โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพ็ญสุภา สุขคตะ : พินิจหลักฐานเกี่ยวข้องกับเส้นทางเสด็จพระนางจามเทวี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ก.ค. 2562 เวลา 04.50 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2562 เวลา 04.50 น.

ตามรอยเส้นทางเสด็จพระนางจามเทวี จากลวปุระถึงหริภุญไชย ศึกษาจากตำนานพงศาวดาร และสถานที่จริง (จบ)

ขณะที่ท่านกำลังอ่านคอลัมน์นี้กันอยู่นั้น น่าจะตรงกับช่วงเวลา (วันที่ 23 กรกฎาคม 2562) ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนเตรียมจัดงานหรือกำลังจัดงานประชุมสัมมนาทางวิชาการหัวข้อ “ชำระประวัติศาสตร์เมืองลำพูน เน้นการตามรอยเส้นทางเสด็จพระนางจามเทวี” เพื่อหาข้อสรุปในการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นลำพูนศึกษา อยู่พอดี

การศึกษาเรื่องพระราชประวัติพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นบุคคลในตำนานที่มีอายุเก่าแก่เกินกว่า 1,000 ปีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดิฉันมีความจำเป็นที่จะต้องวางน้ำหนักในการสืบค้นหลักฐานหลายด้านประกอบกันเพื่อเพิ่มความรัดกุม ดังนี้

1. หลักฐานด้านโบราณคดี

2. หลักฐานด้านประวัติศาสตร์

3. หลักฐานด้านคำบอกเล่า มุขปาฐะ นิทานพื้นบ้าน

4. หลักฐานด้านนิมิต ฯลฯ

 

หลักฐานด้านโบราณคดี

ถือเป็นหลักฐานที่สำคัญยิ่ง ประกอบด้วย 2 หลักฐานย่อยคือ หลักฐานด้านโบราณวัตถุ และหลักฐานด้านโบราณสถาน

โบราณวัตถุ ได้แก่ พระพุทธรูป เทวรูป พระพิมพ์ เครื่องปั้นดินเผา ด้านโบราณสถาน กอปรด้วย สถูปเจดีย์ ซากปรักหักพัง ร่องรอยฐานอาคารที่อยู่ใต้ชั้นดิน

ทั้งหมดนี้ต้องมีอายุเก่าแก่ถึงพุทธศตวรรษที่ 13 ซึ่งเป็นศักราชที่ร่วมสมัยกับพระนางจามเทวี

หลักฐานเหล่านี้สามารถสืบค้นพบอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ไม่มาก ใช้เป็นเครื่องยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรทวารวดีที่ส่งทอดมายังอาณาจักรหริภุญไชยจริง

 

หลักฐานด้านประวัติศาสตร์ : ศิลาจารึก

หลักฐานด้านประวัติศาสตร์ ได้แก่ ศิลาจารึก พงศาวดาร ตำนาน ฯลฯ โดยนักวิชาการจะให้น้ำหนักแก่ศิลาจารึกมากที่สุด เพราะถือว่าเป็นหลักฐานที่ทำขึ้นในยุคที่เกิดเหตุการณ์นั้นๆ จริง ส่วนพงศาวดารและตำนาน เป็นการบันทึกขึ้นภายหลังแล้ว

ในจังหวัดลำพูนและละแวกใกล้เคียง ไม่พบศิลาจารึกที่มีอายุเก่าแก่ร่วมสมัยกับพระนางจามเทวีเลย พบแต่จารึกที่มีอายุในสมัยพุทธศตวรรษที่ 16-17 ลงมาแล้วเท่านั้น ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระญาอาทิตยราช พระญาธัมมิกราชา และพระญาสววาสิทธิ

สำหรับศิลาจารึกหลักเก่าที่สุดที่มีการกล่าวถึงพระนางจามเทวีคือ “จารึกจุลคีรี” ที่พระธาตุดอยน้อย อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ เขียนขึ้นในสมัยพระเมกุฏิ ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 21 แล้ว เป็นการบันทึกเรื่องราวย้อนหลัง โดยเอ่ยถึงนามของพระนางจามเทวีว่าได้มาสักการะพระธาตุแห่งนี้

มีจารึกนอกพื้นที่ลำพูนที่น่าสนใจยิ่ง 2 ชิ้น เพราะนอกจากจะมีอายุร่วมสมัยกับพระนางจามเทวีแล้ว ยังมีเนื้อหาที่กล่าวถึงสตรีสูงศักดิ์ (อาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับพระนางจามเทวีก็เป็นได้ แต่ควรนำมาศึกษาประกอบกัน) ได้แก่

