจากอากาศหนาวที่บ้านนาสาร จังบึงกาฬ…

สถานการณ์อากาศหนาวจัดในภาคอีสาน โดยในหลายพื้นที่อุณหภูมิลดต่ำลงกว่า 10 องศาเซลเซียส ทำให้ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต เบื้องต้น 3 ราย เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมา

รายแรกที่จังหวัดบึงกาฬ

มีรายงานผู้เสียชีวิตจากอากาศหนาวที่บ้านนาสาร จังบึงกาฬ โดยผู้เสียชีวิต เป็นชายอายุ 38 ปี ซึ่งลูกสาวระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นบิดา ซึ่งที่บ้านมีผ้าห่มอยู่ 3 ผืน บิดาได้นำมาให้ตกเองทั้ง 3 ผืน แต่ตนได้คืนให้บิดาหนึ่งผืน เพื่อใช้ห่ม

จนกะทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น ลุกไปปลุกบิดา จึงพบว่า เสียชีวิตแล้ว ซึ่งแพทย์ระบุว่า เสียชีวิตเพราะอากาศหนาว เนื่องจากร่างกายปรับตัวไม่ทัน เนื่องจากในคืนเกิดเหตุ จ.บึงกาฬมีอุณหภูมิลดต่ำลงเหลือ 9 องศาเซลเซียลเท่านั้น

รายสอง ที่จังหวัดสระแก้ว

เป็นชายวัย 75 ปี เสียชีวิตอยู่บริเวณสันเขื่อนพระสะทึง อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว หลังจากญาติๆ ออกตามหา เนื่องจากผู้ตายบอกญาติว่า จะไปหาปลาที่เขื่อน และหายไปทั้งคืน จึงได้ออกตามหาก ก่อนพบว่า เสียชีวิตอยู่ข้างกองไฟบริเวณสันเขื่อน คาดว่า น่าจะเสียชีวิตจากอากาศที่หนาวเย็น ประกอบกับผู้ตายมีอายุมากแล้ว จึงทำให้เกิดภาวะช็อค และเสียชีวิตในที่สุด

รายที่ 3 ที่จังหวัดมหาสารคาม

พบชายเร่ร่อนเสียชีวิตอยู่บริวเณด้านหน้าตลาดสด อ.วาปีปทุม โดยแม่ค้าในตลาดระบุว่า ชายคนดังกล่าว เป็นชายเร่ร่อน เดินขออาหารกินอยู่ในตลาด โดยผู้ตายมีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว และเพิ่งออกจากโรงพยาบาล ก่อนที่จะมาเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งสาเหตุคาดว่า ผู้ตายมีโรคประจำตัวและอากาศหนาวเย็น

เตือนควรดูแลร่างกายให้อบอุ่น งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ ๗ จังหวัดขอนแก่น เตือนประชาชนที่มีความเชื่อว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยคลายหนาวได้เป็นความเชื่อที่ผิด ขอความร่วมมือบุคลากรทางสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุข เร่งให้ความรู้ประชาชนในการดูแลสุขภาพให้พร้อมรับมือกับอากาศที่หนาวเย็น ไม่หลงเชื่อว่าการดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยคลายหนาวได้ ย้ำวิธีคลายหนาวที่เหมาะสมและปลอดภัยคือ ไม่นอนในที่โล่งแจ้ง ปิดประตู หน้าต่างให้มิดชิดป้องกันอากาศหนาวเย็นในช่วงกลางดึก สวมเสื้อผ้าหลายๆชั้น สวมถุงเท้า ห่มผ้าห่ม หรือใช้กระเป๋าน้ำร้อน ช่วยเพิ่มความอบอุ่น

นายแพทย์ธีรวัฒน์ วลัยเสถียร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ ๗ จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยถึง ความเชื่อของคนบางกลุ่ม ว่าการดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยคลายหนาวได้ซึ่งไม่เป็นความจริง และถือเป็นความเชื่อที่อันตรายและส่งผลให้เสียชีวิตได้ จึงขอเตือนประชาชน

โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่มีอุณหภูมิลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ราบสูงเชิงเขา รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มักจะเดินทางค้างแรม และท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิที่หนาวเย็นในเวลากลางคืน ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะความเชื่อดังกล่าวเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ แท้ที่จริงแล้วฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ จะทำให้ผู้ดื่ม มีความรู้สึกอบอุ่นขึ้นเพียงชั่วครู่

นั่นเป็นผลมาจากการที่หลอดเลือดฝอยใต้ชั้นผิวหนังขยายตัว และเป็นช่องทางระบายความร้อนออกจากร่างกาย สังเกตได้จากผิวหนังแดงเรื่อ แต่ในทางกลับกัน ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะไปขัดขวางกระบวนการสั่นของกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย เมื่อหลับสนิทจะไม่สามารถรักษาอุณหภูมิร่างกายได้ จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ หรือไฮโปเทอร์เมีย (hypothermia) ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะที่สำคัญในร่างกายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ ผู้ใช้แรงงานที่พักผ่อนไม่เพียงพอ

การป้องกันความหนาวเย็นที่ดีคือการดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆ สวมเสื้อผ้าหนาๆ และเข้านอนในที่ที่ไม่มีลมโกรก รักษาสุขภาพโดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบหมู่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด อย่างไรก็ตามหากประชาชนเจ็บป่วยหรือไม่สบาย ขอให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

ที่มา : กรมควบคุมโรค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...