โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"หมาขนคำ" ตำนานเมืองลำปาง วิเคราะห์เบื้องหลังเรื่องเล่าท้องถิ่นกับอิทธิพลจากพื้นที่

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 14 ธ.ค. 2568 เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2568 เวลา 09.10 น.
หมาขนคำ

วรรณกรรมหมาขนคำ ตำนานเมืองลำปาง วิเคราะห์เบื้องหลังเรื่องเล่าท้องถิ่นกับอิทธิพลจากพื้นที่

“หมาขนคำ” คือวรรณกรรมมุขปาฐะที่สืบต่อกันมาโดยปรากฏในวัฒนธรรมล้านนา สันนิษฐานว่าอาจมีเค้ามาจากสุวัณณเมฆะหมาขนคำ หรือนิทานปัญญาสชาดก คู่มือธรรมใบลานในภาคเหนือ ในหลายท้องถิ่นก็เล่าเรื่องที่แตกต่างกันไป แต่จุดสำคัญของเรื่องเล่านี้ที่มีเหมือนกันคือ หมาขนคำ

หมาขนคำที่ยกมากล่าวถึงในบทความนี้คือตำนานในวัดพระธาตุดอยม่วงคำ จังหวัดลำปาง “สุวัณณเมฆะหมาขนคำ” กับ “หมาขนคำ-ดอยม่วงคำ” ค่อนข้างแตกต่างกันมาก สุวัณณเมฆะหมาขนคำเล่าเรื่องในอินเดียและมีรูปแบบเป็นชาดกเนื่องในพุทธศาสนา ขณะที่เรื่องหมาขนคำ-ดอยม่วงคำดูจะเป็นนิทานพื้นบ้านเสียมากกว่า

คำว่า คำ ในภาษาเหนือหมายถึง ทอง และตามพจณานุกรมของราชบัณฑิตยสถานก็ให้ความหมายเช่นเดียวกันว่า น. ทองคำ เช่น หอคำ เชียงคำ อย่างไรก็ตาม หมาขนคำในตำนานเหล่านี้คือหมาที่มีขนดั่งทองคำไม่ใช่หมาที่มีขนเป็นทองคำ

สุวัณณเมฆะหมาขนคำ

เรื่องย่อของสุวัณณเมฆะหมาขนคำมีว่า ท้าวสุทัสสาเจ้าเมืองพาราณสีมีมเหสีสององค์คือ นางปทุมมา และนางภคิยา ท้าวสุทัสสาขอให้พระมเหสีปฏิบัติตัวถือศีลภาวนาขอบุตร ปรากฏว่านางปทุมมาได้พระโอรสองค์หนึ่ง ชื่อสุวัณณเมฆะกับหมาขนคำ ซึ่งเป็นสุนัขขนสีทองตัวหนึ่ง ส่วนนางภคิยาได้พระธิดาชื่อจันทเกสี กับพระโอรสชื่อไชยา ท้าวสุทัสสามิได้รังเกียจหมาขนคำ เพราะปุโรหิตทำนายว่าเป็นผู้มีบุญญาบารมี

ครั้นนางปทุมมาสิ้นพระชนม์ สุวัณณเมฆะมีพระชันษาเพียง 3 ปี นางภคิยาวางแผนกำจัดสุวัณณเมฆะโดยให้พ่อของนางทำเสน่ห์ให้ท้าวสุทัสสาลุ่มหลง แล้วยั่วยุให้เสนาอำมาตย์นำสุวัณณเมฆะไปปล่อยไว้ในป่า แต่การไม่สำเร็จเพราะหมาขนคำพาสุวัณณเมฆะกลับสู่พระราชวังได้อย่างปลอดภัย

แต่แล้ววันหนึ่ง หมาขนคำออกไปเที่ยวเล่น นางภคิยาเห็นสบโอกาสจึงสั่งให้คนนำสุวัณณเมฆะไปทิ้งลงเหว เทวดาก็เอาพานทิพย์มารองรับสุวัณณเมฆะได้ ส่วนหมาขนคำก็ออกตามหาจนพบอยู่ก้นเหวจึงพาขึ้นจากเหวแล้วอาศัยอยู่ในป่านับแต่นั้น

