โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต้นคริสต์มาสจริงกับเทียม แบบไหนสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมากกว่ากัน

The Momentum

อัพเดต 10 ธ.ค. 2562 เวลา 19.30 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2562 เวลา 19.25 น. • รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์

In focus

  • ต้นคริสต์มาสจริงๆ ที่จริงมันคือต้นไม้ประเภทไม่ผลัดใบ โดยส่วนมากจะเป็นไม้จำพวกตระกูลสน ทั้ง บัลซัมเฟอร์ เฟรเซอร์เฟอร์ ดักลาสเฟอร์ แกรนด์เฟอร์ โนเบิลเฟอร์ ไวท์เฟอร์ ฯลฯ โดยพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐอเมริกาก็คือเฟรเซอร์เฟอร์ ตามมาด้วยโนเบิลเฟอร์ และดักลาสเฟอร์ 
  • ในปี2018 ที่ผ่านมา ในสหรัฐอเมริกา ต้นคริสต์มาสจริงขายได้ประมาณ32.8 ล้านต้น ซึ่งสูงขึ้นจากปี2017 ประมาณ20% ต้นคริสต์มาสเทียม(ทำจากพลาสติก) มีการซื้อสูงถึง23.6 ล้านต้น และสูงขึ้นจากปี2017 ประมาณ12% กลุ่มคนที่ซื้อต้นคริสต์มาส(ทั้งจริงและเทียม) มากที่สุดก็คือกลุ่มมิลเลนเนียลส์
  • ต้นคริสต์มาสจริง สูงไม่เกิน2 เมตรตัดโดยไม่มีราก สร้างปริมาณคาร์บอนประมาณ16 กิโลกรัม ในขณะที่ต้นคริสต์มาสจริงที่มีรากมาด้วย ซึ่งสามารถปลูกต่อได้ สร้างปริมาณคาร์บอน3.5 กิโลกกรัม สำหรับต้นคริสต์มาสเทียมที่ทำจากพลาสติกนั้น สร้างปริมาณคาร์บอน40 กิโลกรัม

พอใกล้ถึงวันคริสต์มาส นอกจากจะต้องหาของขวัญไว้เตรียมแลก แจก หรือจับแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องตระเตรียมเช่นเดียวกันก็คือต้นคริสต์มาส สำหรับคนไทยอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเคร่งครัด เพราะการประดับประดาบ้านเรือนด้วยต้นคริสต์มาสไม่ใช่วัฒนธรรมแต่ดั้งเดิมของเราอยู่แล้ว โดยเฉพาะชาวไทยพุทธ อย่างมากก็ไปถ่ายรูปคู่กับต้นคริสต์มาสที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างสวยงามตามห้างร้านต่างๆ ก็ถือว่าได้อินกับเทศกาลไปแล้ว 

แต่สำหรับฝรั่งหรือคริสตศาสนิกชนก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ต้องถึงกับเคร่งศาสนา แต่ต้นคริสต์มาสนั้นมาพร้อมกับเรื่องราว วัฒนธรรม การเฉลิมฉลอง ที่แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิต(ปลายปี) มาตั้งแต่เด็ก จะว่าไปก็คงเหมือนกับที่เราต้องซื้อพวงมาลัยมาไหว้พระทุกวันพระนั่นแหละ 

ถึงแม้ว่าจุดกำเนิดการตกแต่งประดับประดาต้นคริสต์มาสนั้นจะเกิดขึ้นที่เยอรมนีในช่วงคริสตศตวรรษที่16 และเดินทางสู่อเมริกาในช่วงคริสตศตวรรษที่18 ก็ตาม แต่ในปัจุบันนี้สหรัฐอเมริกากลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดทั้งการปลูกต้นคริสต์มาสและการตัดขายทุกๆ ปี เมื่อเพลงAll I Want From Christmas Is You ของมารายห์ แครี่ เริ่มเปิดในห้างตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม(แม้ตามประเพณีจะเริ่มติดตั้งต้นคริสต์มาสในบ้านและประดับประดาในช่วงวันที่21-22 ธันวาคมก็ตาม) เทศการการหาต้นคริสต์มาสสวยๆ มาประดับบ้านก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว

คำว่าต้นคริสต์มาส หลายคนอาจจะนึกว่ามันชื่อต้นคริสต์มาสจริงๆ ที่จริงมันคือต้นไม้ประเภทไม่ผลัดใบ โดยส่วนมากที่มักนำมาทำเป็นต้นคริสต์มาสจะเป็นไม้จำพวกตระกูลสน ทั้ง บัลซัมเฟอร์ เฟรเซอร์เฟอร์ ดักลาสเฟอร์ แกรนด์เฟอร์ โนเบิลเฟอร์ ไวท์เฟอร์ ฯลฯ โดยพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐอเมริกาก็คือเฟรเซอร์เฟอร์ ตามมาด้วยโนเบิลเฟอร์ และดักลาสเฟอร์ 

สหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศที่ซื้อต้นคริสต์มาสอย่างจริงจัง ฟาร์มต้นคริสต์มาสส่วนมากจะอยู่ในเขตรัฐโอเรกอน หรือนอร์ทแคโรไลนา เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำฟาร์มต้นคริสต์มาสก็คือเมืองแอช ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ที่แต่ละปีสามารถปลูกต้นคริสต์มาสขายได้เกือบ2 ล้านต้นเลยทีเดียว โดยใน 6 เมืองใหญ่ของทั้งสองรัฐที่ทำฟาร์มต้นคริสต์มาสเป็นล่ำเป็นสัน ผลิตต้นคริสต์มาสป้อนสู่ตลาดในสหรัฐอเมริกากว่า 70%  ของทั้งประเทสเลยทีเดียว

