โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"บอลแพ้ คนไม่แพ้" เพราะชีวิตต้องเดินหน้าไปให้ถึงฝัน

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 02.06 น.

ความพ่ายแพ้ของโครเอเชีย ทำให้ได้คิดอะไรมากมาย

แม้ว่าทีมชาติฝรั่งเศสจะเป็นผู้กำชัยชนะในฟุตบอลโลกปี 2018 แต่คู่ชิงของเขากลับไม่ใช่ทีมชาติบราซิล เหมือนในปี 1998

นั่นหมายความว่า ทีมฟุตบอลจากประเทศเล็กๆ อย่างโครเอเชีย ก็สามารถมีความฝันและความหวังได้

โลกาภิวัตน์ทำให้ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีแพร่กระจายไปทั่วโลก

โครเอเชียจึงสามารถหยิบยืมสิ่งต่างๆ ไปใช้ได้ ทำให้ “ช่องว่าง” ที่เคยเหินห่างระหว่างทีมใหญ่และทีมเล็กหดแคบลง

ประเทศรวยอาจจะมีทรัพยากรมากกว่า มีสิ่งอำนวยความสะดวกและเงินอัดฉีดที่ดีกว่า หากทว่าเมื่อเข้าชิงชัยในสนามฟุตบอล ก็จะถูกบีบให้ใช้ผู้เล่นเพียงแค่ 11 คน ทีมใหญ่อาจมีตัวสำรองให้เลือกเยอะกว่า แต่ก็ส่งเข้ามาเปลี่ยนได้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น

สนามฟุตบอลไม่ใช่สนามธุรกิจ

ชาติที่ร่ำรวยกว่า จึงไม่สามารถใช้เงิน ทรัพยากร และคนเก่งๆ ที่มีมากกว่าถาโถมเข้ามาสนับสนุนได้อย่างไร้ขีดจำกัด

หลังจากปี 2018 เราอาจจะได้เห็นทีมเล็กๆ ที่มีความทุ่มเทไม่ย่อท้อ เตรียมตัวและวางแผนมาเป็นอย่างดีได้มีโอกาสเข้าชิงชนะเลิศ หรือแม้กระทั่งได้ครอบครองถ้วยฟุตบอลโลกที่ใฝ่ฝันมานานได้ โดยไม่จำเป็นต้องสยบยอมให้กับความเหนือชั้นกว่าที่ได้รับการผูกขาดโดยทีมใหญ่ๆ ไม่กี่ชาติอีกต่อไปแล้ว

ผมเริ่มชอบโครเอเชียในนัดที่พวกเขาสู้สุดหัวใจกับทีมชาติอังกฤษ แม้จะโดนนำก่อน 1-0 เพียงแค่ 5 นาทีแรก

นี่เป็นเกมที่มหัศจรรย์มาก แสดงถึงหัวใจของคนที่เกิดในประเทศซึ่งถูกปกครองโดยคนอื่นมาโดยตลอด เพิ่งจะได้รับอิสรภาพเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ท่ามกลางกองเลือดและน้ำตาแห่งการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเอง

พวกเขาสร้างปาฏิหาริย์ได้สำเร็จ โดยคว้าชัยชนะเหนือทีมชาติอังกฤษ หลังจากพยายามอย่างหนักหน่วงตลอด 120 นาที

ในนัดชิงชนะเลิศ ทุกคนรู้ดีว่า “ฝรั่งเศส” มีขุมกำลังที่เหนือกว่ามากมาย แถมยังมีตัวสำรองไว้ทดแทนได้อีกด้วย

แต่กระนั้น ผมก็ยังเชื่อว่าทีมที่เข้าสู่รอบนี้ ย่อมไม่ธรรมดา โดยประเมินไว้ว่า โครเอเชียด้อยกว่าเพียงแค่ 20%

หากว่าโค้ชของพวกเขาวางแผนได้เหนือกว่าโค้ชฝรั่งเศส 30% ก็อาจจะคว้าชัยชนะได้

ผมอินจัดมาก จึงไปค้นคว้าวิธีการทั้งหลายเพื่อเอาชนะฝรั่งเศสให้ได้ โดยกลับไปศึกษาเทปย้อนหลัง ในวันที่อาร์เจนตินาพ่ายแพ้ให้ฝรั่งเศส แต่ก็สามารถยิงได้ถึง 3 ลูก ทำให้น่าเชื่อว่าจะมีอะไรดีๆ ให้หยิบยืมใช้ได้บ้าง

