ป่วยการเมือง คำเสียดสีคุ้นหู แต่กลับเป็นโรคจริง ?
ป่วยการเมือง คำเสียดสีคุ้นหู ค่อนข้างถูกนำมาใช้บ่อย ในช่วงเวลาที่เรายังเด็ก และ วันนี้รู้สึกว่าไม่อยากไปโรงเรียนเลย รู้สึกมันเหนื่อยล้า กับการต้องไปนั่งเรียนหนังสือ หมดกำลังใจในการเข้าห้องเรียนหรือทำการบ้าน เรามักจะตื่นมาพร้อมกับอาการงัวเงีย ทำท่าทางที่อ่อนแรง พร้อมกับ Acting นิดหน่อย ให้เห็นว่า วันนี้เราไม่ไหวนะ ไม่อยากไปโรงเรียนเลย มาพร้อมกับคำว่า วันนี้ป่วย ขอหยุดได้ไหม ตัวร้อน มีไข้ เดินไม่ไหว กระสับกระส่าย ทั้งที่ความเป็นจริง เราไม่ได้ป่วยหรอก แค่ไม่อยากจะไปโรงเรียน เมื่อแม่ หรือ พ่อเรา ได้ยินชุดคำพูดเหล่านี้ เค้ามักถามกลับมาแกลมตลกว่า แบบนี้มัน ป่วยการเมือง รึเปล่านะ คำคุ้นหู ที่เราได้ยินเมื่อตอนเราไม่อยากไปโรงเรียน หรือ เกิดจากความขี้เกียจในวันนั้น
ใครจะคิดละว่า ป่วยการเมือง ไม่ใช่อาการป่วยทิพย์ ?
ป่วยการเมือง คือ กลุ่มอาการ PSS หรือ Political Stress Syndrome เกิดเป็นภาวะของความไม่สมดุลทางอารมณ์ และ เกิดความเครียด ที่เกิดจากปัจจัยทางการเมืองเป็นหลัก ในการวินิจฉัยตอนก่อน โดยอาการนี้ จะพบเจอในกลุ่มคนที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองเป็นหลัก เช่น นักการเมือง แต่ความเปลี่ยนไปในยุคที่การเมืองป่วย ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ การเค้าถึงสื่อ เช่นพวก Social media ต่าง ๆ ทำให้คนเสพสื่อได้ง่าย อ่านเปรียบเทียบได้หลายสำนัก หรือ แม้แต่ข่าวความเคลื่อนไหว ของสิ่งต่าง ๆ เกือบทั่วโลก เข้าถึงได้ เพียงปลายนิ้วคลิก ลงบนอุปกรณ์ทำที่ให้คุณออนไลน์ได้ คุณก็เสพข่าวได้ตามใจ แต่ทุกอย่าง เหมือนเป็นดาบสองคมเสมอ ยิ่งเสพมาก คุณเก็บข้อมูลมาก คุณยิ่งครุ่นคิดมาก สมองของคุณ ก็อาจจะเกิดความเครียดสะสม จากการเสพข่าว จากสถานการณ์ไม่สงบ ที่มีความเกี่ยวข้องทางการเมือง ของบางประเทศ
ทำให้ PSS กลายเป็นอาการที่พบได้ในบุคคลทั่วไปที่ติดตามข่าวต่าง ๆ ที่สะสมให้เกิดความเครียด และ มีความสนใจเป็นพิเศษ หรือสุดโต่ง ไปทางใดทางหนึ่งในด้านการเมืองการปกครอง แถมยังพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ไม่ได้ถูกจำกัด แค่ช่วงอายุใดอายุหนึ่ง และก่อนหน้านี้เคยมีผลสำรวจในไทยพบว่า มีถึง 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ ย้ำ ทั้งประเทศ ที่ประสบกับอาการนี้ ไม่น้อยนะครับ กับอาการที่เกี่ยวกับความคิด สุขภาพจิต
การเมืองทำให้เรา ป่วยการเมืองได้อย่างไร
สมัยก่อนคริสตกาล อริสโตเติล (Aristotle, ปราชญ์ชาวกรีก ช่วง 322-384 ปีก่อน คริสตศักราช) กล่าวว่า “มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต ที่หมกมุ่นแต่เรื่องการเมือง” ซึ่งคำกล่าวนี้ แม้ผ่านมานานหลายพันปี ก็ยังเป็นจริงเสมอ เพราะว่ามนุษย์โดยพื้นฐานแล้ว เป็นสัตว์ต้องการสังคม โดยเมื่อมีสังคมก็จำต้องมีผู้นำ ที่ได้รับการแต่งตั้ง จากวิธีการใด วิธีการหนึ่ง จนกลายมาเป็นผู้นำฝูงชน หรือ กลุ่ม กลุ่มนั้นๆ เสมอ ไม่ว่าจะได้มาจากแต่งตั้ง หรือ เลือกตั้ง และ แน่นอนว่า คำว่าฝ่าย ก็แปลว่า ต้องมีฝั่งตรงข้ามเสมอ เพราะได้ถูกแบบออกมา จนได้รับเลือกแล้ว โดยไม่มีทางเลือกใดมที่ดีพอ ที่จะสามารถให้ความพอใจได้ทั้งสองฝ่ายที่เกิดจากการชนะการคัดเลือก เป็นผู้นำฝูงชน ทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกขึ้นมา และประชาชนคือเหยื่อเสมอ กับเหตุซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเมือง แต่กลับมีสิทธิในการตัดสินใจน้อยที่สุดเพราะในวาระดังกล่าว ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ได้แต่ลุ้นว่าจะออกหน้าไหน า่วนมากเลยอยู่ในสภาวะ ”สิ้นหวัง (Helplessness)” และเกิดเป็นความเครียด จนกลายเป็นซึมเศร้า
