โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สำรวจประวัติศาสตร์นอกขนบ กับ "ประวัติศาสตร์อยุธยา 5 ศตวรรษสู่โลกใหม่"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 01 พ.ย. 2567 เวลา 10.42 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2563 เวลา 04.13 น.

หมายเหตุ : งานเสวนา Matichon Book Talk ซึ่งจัดโดยความร่วมมือระหว่างสำนักพิมพ์มติชน วารสารศิลปวัฒนธรรมและกรมศิลปากร ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2563

ชวนค้นหาเรื่องราวอีกด้านของ “คนธรรมดา” ในอาณาจักรอยุธยาให้คนปัจจุบันได้รับรู้ ผ่านผลงานแปลจากการค้นคว้าของ 2 นักวิชาการคู่ชีวิตอย่างคริส เบเกอร์และ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร

อ.คริสกล่าวว่า งานชิ้นนี้เขียนเพื่อป้อนเข้าตลาดหนังสือต่างประเทศ เพราะคิดว่าไม่ค่อยมีหนังสือภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับอยุธยาจากต้นจนจบ มีไม่กี่เล่ม เช่นของ อ.ธีรวัต (ณ ป้อมเพชร) หรือของ อ.ชาญวิทย์ (เกษตรศิริ) ซึ่งที่จริงเกี่ยวข้องกับ 150 ปีในช่วงประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้น

อีกอย่างหนังสือของ อ.ชาญวิทย์ก็เขียนมาเกือบ 50 ปีแล้ว เพราะฉะนั้น สำหรับตอนนี้ถือว่างานเก่ามาก ถึงเวลาที่ต้องปรับ

แต่ก็เขียนโดยไม่ได้จะเอามาเปรียบเทียบกับหนังสือประวัติศาสตร์อยุธยาฉบับภาษาไทย แต่เขียนหนังสือประวัติศาสตร์ตามแบบทั่วไปในตลาดโลก คือใช้เทคนิคศึกษาประวัติศาสตร์แบบอังกฤษ ตอนที่เขียนเป็นภาษาไทยนั้น ไม่ได้ปรับอะไรมากนอกจากสำนวนเพียงเล็กน้อย

อ.คริสกล่าวถึงจุดสำคัญในการทำหนังสือเล่มนี้คือ อยากศึกษาว่า อยุธยาเป็นเมืองสำคัญในโลกยุคนั้น ฉะนั้น ในประวัติศาสตร์เอเชียที่คนรู้จักในโลกตะวันตก กลับไม่ค่อยรู้จักอยุธยาเท่าไหร่ เพราะคนที่เขียนประวัติศาสตร์เอเชียรอบแรกเป็นคนมาจากประเทศอาณานิคม อย่างฝรั่งเศสเขียนประวัติศาสตร์เวียดนาม หรืออังกฤษเขียนประวัติศาสตร์มาเลเซีย สิงคโปร์ ต่อมาสหรัฐอเมริกาเข้ามาไทยในยุคสงครามเย็น ก็เริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ไทย นอกนั้นมีน้อยมาก จึงมีแต่งานของเดวิด ไวแอตต์ (หนังสือประวัติศาสตร์ไทยโดยสังเขป)

ปีนี้เขามีมอบรางวัลงานวิชาการประวัติศาสตร์เอเชีย แต่ของไทยติดเข้ามาคัดเลือกน้อยมาก

**“เศรษฐกิจการค้า”

หัวใจของประวัติศาสตร์อยุธยา
ฉบับ (ไม่เป็น) ทางการ**

อ.คริสกล่าวว่า ประวัติศาสตร์อยุธยา เอาเข้าจริง เราไม่พูดแค่ 417 ปี แต่เป็น 500 ปี เพราะอยุธยาเกิดขึ้นมาก่อนจะกลายเป็นอาณาจักรทรงอำนาจในช่วง 70-80 ปี