ในปี2018 ที่ผ่านมา ในสหรัฐอเมริกา ต้นคริสต์มาสจริงขายได้ประมาณ32.8 ล้านต้น(ตกราคาต้นละ78 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งสูงขึ้นจากปี2017 ประมาณ20% ราคาเพิ่มขึ้นประมาณ4% ในขณะเดียวกันก็พบว่าต้นคริสต์มาสเทียม(ทำจากพลาสติก) มีการซื้อสูงถึง23.6 ล้านต้น และสูงขึ้นจากปี2017 ประมาณ12% ราคาเพิ่มขึ้น3% ที่สำคัญคือกลุ่มคนที่ซื้อต้นคริสต์มาส(ทั้งจริงและเทียม) มากที่สุดก็คือกลุ่มมิลเลนเนียลส์ ที่เพิ่งจะสร้างครอบครัว แม้ว่าจะเป็นเจเนอเรชั่นที่อาจจะยังมีบ้านน้อยกว่ากลุ่มเจนเอ็กซ์ เจนวาย หรือเบบี้บูมเมอร์ก็ตาม 

ว่าแต่ต้นคริสต์มาสจริงกับเทียม แบบไหนส่งผลเสียด้านสิ่งแวดล้อมากกว่ากัน จากการศึกษาของกลุ่มThe Carbon Trust เพื่อเปรียบเทียบการสร้างคาร์บอน(Carbon Footprint) ในการซื้อต้นคริสต์มาส ทั้งต้นจริงและเทียมว่าแบบไหนสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากกว่ากัน พบว่า 

ต้นคริสต์มาสจริง สูงไม่เกิน2 เมตรตัดโดยไม่มีราก ซึ่งเมื่อเหี่ยวเฉาและตายลงก็จะกลายเป็นขยะสู่บ่อฝังกลบนั้น สร้างปริมาณคาร์บอนประมาณ16 กิโลกกรัม ในขณะที่ต้นคริสต์มาสจริงที่มีรากมาด้วย ซึ่งสามารถปลูกต่อได้ สร้างปริมาณคาร์บอน3.5 กิโลกกรัม สำหรับต้นคริสต์มาสเทียมที่ทำจากพลาสติกนั้น สร้างปริมาณคาร์บอน40 กิโลกรัม ด้วยเพราะผลิตจากพลาสติกซึ่งในกระบวนการผลิตมีส่วนที่ทำให้เกิดคาร์บอนจำนวนมาก อีกทั้งต้นคริสต์มาสส่วนมากยังผลิตมาจากจีน ซึ่งมีการขนส่งทางไกลที่สร้างคาร์บอน และหากจะใช้ต้นคริสต์มาสเทียมเพื่อความยั่งยืนมากกว่าการใช้ต้นคริสต์มาสจริงก็ต้องใช้ต้นเดิมต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ12 ปี 

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านสิ่งแวดล้อมบอกว่า ถ้าคุณมีต้นคริสต์มาสเทียมอยู่แล้วให้ใช้มันต่อไปให้ได้ยาวนานที่สุด ส่วนคนที่กำลังหาซื้อต้นคริสต์มาสจริงขอให้ซื้อในแบบที่มีรากหรือมาเป็นกระถางที่สามารถปลูกต่อเป็นไม้ประดับบ้านได้ และใช้ต่อในปีต่อๆ ไป ที่สำคัญคือจงซื้อจากฟาร์มหรือแหล่งเพาะปลูกในเขตใกล้บ้านของคุณเพื่อลดการขนส่งอันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

หลายคนอาจจะคิดว่า กะอีแค่ต้นคริสต์มาส ทำไมต้องคำนวณอะไรกันนักหนา ก็เพราะว่าทุกๆ การกระทำของเรา ทุกๆ การบริโภคของเรา หรือแม้แต่การมีชีวิตอยู่ของเรา ล้วนแต่สร้างปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาะอากาศในปัจจุบันนี้ และหากเราสามารถออกแบบการใช้ชีวิตได้ ตั้งแต่ไม่ใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ไปจนถึงในทุกๆ การเลือกบริโภคที่คำนึงความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ก็จะทำให้เราทำร้ายโลกลดลง คงไม่ต้องรอให้เด็ก16 ปีมาว่าHow Dare You หรอกนะคะ แก่แล้ว…อายเด็กมันบ้าง

ส่วนคำแนะนำง่ายๆ สำหรับคนไทยก็คือไปถ่ายรูปต้นคริสต์มาสตามห้างดีกว่า ประหยัดเงินและช่วยลดโลกร้อนได้อีกด้วย

อ้างอิง

https://www.independent.co.uk/life-style/christmas/christmas-tree-real-living-artificial-plastic-environment-carbon-footprint-a9235551.html

https://www.nbcnews.com/news/us-news/map-christmas-tree-farms-data-north-carolina-oregon-2018-n946776

https://realchristmastrees.org/dnn/News-Media/Industry-Statistics/Consumer-Survey

http://theconversation.com/christmas-tree-shopping-is-harder-than-ever-thanks-to-climate-change-and-demographics-125992

https://edition.cnn.com/2019/11/28/business/christmas-trees-millennials/index.html

ภาพ: Orlando Estrada/AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...