ข้อสรุปที่ได้รับคือ จะต้องทุ่มทรัพยากรบางส่วนไปจัดการกับเบอร์ 10 ที่ชื่อ Mbappe ให้ได้ โดยนักบอลคนนี้ชอบขึ้นบอลตรงริมเส้น หลังจากสกัดเขาได้ ให้นักเตะโครเอเชียดั้นด้นหาทางพาบอลไปที่ริมเส้นอีกฝั่งหนึ่ง โอกาสสังหารประตูได้จะมีมากขึ้น

สิ่งที่ตลกกว่านั้นคือ ผมมีความหมกมุ่นฝังใจกับความพ่ายแพ้ของจักรพรรดินโปเลียน ซึ่งถูกหลอกให้บุกลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียที่แสนเหน็บหนาว และในที่สุดก็ต้องปราชัยย่อยยับ

เมื่อผนวกรวมกัน ผมก็ได้แผนการคร่าวๆ ในใจ

ขณะเดียวกันผมก็พบเจอข้อความหนึ่งในเว็บไซต์ Pantip ซึ่งน่าจะคิดคล้ายคลึงกัน แต่มีความลึกซึ้งมากกว่า

“ฝรั่งเศสเหนือกว่า แต่ถ้าโครเอเชียรับลึกปิดพื้นที่ของ Mbappe กับ Griezmann ได้ก็ทำอะไรไม่ถนัดละครับ ยิ่งเวลาผ่านไปฝรั่งเศสจะยิ่งหลอนจากนัดชิงยูโรก็จะยิ่งเกร็ง โครเอเชียน่าจะฉวยโอกาสที่เล่นภายใต้ความกดดันมาเยอะเฉือนชนะไปได้ หรืออย่างแย่ก็ยื้อไปดวลจุดโทษ

แต่หากฝรั่งเศสนำซักสองลูกตั้งแต่ครึ่งแรก ความเห็นผมก็จะกลายเป็นเรื่องโจ๊กไปเลย”

—Gelgoog

ตอนนั้นผมเพียงแค่มองว่าเป็น “แผนที่ดีมาก” แต่ก็ยังไม่ตระหนักในความยอดเยี่ยม จึงลืมเลือนไป

จนกระทั่งโครเอเชียพ่ายแพ้ ผมปวดร้าวหัวใจมากมาย ต้องปลอบประโลมตัวเองสักพัก จึงข่มตาหลับได้

ครั้นเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา และครุ่นคิดบางประการ จึงค้นพบว่านี่เป็นแผนที่ดีที่สุด โดยอาจต้องปรับปรุงเพิ่มอีกเล็กน้อย ให้เหมาะกับการเดินเกมของฝรั่งเศสที่เน้นตั้งรับเพื่อโต้กลับ และความถนัดของโครเอเชียที่เน้นเกมรุกมากกว่า

โครเอเชียบุกหนักมากในช่วงแรก ฝรั่งเศสตั้งรับได้ดี แต่ดูเหมือนจะตกเป็นรอง โครเอเชียสามารถบุกได้ลึก มีโอกาสดีๆ ให้ได้ลุ้นพอสมควร เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงลืมเลือนแผนการของคุณ Gelgoog ไปโดยสนิท และเชื่อมั่นในโค้ชคนนี้

ครั้นเมื่อโดนขึ้นนำ 1-0 ผมก็รู้สึกแย่เพราะเป็นประตูที่ไม่ใสสะอาด เนื่องจากผู้เล่นเบอร์ 7 ของฝรั่งเศส คนที่ชื่อว่า Griezmann ได้เตรียมพุ่งล้มไว้ล่วงหน้าแล้ว พอโดนแตะเบาๆ ก็ล้มลงไปในทันที เขาจึงมีโอกาสยิงฟรีคิก และนำไปสู่การสังหารประตูได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม โครเอเชียซึ่งมีหัวใจไม่ยอมแพ้ หลังจากเพียรบุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลิกแพลงทุกแง่มุมที่เป็นไปได้ พวกเขาก็สามารถตีเสมอได้ในเวลาไม่นานนัก

ชะตาฟ้ามักจะกลั่นแกล้งและทดสอบคนดี

โครเอเชียพลาดท่าเสียลูกโทษ และถูกสังหารโดยเบอร์ 7 คนที่ใช้กลโกงในการได้ประตูแรก

หลังจากนั้นโครเอเชียก็บุกหนัก ส่วนผมก็หมกมุ่นใคร่ครวญไปมาถึงประตูที่ไม่ใสสะอาดของผู้เล่นเบอร์ 7 คนนั้น