ที่จริงเราอ่านได้จากเอกสารจีน เราเห็นได้ว่า 150 ปี อยุธยาเกิดขึ้นมาเพราะการค้ากับจีน เป็นเวลาที่พ่อค้าจีนออกมาทำการค้ารอบทวีปเอเชีย อยุธยาเป็นอาณาจักรคู่ค้าสำคัญ สำคัญกว่าอินเดีย หรืออินโดนีเซีย เพราะว่าอยุธยารวบรวมของป่าต่างๆ ทุกสิ่งส่งให้จีนเพราะความนิยม และส่งสินค้าพวกเครื่องชามเข้าอยุธยา

การค้านี้ทำให้อยุธยาที่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ขยายตัวเป็นเมืองใหญ่

จนมาถึงช่วงเวลาก่อนยุคสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ที่เรียกว่า “ยุคสงคราม” ไม่ใช่แค่อยุธยาแค่ทั่วอุษาคเนย์ เกิดสงครามไปทั่ว

แค่สัก 5 ปี อยุธยาส่งทัพในนครวัด เชียงใหม่ และทวายเดิม ไม่เคยส่งทัพยาวไกลมาก่อน แต่พอจากนั้นก็ส่งทัพไปทุกปี คิดว่าการบทบาทของช้างศึกคือจุดเปลี่ยนในการทำสงคราม ทำให้มีโอกาสไปไกลได้มาก ไม่มีทางหรอกที่เดินทัพไปเชียงใหม่ เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าปกติเต็มที่คือนครสวรรค์

แต่พอมีการใช้ช้างเป็นพาหนะ อยุธยาจึงพยายามขยายอำนาจของตัวเอง ไปตีพิษณุโลก เชียงใหม่ แม้ก็ไม่ได้สำเร็จทุกครั้ง แต่ก็ได้ทรัพยากรมาสร้างเมืองต่อ เบื้องหลังของยุคพระนเรศวรก็มาจากตรงนี้

แต่อีกอย่างนอกจากสงครามคือ การค้ากับจีน แต่ต่อมามีคู่แข่งอย่างเวียดนาม และพม่า ฉะนั้น อยุธยาจึงต้องแข่งขันเพื่อให้ได้กำไรจากการค้ากับจีน

เบื้องหลังการสงครามระหว่างไทยกับพม่าในสมัยอยุธยา จึงไม่ใช่แค่เรื่องวัดความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์เพียงอย่างเดียว

อ.คริสกล่าวถึงช่วงเว้นสงครามกว่าร้อยปีว่า ถือว่าเป็นยุคที่ไม่นาน ผู้ชายทุกคนถูกเกณฑ์เป็นทหาร การยกทัพจากอยุธยาไปตีเชียงใหม่ หรือที่ไหน ก็ได้รับโรคระบาดจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน โรคที่เรามีระบาดไปที่อื่นด้วย

นอกจากนั้น การที่เดินทัพที่ใหญ่มาก ไม่ได้เอาเสลี่ยงไปด้วย ไปที่ไหนก็ยึดทุกอย่าง ถ้าเดินทัพคือเอาลูกๆ ไปด้วย แต่ก็มีคนที่ยอมไปร่วมทัพเป็นทหาร เพราะว่าไปตีเมืองใด ก็ได้ทรัพย์สินจากการปล้นสะดม

ที่จริงสงครามก็เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบหนึ่งที่สร้างความร่ำรวยได้ คิดว่าคนพร้อมไปเป็นทหารเพื่อสิ่งนี้แต่ค่อยๆ ไป

แต่ระยะหลังเมืองมีการสร้างกำแพงใหญ่ ถ้าเราอ่านพงศาวดารสมัยพระนเรศวร ทหารที่ไปตีเมืองเชียงใหม่ ลำปาง แพ้หมดเพราะการป้องกันที่เข้มแข็ง ไม่มีกำไร แม้แต่คนที่ไปก็หนีเข้าป่าและบวชพระ

และในช่วงการทำสงครามสมัยพระนเรศวร การเกณฑ์คนไปทำสงครามก็น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนทหารล้มตายหลายพันคน ตอนที่ไปตีเมืองเชียงใหม่ก็เห็นได้ชัด คนเริ่มเบื่อหน่ายสงคราม