หมาขนคำกลับไปเมืองพาราณสีนำข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ มาให้สุวัณณเมฆะ นางจันทเกสีได้ทราบเรื่องจึงให้ความช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง แต่เมื่อนางภคิยาทราบว่าสุวัณณเมฆะกับหมาขนคำยังไม่ตายจึงยุให้ท้าวสุทัสสาไปฆ่าสุวัณณเมฆะ ท้าวสุทัสสานำทหารพร้อมด้วยไชยาเข้าไปในป่า แต่เกิดหลงไปติดกับยักษ์ชื่อวรุณยักษ์ที่แอบแปลงกายเป็นกวาง ฝ่ายท้าวสุทัสสาจึงอ้อนวอนขอให้ไว้ชีวิตโดยสัญญาว่าจะสร้างศาลาพร้อมหาหญิงสาวมาให้วรุณยักษ์กินทุก ๆ สามวัน

ต่อมาสุวัณณเมฆะได้นางคันธมาลาเป็นภรรยา โดยนางเป็นผู้ที่เกิดจากดอกบัวที่ได้รับการเลี้ยงดูจากฤาษีพรหมรังสีอยู่ในป่านั้น และสุวัณณเมฆะยังได้ดาบเสรีกัญไชยกับธนูทิพย์จากพระอินทร์อีกด้วย เวลาผ่านไปหมาขนคำเข้าป่าไปพบกระดูกคนจำนวนมากจึงแจ้งสุวัณณเมฆะว่าเป็นฝีมือของวรุณยักษ์ ทั้งสองจึงหมายจะไปกำจัดวรุณยักษ์ ดังนั้น ฤาษีพรหมรังสีจึงสอนเวทย์มนต์คาถาอาคมให้นำไปปราบยักษ์

นางจันทเกสีถูกส่งไปที่ศาลาให้ยักษ์กินเพราะมีความผิดในครั้งก่อน แต่เป็นเวลาเดียวกับสุวัณณเมฆะและหมาขนคำมาปราบวรุณยักษ์พอดี วรุณยักษ์พ่ายแพ้จึงมอบไม้เท้าชี้เป็นชี้ตายให้สุวัณณเมฆะ จากนั้นก็ได้นางจันทเกสีเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง ฝ่ายท้าวสุทัสสาก็ได้อพยพหนีออกจากเมืองพาราณสีไปเพราะเกรงกลัวสุวัณณเมฆะ

สุวัณณเมฆะได้ใช้ไม้เท้านั้นชุบชีวิตชาวเมืองที่ถูกวรุณยักษ์จับกินให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง พระอินทร์จึงได้เนรมิตเมืองให้สุวัณณเมฆะ และให้หมาขนคำกินยาทิพย์และเอารางคำหรือรางทองรับน้ำยาทิพย์รดตัว หมาขนคำจึงกลายร่างเป็นคนชื่อว่า สุวัณณะรางคำ บรรดาชาวเมืองพราราณสีที่ไม่ได้อพยพได้เชิญสุวัณณเมฆะมาปกครองเมือง ส่วนสุวัณณะรางคำได้สมรสกับนางจันทสมุทท์ ธิดาท้าวสาวัตถีแห่งเมืองสาวัตถี

ตำนานหมาขนคำแห่งดอยม่วงคำ

นอกจากเรื่องสุวัณณเมฆะกับหมาขนคำแล้ว ยังมีเรื่องหมาฮุย หมาหยุย หรือหมารุย ที่มีเนื้อหาคล้ายกับสุวัณณเมฆะกับหมาขนคำ แม้จะมีรายละเอียดต่างกันบ้างแต่ยังมีตัวละครหลักเหมือนกันคือ หมาขนคำ ในตำนานหมาขนคำ-ดอยม่วงคำ คาดว่าอาจได้อิทธิพลมาจากเรื่องสุวัณณเมฆะหมาขนคำแต่ได้ถูกปรับให้สอดคล้องกับ “คน” และ “พื้นที่” มากยิ่งขึ้น

มีเรื่องพอสรุปได้ว่า นายพรานคนหนึ่งเอาหมาตัวเมียขนสีทองมาเลี้ยง วันหนึ่งหมาตั้งท้องทั้ง ๆ ที่แถบนั้นไม่มีหมาตัวผู้สักตัว นายพรานจึงเกิดกลัวคำครหาว่าตนสมสู่กับหมาจึงนำหมาไปปล่อยทิ้งไว้ในป่า (บางแหล่งว่านายพรานอาศัยอยู่บนบ้านเหล่าปลด คือบ้านเสาสูงแบบเรือนต้นไม้ที่ต้องใช้บันได้ปีนขึ้นไป ซึ่งนายพรานได้ปลดบันไดก่อนแม่หมาจะขึ้นบ้านหมายจะให้เสือฆ่ากิน) แม่หมาเดินอุ้มท้องไปถึงดอยสามเส้าแล้วออกลูกมาเป็นสาวสวยสองคนชื่อบัวแก้วกับบัวตอง