หากไม่มีประตูนี้ตั้งแต่แรก พวกเขาก็อาจจะยิงได้ทีมละ 1 ลูกเท่ากัน โครเอเชียจึงไม่จำเป็นต้องบุกหนักมากเกินความจำเป็น จนกระทั่งกองหลังรั่ว เปิดโอกาสให้ผู้เล่นเบอร์ 10 นามว่า Mbappe ได้แสดงฝีไม้ลายมืออย่างเต็มที่ จนกระทั่งช่วยกรุยทางไปสู่ประตูที่ 3 และ 4 ในเวลาต่อมา

ยิ่งกว่านั้น การได้ประตูขึ้นนำของฝรั่งเศส ยังช่วยลดแรงกดดันให้พวกเขาได้พอสมควร เพราะหากเกมยังคงเสมอไปได้นานกว่านี้ ภาวะกดดันในนัดชิงชนะเลิศ อาจจะบีบให้พวกเขาผิดพลาดในสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ในยามจิตใจปกติสุข

ผมไม่มีวันอภัยให้ความชั่วร้ายของเบอร์ 7 และยังเชื่อมั่นว่า เขาจะรู้สึกผิดไม่มากก็น้อย

แต่ผมก็ยังไม่เห็นวี่แววอันใดบนใบหน้าของเขา

จนกระทั่งได้แชมป์ ผมจึงได้เห็นสีหน้าที่เศร้าสร้อยของเขา ในช่วงที่พูดคุยกับโค้ชของตัวเอง

บางทีเขาอาจแค่ยังรู้สึกหวาดเสียวกับชัยชนะที่ได้มาไม่ง่ายดายนัก และความกดดันที่ต้องเผชิญในช่วงครึ่งแรก หากทว่า ผมก็คิดว่าเขาน่าจะสำนึกผิดแล้ว และสิ่งนี้อาจจะตามหลอกหลอนไปชั่วชีวิต

ในนาทีนั้น ความคั่งแค้นของผมได้สลายไปหมด และรู้สึกเห็นใจเขาอยู่บ้าง

“Griezmann นายควรจะยิ้มและเฉลิมฉลองให้เต็มที่เถิด ทิ้งความผิดพลาดนั้นไว้เบื้องหลัง และเดินหน้าต่อไป ทีมของนายเหนือกว่าจริง และสมควรได้รับสิ่งนี้”

ฟ้ายุติธรรมเสมอ หรือไม่ก็เป็นส่วนใหญ่

ผมลองจินตนาการเล่นๆ หากว่า Griezmann ไม่แกล้งพุ่งล้ม โครเอเชียก็ย่อมมีโอกาสชนะได้มากกว่านี้

แต่โอกาสที่ฝรั่งเศสจะเป็นฝ่ายชนะ ก็ยังคงมากกว่าอยู่ดี เพราะผู้เล่นของฝรั่งเศสเหนือชั้นกว่าจริงๆ แม้ว่าโครเอเชียจะดูดีกว่าในช่วงแรก ก่อนจะเสียประตู

ยิ่งกว่านั้น เมื่อครุ่นคิดเพิ่มเติมก็กลับพบว่า โค้ชของโครเอเชียนั้นยังวางแผนได้ไม่ดีนัก

แม้จะโดนนำ 2-1 แต่ก็ยังเหลือเวลาอีกมากมาย โครเอเชียจึงไม่ควรโหมบุก โดยเปิดแนวหลังไว้อย่างโล่งโจ้งขนาดนี้

โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งมีผู้เล่นระดับมือสังหารที่มีศักยภาพสูงอย่างเบอร์ 10 คอยจ้องหาโอกาสอยู่ตลอดเวลา

โครเอเชียควรจะแบ่งกองหลังไว้บางส่วน เพื่อตามประกบและจัดการกับเบอร์ 10 ไม่ให้แผลงฤทธิ์ได้ ยิ่งเวลาผ่านไป โครเอเชียย่อมกดดันที่ตามอยู่ 1 ลูก แต่พวกเขาก็เต็มไปด้วยผู้เล่นเก๋าประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จึงน่าจะรับไว้ได้

ขณะที่ฝรั่งเศสนั้น ส่วนใหญ่เป็นนักเตะหนุ่ม แม้ว่าจะผ่านเกมระดับโลกมาแล้วพอสมควร ก็ยังมีจิตวิทยาแบบคนหนุ่มซึ่งย่อมพลุ่งพล่านใจและวิตกกังวลได้ง่ายกว่า ที่สำคัญพวกเขายังเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถมากกว่าโครเอเชีย จึงย่อมไม่อยากให้โดนตีเสมอ และต้องไปดวลจุดโทษกัน ซึ่งในตอนนั้นโอกาสชนะจะเหลือเพียง 50% เท่านั้น