ตอนที่พระนเรศวรสิ้นพระชนม์ เอกสารพม่าระบุว่า พระเจ้าเอกาทศรถ ที่สัญญาว่าจะเอาทัพไปตีพม่าต่อนั้นกลับไม่ได้ทำและนำทัพกลับ

จากนั้นอยุธยาก็ไม่ได้ออกทัพ ทำให้มีช่วง 150 ปีที่อยุธยาไม่มีสงคราม ยกเว้นยุคสมเด็จพระนารายณ์ทำสงครามเพียงครั้งเดียว

แต่นั่นเป็นจุดเปลี่ยน เพราะเดิมการได้ทรัพยากรทั้งหมดมาจากการทำสงคราม พอมีการค้าและทำรายได้เข้ามา ก็เปลี่ยนชีวิตผู้คนให้ดีขึ้นเช่นกัน

ไม่เพียงเท่านั้น อ.คริสยังเสนออีกมุมของประวัติศาสตร์อยุธยาจากยุคทำสงครามสู่ยุคการค้าว่า อยุธยามาเป็นจุดแลกเปลี่ยนระหว่างโลกตะวันตก-ตะวันออก ไม่ใช่แค่เอเชียอย่างเดียว

ในเวลานั้น หลายรัฐและจักรวรรดิที่ร่ำรวยไม่ว่าจีน ญี่ปุ่น ออตโตมาน เปอร์เซียยุคซาฟาวีร์ และอินเดียยุคโมกุล เขาแลกเปลี่ยนกัน จีนขึ้นชื่อเครื่องชามอันงดงาม อินเดียกับเปอร์เซียมีผลิตภัณฑ์พรมชั้นดี พวกเขาอยากแลกเปลี่ยน แต่พ่อค้าเอเชียไม่อยากค้ากับชาวยุโรปเพราะมองว่าป่าเถื่อน

ตอนที่ชาติตะวันตกมาอยุธยา ก็บอกว่าไม่น่าสนใจเพราะไม่มีเครื่องเทศเลยมุ่งหน้าไปอินโดนีเซียแทน

นี่ทำให้เป็นปัญหาสำหรับพ่อค้าเอเชียเพราะไม่อยากเจอพ่อค้าตะวันตกที่มีสถานีการค้าในช่องแคบมะละกา กลัวชาวดัตช์และโจรสลัด อยุธยาจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

นอกจากนั้น บรรดาเมืองท่าชายฝั่งอย่างสงขลา ปาตานี เจอโจรสลัดทุก 10 ปี แม้การเดินทางอยุธยาของเรือพาณิชย์จะต้องล่องแม่น้ำขึ้นไป แต่สำหรับพ่อค้าที่จะซื้อขายของมีค่า กลัวฝรั่งและโจรสลัด อยุธยาจึงเหมาะสม

ตอนที่ชาวดัตช์ ฝรั่งเศสเข้ามาอยุธยา พวกเขาคิดว่าสยามเป็น 1 ใน 3 ของประเทศร่ำรวยในเอเชีย

การค้านี่เอง อ.คริสมองว่า ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมอยุธยาอย่างมากว่า กำไรการค้าส่วนมากจะอยู่กับกษัตริย์และราชวงศ์ เอาเงินลงทุนกับวัดและวัง ทำให้อยุธยายิ่งใหญ่ แต่ยังมีกลุ่มขุนนางที่ร่ำรวยจากการค้าด้วย จนเกิดความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง เพราะขุนนางที่ร่ำรวยและทรงอำนาจหมายถึงการมีคู่แข่งขึ้นมา กษัตริย์จึงใช้วิธีสกัดคู่แข่งอย่างเก็บภาษีมรดกแบบไม่ใช่ตอนนี้ แต่เป็นวิธีขุนนางคนดังกล่าวสิ้นชีวิตลง ทรัพย์สมบัติจะกลับมาเข้าราชสำนัก ทำให้ตระกูลขุนนางไม่มีโอกาสสะสมทุนต่อไปได้

