โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลักการของการสร้างโมเดลใน IFRS9

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ม.ค. 2563 เวลา 10.21 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. 2563 เวลา 10.15 น.

คอลัมน์ คุยฟุ้งเรื่องการเงิน
โดย พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่) www.actuarialbiz.com

 

 

 

 

 

มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ ที่เรียกว่า IFRS9 มีการปรับปรุงหลักการและวิธีการบัญชีสำหรับเครื่องมือทางการเงิน เพื่อให้สะท้อนความเสี่ยงของกิจการมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยจะบังคับใช้ในปี 2563 นี้แล้ว บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทที่มีส่วนได้ส่วนเสียสาธารณะในไทย (PAEs) ต้องนำ IFRS9 มาใช้ โดยแบ่งเนื้อหาสำคัญออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1) การจัดประเภทและการวัดมูลค่าของเครื่องมือทางการเงิน เช่น เงินให้กู้ยืมและลูกหนี้ รวมทั้งเงินลงทุนประเภทต่าง ๆ 2) กำหนดการรับรู้การด้อยค่าใหม่ของสินทรัพย์ทางการเงิน 3) การทำบัญชีป้องกันความเสี่ยง

ดังนั้น IFRS9 จะกระทบทุกธุรกิจ เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ จะมีเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน และก็อาจจะมีลูกหนี้ ซึ่งต้องมีการพิจารณาเครดิตของลูกหนี้อยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นธุรกิจสถาบันการเงินก็จะยิ่งมีผลกระทบ เพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่ที่ถือไว้ก็จะเป็นการปล่อยสินเชื่อต่าง ๆ ให้กับลูกค้าเข้าไปด้วย

ผลกระทบที่ว่านี้เกิดจากหลักการที่บริษัทต้องกันเงินสำรองจากการให้กู้ยืมเงินเร็วขึ้น และต้องตั้งประมาณด้อยค่าตั้งแต่วันแรก โดยพิจารณาสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ทำสัญญาวันแรกจนสิ้นสุดสัญญา ซึ่งจะแตกต่างกับหลักการในสมัยก่อนที่ให้กันเงินสำรองเมื่อมีข้อบ่งชี้การด้อยค่าเกิดขึ้น

หลักการที่ว่านี้ก็เลยเปลี่ยนจาก การตั้งสำรองปีต่อปี (สัญญาระยะสั้น) เป็นการมองไปข้างหน้าจนสิ้นสุดสัญญา (สัญญาระยะยาว) โดยในเหตุการณ์ข้างหน้านั้น จะมีตัวแปรชื่อว่า probability default (PD) เรียกง่าย ๆ ว่า “ความน่าจะเป็นในการที่ลูกค้าจะเบี้ยวหนี้” ตัวอย่างเช่น ถ้าสมมติว่าโอกาสที่ลูกค้าจะเบี้ยวหนี้ ในงวดแรก คือ 1% และงวดที่สอง คือ 2% และงวดที่สาม คือ 3% ซึ่งจำนวนหนี้ที่ลูกค้าจะเบี้ยว คือ 1 แสนบาท

ในสมัยก่อน เราก็แค่ตั้งสำรองหนี้สูญ 1% คูณด้วย 100,000 บาท เท่ากับ 1,000 บาท และพอผ่านไปอีก 1 งวด ก็ค่อยมาตั้งสำรองใหม่ งวดที่สองก็ตั้งที่ 2% ซึ่งเท่ากับ 2,000 บาท และถ้าถึงตอนนั้น สภาพหนี้ยังดีอยู่จนอยู่รอดได้ถึงงวดที่สาม การตั้งสำรอง จึงค่อยมาตั้งที่ 3% ซึ่งเท่ากับ 3,000 บาท นี่คือการตั้งสำรองปีต่อปี เรียกได้ว่า สัญญาระยะสั้น ที่เมื่อถึงเวลาค่อยมาตั้ง และมองภาพไปข้างหน้าเพียงงวดเดียว ซึ่งปกติใน 1 งวดก็นิยมให้เป็น 1 ปี หรือไม่มากกว่า 12 เดือน