จารึกหลักแรกพบที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย มีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-13 กล่าวถึงพระนางจันทรเทวี ถูกส่งจากราชวงศ์ไศเลนทร์ อาณาจักรศรีวิชัย ไปเป็นมเหสีของกษัตริย์ที่นครศรีธรรมราช (ในอดีตเรียกรัฐตามพรลิงค์) เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี นามของ “จันทรเทวี” กับ “จามเทวี” มีคล้ายคลึงกันไม่น้อย

อีกหลักหนึ่ง พบที่นครราชสีมา เรียก “จารึกบ่ออีกา” มีอายุพุทธศตวรรษที่ 11-12 ใช้อักษรมอญผสมอักษรปัลลวะ ของอินเดียตอนใต้ กล่าวถึงธิดาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง เป็นประธานในการสร้างวัดถวายแด่พระพุทธศาสนา สะท้อนว่าสตรีมีบทบาทต่อการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างสูงตั้งแต่ครั้งอดีตแล้ว สอดรับกับเรื่องราวของพระนางจามเทวีไม่น้อย

 

หลักฐานด้านประวัติศาสตร์ : พงศาวดาร และตำนาน

พงศาวดารที่มีการกล่าวถึงพระนางจามเทวี ล้วนแต่เรียบเรียงขึ้นยุคหลัง ห่างไกลจากเหตุการณ์จริงมากกว่า 800 ปี อาทิ จามเทวีวงส์ พงศาวดารหริปุญไชย เขียนในพุทธศตวรรษที่ 20, พงศาวดารเหนือ เขียนในพุทธศตวรรษที่ 22 และพงศาวดารโยนก เขียนในพุทธศตวรรษที่ 25 (โดยปราชญ์ชาวสยามสมัยรัชกาลที่ 5)

หลักฐานด้านตำนาน เท่าที่ตรวจสอบสามารถจำแนกออกเป็น 2 ฝ่าย คือตำนานฝ่ายวัด และตำนานฝ่ายบ้าน

ตำนานฝ่ายวัด เขียนโดยพระภิกษุชาวล้านนาสายลังกาวงศ์ พุทธศตวรรษที่ 20 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 21 อาทิ ชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานมูลศาสนา ตำนานพระธาตุหริภุญไชย เป็นต้น

ตำนานฝ่ายบ้าน เขียนโดยชาวมอญ (เมงค์) บ้านหนองดู่-บ่อคาว อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ด้วยตัวอักษรมอญ พุทธศตวรรษที่ 20 มีอายุร่วมสมัยกับตำนานฝ่ายวัด แต่เนื้อหามีความแตกต่าง ปัจจุบันตำนานส่วนนี้ต้นฉบับได้หายสาบสูญไปจากชุมชนมอญแล้ว เนื่องด้วยชาวฝรั่งเศสชื่อ Camille Notton (กามีย์ นอ-ตอง) ยืมเอาไปศึกษาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้วมิได้เอามาคืน

ตำนานฝ่ายบ้านจากวัดหนองดู่ ต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของการเขียนตำนานเกี่ยวกับพระนางจามเทวีรุ่นหลังๆ โดยเรียกว่า “ฉบับฤๅษีแก้ว” และ “ฉบับนายสุทธวารี สุวรรณภาชน์”

 

ความแตกต่างของเนื้อหา

ตํานานฝ่ายวัด และตำนานฝ่ายบ้าน มีความแตกต่างกันหลายด้าน โดยเฉพาะด้านชาติกำเนิดของพระนางจามเทวี

ตำนานฝ่ายวัด ระบุว่าพระนางจามเทวีได้รับการอัญเชิญมาครองเมืองหริภุญไชยโดยฤๅษีวาสุเทพ ในฐานะพระราชธิดากษัตริย์ละโว้ (แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าทรงประสูติที่ไหน และมีเชื้อสายเผ่าพันธุ์ใด)

ตำนานฝ่ายบ้าน พระนางจามเทวีเป็นธิดาเศรษฐีอินตา เกิดที่บ้านหนองดู่-บ่อคาว (ปัจจุบันอยู่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน) นกคาบมาตกบนใบบัว ฤๅษีนำไปเลี้ยง แต่ด้วยเกรงคนติฉิน จึงอธิษฐานจิตปล่อยให้ลอยน้ำไป มีกากวานร (ลิงดำ) เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล

จนกลายเป็นธิดาบุญธรรมของพระเจ้ากรุงละโว้

 

นัยยะแห่งตำนานสองฝ่าย

ตํานานฝ่ายวัด มองพระนางจามเทวีเป็น “สัญลักษณ์แห่งผู้นำทางศาสนา” ที่นำเอาพระพุทธศาสนาจากละโว้มาสถาปนาในลำพูน เนื่องจากผู้เขียนตำนานเป็นพระภิกษุล้านนาลัทธิลังกาวงศ์