เมื่อบัวแก้วกับบัวตองเป็นสาวแล้ว เจ้าเมืองหรือพระยาเมืองได้ข่าวความสวยของสองพี่น้องก็ให้ขบวนแห่พร้อมวอทองมารับไปเป็นภรรยาซ้ายและขวาประจำเมือง เมื่อแม่หมากลับมาจากป่าหาลูกสาวไม่เจอก็เสียใจคร่ำครวญเห่าหอนและตะกุยหน้าผาจนเป็นรอยคล้ายเล็บเท้าฝังในเนื้อหินผาที่ปรากฏมาจนทุกวันนี้ พระอินทร์เห็นใจแม่หมาจึงบันดาลให้แม่หมาพูดภาษาคนได้

แม่หมาออกตามหาลูกสาวถึงในพระราชวัง โดยอ้างกับทหารยามว่ามาหานางบัวแก้วผู้เป็นเจ้านายเก่า ทหารวังจึงยอมให้แม่หมาเข้าไป เมื่อนางบัวแก้วเห็นแม่หมาก็เกิดความอับอายไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีแม่เป็นหมาจึงทุบตีแม่ปางตาย (บางแหล่งเล่าว่านางบัวแก้วสั่งทหารฆ่าแม่หมาโดยอ้างว่าหมาพูดได้เป็นอาถรรพ์แก่บ้านเมือง) แม่หมาบาดเจ็บได้วิ่งไปหลบในปราสาทของนางบัวตองแล้วได้รับการรักษาโดยนางบัวตองที่นั่นอย่างลับ ๆ

เมื่อเจ้าเมืองมาหานางบัวตอง นางก็กลัวไม่อยากให้เจ้าเมืองรู้เรื่องจึงขอหีบใหญ่มาใส่แม่หมาซุกซ่อนเอาไว้ แต่แล้วแม่หมาก็ตายในหีบ เมื่อเจ้าเมืองขอเปิดหีบดู นางก็ร่ำไห้ด้วยกลัวว่าความลับจะถูกเปิดโปง พระอินทร์ก็สงสารจึงช่วยเนรมิตร่างแม่หมาให้กลายเป็นแก้วแหวนเงินทองมากมาย เจ้าเมืองจึงถามนางว่าเอาสมบัติมาจากที่ใด นางบัวตองจึงตอบว่ามาจากบ้านเดิมที่ดอยสามเส้าและขอกลับไปเอาสมบัติมาอีก แต่ความจริงแล้วนางบัวตองต้องการไปกระโดดหน้าผาตาย

(บางแหล่งเล่าแตกต่างออกไปว่านางบัวตองโกหกเจ้าเมืองว่าขอเอาหีบขนาดใหญ่ไปขนแก้วแหวนเงินทองที่ดอยสามเส้าเป็นเวลา 7 วัน เพื่อเอาแม่หมาไปรักษา แต่เมื่อแม่หมาตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวแล้วเมื่อครบกำหนดเจ้าเมืองก็มาทวงถามสมบัติ พระอินทร์จึงช่วยเนรมิตร่างแม่หมาให้กลายเป็นสมบัติเงินทอง เจ้าเมืองจึงสั่งให้นางบัวตองไปขนเอาเงินทองมาอีก)

นางบัวตองมาถึงหน้าผาก็กระโดดลงไป ร่างนางตกใส่หัวฝีของยักษ์ที่เผอิญป่วยทนทุกข์ทรมานอยู่ จนทำให้ฝีของยักษ์แตกแล้วก็หายเจ็บปวดในทันที ยักษ์จึงตอบแทนนางบัวตองด้วยการมอบแก้วแหวนเงินทองให้มากมายแล้วนางบัวตองก็ขนเข้าไปให้เจ้าเมือง เมื่อนางบัวแก้วรู้เรื่องก็เกิดริษยาขอเจ้าเมืองออกไปเอาสมบัติบ้าง แต่พอนางกระโดดผาลงไปตามที่น้องสาวเคยทำกลับถูกยักษ์จับกินในที่สุด แล้วยักษ์ก็ได้ไล่กินขบวนช้างขบวนม้าของนางบัวแก้ว ณ บริเวณที่เรียกว่าบ้านโทกหัวช้างในปัจจุบัน

เรื่องจริงก่อเกิดตำนาน?