“พวกเขาพลาดไม่ได้” นี่จึงเป็นปมทางจิตวิทยาที่สำคัญยิ่ง และอาจเป็นจุดอ่อนเดียวของทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งน่าเสียดายที่โค้ชของโครเอเชียไม่หยิบยกมาเล่นงานและขยายผลให้ดี

ความพ่ายแพ้ของโครเอเชีย จึงน่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว เพราะแม้พวกเขาจะมีใจมุ่งมั่น 120% วิ่งไล่ลูกจนถึงนาทีสุดท้าย ที่สำคัญ พวกเขายังสามารถยิงได้อีก 1 ลูก จากความพลั้งเผลอของผู้รักษาประตูฝรั่งเศส และการดิ้นรนฉกฉวยทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาของผู้เล่นโครเอเชีย

แต่กระนั้น ชัยชนะยังต้องการอะไรมากกว่าความทุ่มเทถวายชีวิต นั่นคือ ความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะ

ซึ่งโครเอเชียก็ต้องยอมรับว่าด้อยกว่า ขณะเดียวกันพวกเขายังวางแผนรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ไม่ยอดเยี่ยมเพียงพอ

การส่งแรงใจเชียร์ทีมรองที่เต็มไปด้วยหัวใจนักสู้ของผมในครั้งนี้ แม้จะทำให้ต้องปวดร้าว เพราะความพ่ายแพ้ที่แสนชอกช้ำ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการเล่นตุกติกเล็กๆ ของผู้เล่นฝรั่งเศส ที่ส่งผลกระทบต่อเกมอย่างมีนัยสำคัญ ก็ยิ่งซ้ำเติมความกังขาในใจเข้าไปอีก แต่กระนั้นมันก็ทำให้ผมได้ค้นพบอะไรมากมาย เป็นการตอบแทน

การอภัยให้กับความผิดเล็กๆ ที่ผ่านไปแล้วของใครบางคน และตัดสินใจเดินหน้าต่อไปเป็นสิ่งที่พึงกระทำ เพราะโลกนี้อาจมีความอยุติธรรมในบางเวลา แต่ขอเพียงเราตั้งใจทำให้ดีที่สุด ก็ย่อมได้รับผลดีคืนกลับมาไม่มากก็น้อย

โครเอเชียได้เป็นรองแชมป์ แม้จะเจ็บปวดเพียงใด ก็ได้เงินรางวัลไปมากกว่า 900 ล้านบาท ยังไม่นับผลประโยชน์โดยอ้อมอื่นๆ ที่อาจจะตามมาด้วย

ที่สำคัญกว่านั้น ผมยังได้มองเห็นกลยุทธ์ในการต่อสู้ชีวิตอย่างกระจ่างชัดขึ้น นั่นคือ เราไม่ควรกระทำสิ่งต่างๆ ที่เหมาะสมกับความถนัดของเราแบบ 100% แต่จะต้องยืดหยุ่นและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ด้วย โดยอาจใช้สูตรความถนัด 70% และการพลิกเปลี่ยนให้เหมาะสมกับคู่แข่งหรือลูกค้า 30%

หากทำเช่นนี้ได้ ความทุ่มเทแบบถวายชีวิตที่ทีมชาติโครเอเชียได้สร้างแรงบันดาลใจไว้ ก็จะเปล่งประกายและคมกล้ายิ่งกว่าเดิม

ผมก็ได้แต่หวังว่า พวกเขาจะสรุปบทเรียนและข้อผิดพลาดให้ดี เพื่อจะกลับมาชิงชนะเลิศได้ใหม่ในอีกหลายปีข้างหน้า แม้ว่านักเตะและโค้ชอาจจะเป็นชุดใหม่แล้ว

สิ่งที่เหนือล้ำกว่าชัยชนะและความพ่ายแพ้ในเกมนี้ ก็คือน้ำใจแห่งความเป็นมนุษย์ของทั้งสองทีม โดยเฉพาะการเข้ามาปลอบโยนคู่แข่งของนักเตะฝรั่งเศสบางคน

รวมไปถึงการพูดคุยอย่างเนิ่นนานพอควรของท่านประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศส ที่มีต่อนักเตะโครเอเชีย

ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าน่าจะมีคำปลอบโยนและชื่นชมอยู่ในนั้นด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...