ตำนานฝ่ายวัดจะไม่ให้ความสำคัญหรือน้ำหนักด้านชาติกำเนิด การวิวาห์ ศึกชิงนาง ความงาม พระพี่เลี้ยง บทบาทของช้างคู่บารมี รวมถึงอิทธิพลของ “ขุนหลวงวิลังคะ” ฯลฯ

ตรงข้าม จะเน้นแค่เพียงบทบาทของความเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรม ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แต่ก็ไม่หักล้างประเด็นเรื่องความสัมพันธ์กับฤๅษีตนต่างๆ ภาพลักษณ์ของพระนางจามเทวีคือ เป็นนักปกครองที่ดี เป็นนักผังเมือง นักบริหารจัดการ ผู้มีความรอบรู้ สามารถขยายอาณาเขตกว้างไกลไปถึงเขลางค์นคร (ลำปาง)

นัยยะแห่งตำนานฝ่ายบ้าน กลับมองพระนางจามเทวีเป็นมนุษย์ตัวเป็นๆ มีเลือดเนื้อ ใส่รายละเอียดในทุกๆ เรื่องราว เช่น ระบุเวลาตกฟาก ทราบวันเดือนปีเกิด อธิบายรายละเอียดของรูปโฉมโนมพรรณ

สะท้อนแง่มุมในชีวิตของพระนางจามเทวีแบบปุถุชน คือบิดามารดาหย่าร้าง เติบโตมาแบบสามัญชน มีพี่เลี้ยงเป็นลิง มีสถานะเป็นธิดาบุญธรรมของกษัตริย์ละโว้ ไม่สมหวังในคู่ครอง ต้องอยู่ในสภาพแม่หม้าย แต่มีคนหมายปองมากมาย

ยามบ้านเกิดเมืองนอนคับขันต้องกลับไปช่วยกอบกู้วิกฤต

ประสบชะตากรรมความลำบากยากเข็ญในการเดินทาง ต้องฟันฝ่าอุปสรรค

มีความทุกข์ความกังวลที่ต้องคอยรับมือต่อสู้กับขุนหลวงวิลังคะที่เต็มไปด้วยการใช้ไสยศาสตร์

ในที่สุดตัดสินใจอำลาเพศฆราวาสสู่ร่มกาสาวพัสตร์

 

หลักฐานด้านคำบอกเล่า มุขปาฐะ

ประกอบด้วยนิทานพื้นบ้าน เรื่องเล่า วรรณกรรม กาพย์เจี้ย เป็นการขยายประเด็นจากข้อมูลที่ได้ยินมาจากตำนานฝ่ายบ้านมากกว่าตำนานฝ่ายวัด กลายเป็นเรื่องราวและเรื่องเล่าที่ต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงระหว่าง 2 ฟากแม่น้ำปิง

แม่ปิงฟากตะวันออก หรือฝั่งลำพูน เป็นฝ่ายที่อยู่ข้างพระนางจามเทวี โดยนำเรื่องราวมาจาก “ฉบับฤๅษีแก้ว” แปลโดย ดร.สนอง วรอุไร ระบุว่า จุดที่ฤๅษีเลี้ยงดูพระนางจามเทวีนั้นอยู่ที่ดอยติ-หนองบัว

แม่ปิงฟากตะวันตก หรือฝั่งเชียงใหม่ เป็นฝ่ายที่เห็นอกเห็นใจขุนหลวงวิลังคะในลักษณะว่าเป็นผู้ถูกกระทำ สะท้อนผ่านกาพย์เจี้ยจามเทวี รจนาโดย ศาสตราจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินท์ ระบุจุดที่ฤๅษีเลี้ยงดูพระนางจามเทวีอยู่ที่ดอยคำ แม่เหียะ

นอกจากนี้แล้ว นิทานพื้นบ้าน เรื่องเล่า ชื่อบ้านนามเมือง ที่เกี่ยวข้องกับพระนางจามเทวี พบว่ายังได้กระจายตัวในพื้นที่ตลอดเส้นทางเสด็จผ่านจากลวปุระถึงหริภุญไชย เป็นระยะๆ สองฟากเจ้าพระยาสู่แม่ระมิงค์ มากเกือบ 50 แห่ง

ยังมีเส้นทางจาริกแสวงบุญไปนมัสการพระธาตุ และรอยพระบาทต่างๆ ของพระนางจามเทวี พร้อมด้วยพระราชโอรสฝาแฝด และพญาช้างปู้ก่ำงาเขียว อีกด้วย เช่น นมัสการรอยพระพุทธบาทตากผ้า พระพุทธบาทสี่รอย หรือไปนมัสการพระธาตุดอยเกิ้ง พระธาตุแก่งสร้อย พระธาตุจอมทอง ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยปรากฏในตำนานฝ่ายวัดหรือฝ่ายบ้านมาก่อน แต่พบอยู่ในตำนานเรื่องเล่าท้องถิ่นของแต่ละสถานที่นั้นๆ