ส่วนใน IFRS9 นั้น เวลาจะตั้งสำรองหนี้สูญ เพื่อให้รับรู้การด้อยค่าใหม่นั้น จะต้องมองไปข้างหน้าให้ครอบคลุมถึงทุกงวด เช่น ในตัวอย่างนี้ก็จะต้องครอบคลุมไปถึง 3 งวด แต่เวลามองการคำนวณให้นึกภาพที่เราคำนวณผลประโยชน์พนักงาน หรือคำนวณเงินสำรองกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่มองไปข้างหน้าให้ครอบคลุมเงื่อนไขในการจ่ายก่อน แล้วจึงคิดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน ซึ่งเวลาเราหมุนเวลาไปข้างหน้าในแต่ละปี ก็จะต้องคำนวณหาค่าความน่าจะเป็นในการอยู่รอด (survival factor) เข้าไปด้วย เพราะในการประมาณการไปข้างหน้า ถ้าในอนาคตมีงวดไหนที่เป็นหนี้สูญไปแล้ว เราก็ถือว่าสัญญาสิ้นสุดเช่นกัน ซึ่งถ้าใครเคยได้เห็นหลักการในการคำนวณผลประโยชน์พนักงานตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 19 หรือการคำนวณเงินสำรองของกรมธรรม์ประกันชีวิตมาก่อน จะทราบดีว่าลักษณะในการประมาณการกระแสเงินสดไปข้างหน้าเพื่อตั้งเป็นเงินสำรองนั้นทำอย่างไร

ดังนั้นจะเห็นว่า บริษัทจะได้รับผลกระทบทั้งด้านการเงินและผลการดำเนินงาน เพราะต้องตั้งสำรองการด้อยค่าซึ่งอาจจะเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อาจทำให้ผลกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จของบริษัทลดลง เนื่องจากการที่บริษัทกันสำรองเผื่อการด้อยค่าตั้งแต่วันแรกที่มีการรับรู้การให้เงินกู้ยืม ลงทุน หรือปล่อยเครดิต เป็นต้น ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ก็จะสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของธุรกิจให้แม่นยำและโปร่งใสขึ้น

เนื่องจากการประมาณการข้างหน้าของ IFRS9 ต้องประเมินไปจนครบกำหนดสัญญาและเกี่ยวข้องกับหลักการนำสถิติมาตั้งสมมติฐานในอนาคต ในการทำโมเดล หรือแบบจำลอง IFRS9 นี้ จะสอดคล้องกับแบบจำลองของคณิตศาสตร์ประกันภัย ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ 2 อย่าง คือ probability (P) และ financial mathematics (FM) ซึ่งทั้ง 2 หลักการ เป็นส่วนประกอบหลักที่ต้องนำมาใช้สร้างแบบจำลอง IFRS9

“แบบจำลองของ IFRS9 ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ประกันภัย เหมือนการคำนวณผลประโยชน์พนักงาน” ดังจะเห็นได้ว่า วารสารและสื่อตีพิมพ์ในต่างประเทศได้พูดถึงแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ประกันภัย ที่นำไปใช้กับ IFRS9 กันมาก และโมเดล IFRS9 ที่ใช้กันในไทย ส่วนใหญ่ก็มาจากนักคณิตศาสตร์ประกันภัยในต่างประเทศที่ออกแบบมาให้ทั้งสิ้น

สรุปว่า การตั้งสำรองของการเสียชีวิต และตั้งสำรองสำหรับจ่ายผลประโยชน์พนักงานที่อยู่จนถึงเกษียณ ก็ไม่ต่างอะไรกับการตั้งสำรองสำหรับความเสียหาย (จ่ายควักเนื้อ) เวลาที่หนี้สูญไปนั่นเอง แบบจำลองหรือโมเดลต่าง ๆ จึงใช้หลักการเดียวกัน โดยสมมติฐานทางคณิตศาสตร์ประกันภัย จะต้องนำ forward looking view ที่ประมาณการไปข้างหน้าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตคน ชีวิตพนักงาน หรือแม้แต่ชีวิตของหนี้นั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...