นอกจากนั้น เราเห็นสิ่งซึ่งปัจจุบันเราเรียกว่า การคอร์รัปชั่น ใครร่ำรวยเกินไปก็ถูกเพ่งเล็ง

ความมั่งคั่งนี้ ก็ยังทำให้อยุธยานับตั้งแต่พระนเรศวรสู่ยุคเอกาทศรถและไปจนถึงตอนปลาย มีการแย่งชิงอำนาจทุกครั้ง เป็นสงครามการเมืองทุก 1-2 ปี จนมีคนล้มตายจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นขุนนางระดับสูง

ในที่สุดอยุธยาตอนปลาย ก็มีกระบวนการภายในของขุนนางพยายามปฏิรูปการเมือง เราเจอเอกสารชิ้นหนึ่งแม้ไม่ชัดเจนนักว่ามาจากไหน แต่คาดว่ามาจากอยุธยาตอนปลาย ระบุว่า ถึงเวลาต้องปรับ โดยยึดกระแสแนวคิดทศพิธราชธรรม และพอเอกสารจากยุคอยุธยาตอนปลายมีมากขึ้น โดยเฉพาะคำให้การของขุนนางในสมัยนั้น เช่น คำให้การขุนหลวงหาวัด ที่เรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์มุขปาฐะ (Oral history) คำเล่าที่สะท้อนจากมุมมองของขุนนางในเวลานั้น น่าเรียกว่าประวัติศาสตร์อยุธยาจากสายตาขุนนาง

จากการค้นคว้าก็น่าสนใจมากที่เนื้อหาจะวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของกษัตริย์เทียบกับแนวคิดทศพิธราชธรรม ภายหลังเราพบว่า กษัตริย์น่าจะปฏิบัติตามหลักคิดนี้ แต่ผลลัพธ์ก็มีทั้งสำเร็จและล้มเหลว

“เสียกรุง” เพราะความร่ำรวย?

อ.คริสกล่าวว่า อยุธยาหลังสมัยสมเด็จพระนารายณ์จนถึงยุคเสื่อมและล่มสลาย พอดูจากหลักฐาน สมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวงเป็นยุคที่ร่ำรวยที่สุด หลังจากที่มีวิกฤตปลายยุคสมเด็จพระนารายณ์ ฝรั่งเศสถูกไล่ออกจากอยุธยา ชาวตะวันตกสำคัญอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสไม่มีบทบาทแล้ว แต่บางชาติอย่างเปอร์เซีย ญี่ปุ่นยังปกติ และจีนกลับดีขึ้นเรื่อยๆ สังคมอยุธยาร่ำรวยมากขึ้น ไพร่เริ่มมั่งมี แต่นั่นกลับมีกบฏมากขึ้น

นอกจากนั้น สิ่งที่เราเจอ การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะการซื้อขายตำแหน่ง เพราะคนมีเงินมากขึ้นและอยากมีสถานะสูงขึ้น ฉะนั้น กฎหมายในสมัยตอนปลาย มีการซื้อตำแหน่งมากมาย เรียกว่าคล้ายกับไทยในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา ที่เรามีการจ่ายใต้โต๊ะ ซื้อขายตำแหน่งคล้ายๆ กัน

แต่สิ่งที่ทำให้เสียกรุง มี 2 เรื่อง คือ ตอนที่คนร่ำรวยมากขึ้น ไม่มีใครอยากเป็นทหารแล้ว จึงกระทบระบบเกณฑ์ทหาร เพราะพอเป็นทหารแล้วจะเสียโอกาสสร้างความร่ำรวย กำลังทหารอยุธยาตอนปลายจึงอ่อนแอ เมื่อดูที่อื่นเปรียบเทียบก็จะปรับระบบทหารใหม่ให้เป็นทหารอาชีพแบบอย่างญี่ปุ่นในยุคเมจิ แต่อยุธยาไม่ได้ทำแบบนั้น เพราะกษัตริย์กลัวทหาร ไม่อยากมีทหารมาก