กล่าวโดยสรุป การจะศึกษาเรื่องพระราชประวัติของนางจามเทวีอย่างรอบด้าน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรวบรวมข้อมูลจากหลักฐานของทุกๆ ฝ่าย ทั้งในและนอกพื้นที่ลำพูน ทั้งตำนานฝ่ายวัดและตำนานฝ่ายบ้าน ทั้งหลักฐานด้านโบราณคดี ดังที่กล่าวมาแล้ว เพื่อนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ จนค้นพบคำตอบที่เคยสงสัยคาใจกันมานานแล้ว อาทิ ในประเด็นที่ว่า

ศาสนาในยุคพระนางจามเทวีเป็นเช่นไร มีการอุปถัมภ์ศาสนาฮินดูหรือไม่ และหากมียุคนั้นควรเน้นนิกายอะไร ระหว่าง “ไศวนิกาย” (พระศิวะเป็นใหญ่) กับ “ไวษณพนิกาย” (พระวิษณุเป็นใหญ่) หรือศาสนาพุทธที่รุ่งเรืองนั้น เป็นนิกายเถรวาทหรือมหายาน?

รวมไปถึงมูลเหตุจูงใจที่ทำให้ฤๅษีวาสุเทพเลือกทำเลสร้างเมืองหริภุญไชยบริเวณลำพูนปัจจุบัน มีเงื่อนไขด้านกายภาพทางภูมิศาสตร์ หรือปัจจัยด้านเศรษฐกิจอย่างไรหรือไม่เป็นตัวกำกับ (เช่น อุดมไปด้วยสินแร่ทรัพยากร) อีกทั้งอาณาบริเวณที่ทรงขยายขอบขัณฑสีมาออกไปนั้น จรดแว่นแคว้นใดกันบ้าง

ส่วนปัญหาเรื่องชาติกำเนิด เป็นปริศนาที่โบราณาจารย์มิรู้กี่ยุคกี่สมัย ก็มิอาจหาข้อสรุปได้แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ดังนั้น ในยุคสมัยของเราคงต้องศึกษาแบบ “ปลายเปิด” ทิ้งปมปริศนาไว้ 2 แนวทางเช่นเดียวกัน (ระหว่างเป็นชาวมอญพื้นเมืองเกิดแถวป่าซาง กับเป็นธิดากษัตริย์ละโว้)

ปลายเปิดที่ว่านี้คือ เปิดใจ เปิดประตู เปิดพรมแดน มองไปรอบๆ และเรียนรู้เรื่องราวจากเพื่อนบ้านของเราบ้าง ในท้ายที่สุดเชื่อว่าสักวัน เราจักได้ “สมมติฐานที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ระดับหนึ่ง”

 

หลักฐานด้านนิมิต

อ๊ะ อ๊า! ด้านสุดท้ายนี้ มีข้อมูลมหาศาล อย่าทำเป็นเล่นไปเชียวนะคะ ด้านนี้ก็มีประโยชน์

อย่างน้อยทำให้เราต้องตั้งคำถามต่อว่า ปมหรือแรงขับอะไรหนอที่เต้นเร่าๆ อยู่ภายในใจของพวกที่มีความเชื่อเกี่ยวกับพระนางจามเทวีไปต่างๆ นานา

บ้างหาว่าพระแก้วขาวองค์ที่วัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่ ไม่ใช่ของจริง ของแท้ต้องอยู่ที่วัดศรีบุญเรือง จ.ลำพูน

หรือการโยงให้พระนางจามเทวีปรากฏกายในถิ่นทุรกันดารด้วยการขยายดินแดนตามพื้นที่อันไกลโพ้น ซึ่งดูแล้วเกินกำลังที่พระนางจักไปถึงได้จริง

หรือว่าลึกๆ แล้วคนเหล่านี้อาจถูกเหยียดย่ำทางด้านชาติพันธุ์มานาน หรืออาจมีปมเรื่องเกิดในเมืองใหญ่-เมืองเล็ก ฤๅเพราะถูกกดขี่ข่มเหงทางด้านเพศสภาพ? ทำให้ต้องลุกขึ้นมาปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง โดยดึงเอาพระนางจามเทวีมาเป็นตัวประกัน!

เนื่องจากดิฉันเรียบเรียงเนื้อหาเรื่องพระราชประวัติพระนางจามเทวีไว้ค่อนข้างยาวถึง 200 หน้า จึงยากเกินกว่าจะสรุปประเด็นต่างๆ ได้หมดในที่นี้ แค่บอกเล่าถึงวิธีคิดว่าศึกษาประวัติศาสตร์หน้าแรกของเมืองลำพูนอย่างไรเท่านั้น

โปรดรอติดตามผลการสัมมนาฉบับสมบูรณ์เร็วๆ นี้ต่อไปนะคะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...