ดังจะเห็นได้ว่าสุวัณณเมฆะหมาขนคำและหมาขนคำ-ดอยม่วงคำในตำนานของเมืองลำปางนั้นมีหลายจุดที่แตกต่างกันแต่ก็มีหลายจุดที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง

ในตำนานหมาขนคำ-ดอยม่วงคำนั้นเห็นได้ชัดเจนว่ามีลักษณะคล้ายกับนิทานพื้นบ้านของไทยภาคกลางทั่ว ๆ ไป เช่น โสนน้อยเรือนงาม ไกรทอง แก้วหน้าม้า ปลาบู่ทอง ที่มักจะเล่าเชิงสนุกสนานผสมผสานกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติแต่ก็จะสอดแทรกคติความเชื่อและคติสอนใจไว้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของประวัติศาสตร์แล้วจะทำให้เห็นถึงการยึดโยงของ “คน” กับ “พื้นที่” เข้าด้วยกัน

พื้นที่สำคัญ 3 แหล่งที่เกี่ยวข้องกับหมาขนคำในตำนานนี้คือ ผาสามเส้าที่ริมดอยม่วงคำ โทกหัวช้าง และเวียงนางตอง โดยมีพื้นที่เกี่ยวเนื่องกันคือ ผาสามเส้าที่ริมดอยม่วงคำตั้งอยู่ด้านตะวันออกของเมืองลำปาง ถัดเข้ามาเป็นที่ราบระหว่างแม่น้ำวังกับภูเขาคือแถบโทกหัวช้าง ถัดเข้ามาก็จะเป็นที่ราบริมแม่น้ำวัง ซึ่งทางขวาของแม่น้ำวังถัดลงมาทางใต้ของเมืองลำปางในปัจจุบันเล็กน้อยจะเป็นที่ตั้งของเวียงนางตอง

เวียงนาตอง โทกหัวช้าง ดอยม่วงคำ-ผาสามเส้า

บริเวณโทกหัวช้างและเวียงนางตองก็ปรากฏวัดเช่นกันคือ วัดโทกหัวช้างและวัดป่าเวียงนางตอง ซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่ทั้งสองแหล่ง โดยเฉพาะเวียงนางตองเวียงโบราณที่สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนขนาดใหญ่สมัยทวารวดี

ส่วนบริเวณดอยม่วงคำ เดิมเป็นที่ตั้งของวัดป่าเขา และมีฐานเจดีย์โบราณซึ่งเชื่อว่าสอดคล้องกับตำนานหมาขนคำ ครั้นพระครูรัตนโศภณ (หลวงพ่ออิ่น) อดีตเจ้าคณะอำเภอแม่ทะ อดีตเจ้าอาวาสวัดเมืองศาสน์ ร่วมกับหลวงพ่อเมือง วัดท่าแหน พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดลำปางได้สร้างวัดพระธาตุดอยม่วงคำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2468 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ด้านตำนาน ความเชื่อ และพุทธศาสนา

ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่าตำนานหมาขนคำ-ดอยม่วงคำนี้ถูกแต่งขึ้นเพื่ออธิบายถึง “ที่มา” ของสถานที่สำคัญทั้งสามแหล่ง โดยอาศัยตำนานหรือความเชื่ออื่นที่ดูจะเหมาะสมและสามารถนำมา “ปรับ” ให้เข้ากับ “พื้นที่” ได้ดีกว่าตำนานหรือความเชื่อเรื่องอื่น จนกระทั่งกลายเป็นวรรณกรรมหมาขนคำในแบบที่ยอมรับจนถึงปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

มติชนสุดสัปดาห์. (2560). ล้านนา-คำเมือง : หมาขนคำ, จาก www.matichonweekly.com/column/article_66581

เทศบาลเมืองเขลางค์นคร. (2558). วัดพระธาตุดอยม่วงคำ, จาก www.kelangnakorn.go.th/kelang/2015/07/01/วัดพระธาตุดอยม่วงคำ/

วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดลำปาง. (2544). กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว.

สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่มที่ 13-14. (2542). กรุงเทพฯ: สยามเพรส.

ปรับปรุงเนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 13 มีนาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “หมาขนคำ” ตำนานเมืองลำปาง วิเคราะห์เบื้องหลังเรื่องเล่าท้องถิ่นกับอิทธิพลจากพื้นที่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...