เมื่อพม่าเห็นอยุธยาร่ำรวยแต่ระบบทหารอ่อนแอ นั่นคือโอกาสลงทุนที่คุ้มค่า มีกลอนจากพม่าเกี่ยวกับสงครามในอยุธยาที่น่าสนใจมาก เห็นว่ากองทัพพม่าเป็นการรวมพลังของทุกเจ้าเมือง ทุกคนร่วมลงขันในการตีอยุธยารอบนี้

เนื้อหากลอนเล่าถึงทหารพม่าตอนกลับจากอยุธยา ทุกคนได้ทรัพย์สินกลับมาจำนวนมาก

ด้าน อ.ผาสุกกล่าวว่า ที่อยุธยาร่ำรวยมาได้นั้นก็เพราะมีการผูกขาดทางการค้าค่อนข้างชัดเจนในราชสำนัก และอีกกุศโลบายคือ แทนที่จะใช้ขุนนางในอยุธยา กลับใช้ชาวต่างชาติเพราะควบคุมง่าย คนที่เห็นจุดนี้ จึงต้องยึดอำนาจจากกษัตริย์เพื่อความร่ำรวย

แต่ละครั้งของการเปลี่ยนราชวงศ์ การแย่งชิงอำนาจจึงเป็นเรื่องที่ถ้าสำเร็จคือคุ้มทุน นั่นทำให้กษัตริย์แต่ละพระองค์จะทุกทำอย่างไม่ให้มีคู่แข่งไม่ว่าใครก็ตาม

บางเรื่องในหนังสือ : “อีกด้านของพระนเรศวร” และ “บทบาทของสตรี”

อ.คริสกล่าวว่า อีกเรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยุธยาที่เราสนใจคือ ประวัติศาสตร์ความเป็นวีรบุรุษของพระนเรศวรที่ถูกยกย่องนั้น ในพงศาวดารที่เขียนขึ้นก่อนยุครัตนโกสินทร์ ได้บรรยายพระนเรศวรแค่ว่าเป็นนักรบที่เก่ง เมื่ออ่านเทียบงานเขียนของวัน วลิต ซึ่งได้ข้อมูลของจากคำวินิจฉัยของพระ หรือคำบอกเล่าของขุนนางในเวลานั้น พระนเรศวรไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบเท่าไหร่

และยังมีการบรรยายถึงความโหดร้ายแต่ก็ไม่ได้ใส่ลงไปในหนังสือ

นอกจากนี้ อ.คริสยังกล่าวถึงบทบาทสตรีในอยุธยาที่เด่นไม่ด้อยไปกว่าผู้ชาย สิ่งที่พบซึ่งแปลกมากคือ ทุกสิ่งที่ผ่านมา ผู้หญิงทำหมด แม้แต่ชาวดัตช์หรือชาวจีนยังระบุเหมือนกันว่า เป็นผู้หญิงที่ทำหน้าที่ได้ทุกอย่าง เรียกว่าทึ่งมาก

พอเราแปลขุนช้างขุนแผนเป็นภาษาอังกฤษ ก็ศึกษาแง่เพศวิถีในวรรณกรรมด้วย เราเห็นระบบขุนนางที่มีความเป็นปิตาธิปไตย ผู้ชายเป็นใหญ่ แต่ระบบในระดับสามัญกลับเป็นผู้หญิง

นอกจากนั้น เรื่องเซ็กซ์ในงานขุนช้างขุนแผน ถ้าอ่านซีนพลายงามซึ่งบวชเณรอยู่ เจอนางพิมครั้งแรก ในเวอร์ชั่นแรกที่ไม่ใช่ฉบับปรับใหม่ที่เนื้อหาเบาบางลง จะเห็นการแสดงพลังทางเพศที่ชัดเจนมาก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สำรวจประวัติศาสตร์นอกขนบ กับ “ประวัติศาสตร์อยุธยา 5 ศตวรรษสู่โลกใหม่”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...