โรค PSS ไม่เพียงแต่เป็นอาการที่สะสมกับเพียงความคิด ความเครียดเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งผลไปถึงระบบร่างกายได้ เนื่องจากการเริ่มผิดปกติสะสมความเครียด และ สุขภาพจิตเกินไป โดยอาการที่พบจาก PSS หรือ ป่วยการเมือง คือ ปวดหัว ปวดตัว ตึงบริเวณขมับ และ บริเวณต้นคอ รวมถึงบริเวณแขนและขา หรือ อาจจะมีอาการรู้สึกชาตามร่างกาย เริ่มนอนไม่หลับ หรือหากได้นอนหลับ ก็นอนหลับไม่เต็มอิ่ม ร่างกายมีอาการอ่อนเพลีย หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือ เต้นเร็วผิดปกติ จนไปถึงมีอาการหายใจไม่เต็มปอด หายใจไม่อิ่มสักที ส่วนในด้านจิตใจและอารมณ์นั้น คือไม่มีสมาธิ ขาดความนิ่ง มีอาการวิตกกังวลและหงุดหงิดง่ายร่วมด้วย บางคนอาจจะมีลักษณะก้าวร้าวมากขึ้น หรือบางคนบางครั้งรู้สึกท้อแท้ และ รวมถึงสิ้นหวังจนอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ ถึงตอนนี้ ต้องบอกว่า ป่วยการเมือง ไม่ใช่อาการธรรมดา หรือ แค่อาการขี้เกียจอีกต่อไป
PSS นี้ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่เลือก และมันจะหายไปเองเมื่อเหตุการณ์ ที่เป็นกังวลอยู่ อยู่ในภาวะคลี่คลายลง หรือหากไม่อยากรอ อาจจะต้องใช้วิธีเหล่านี้แทน เช่น การพักจากการเสพข่าวการเมือง ไปหากิจกรรมที่สนใจอื่น ๆ ทำเลย เช่น ออกกำลังกาย ที่แนะนำการออกกำลังกายเพราะ เป็นวิธีการที่ดีมาก มีแต่ได้กับได้ ได้สุขภาพแข็งแรง ได้เวลาที่ลดการเสพคอนเทนส์ข่าว ได้ฮอร์โมนแห่งความสุข เป็นต้น แต่ถ้าหากใครรู้สึกเครียดเป็นกังวล และหาทางออกให้กับเรื่องนี้ไม่ได้ จนกลายเป็นว่าส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรืออยู่ในภาวะนี้นานเกินกว่า 1 อาทิตย์ ก็ควรไปพบจิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา เพื่อร่วมพูดคุยหาหนทางดูแลแก้ไขจัดการอารมณ์ความรู้สึก จะดีที่สุด
โอกาสเบื้องต้นของกลุ่มคนที่เสี่ยง ป่วยการเมือง
ทุกคนที่อยู่ท่ามกลางปัญหาการเมือง มีความเสี่ยงที่จะเกิดสภาวะเครียดทางการเมืองเพราะเกิดความกังวลล่วงหน้า (Anticipatory Anxiety) โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุด 5 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มนักการเมือง
- กลุ่มสนับสนุนขั้วการเมือง
- กลุ่มผู้ติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมือง
- กลุ่มผู้สนใจข่าวการเมือง และ
- กลุ่มผู้มีปัญหาสุขภาพจิต
เราจะทราบได้อย่างไรว่ามีความเครียดด้านนี้มากเกินไป?
อาการเครียดจากการเมือง จะแสดงออกเป็นกลุ่มอาการหลัก 3 อย่างซึ่งสามารถพบอาการเหล่านี้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเด็กจะพบอาการทางกายมากกว่า ได้แก่อาการทางกาย เช่น ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ชาตามร่างกาย หายใจไม่อิ่ม
อาการทางใจ เช่น วิตกกังวลง่าย หงุดหงิด ซึมเศร้า สมาธิไม่ดี
อาการทางพฤติกรรมและสัมพันธภาพ เช่น มีการโต้เถียงอย่างรุนแรงในเรื่องการเมือง มีความต้องการเอาชนะทางความคิดในเรื่องการเมือง ทำให้เกิดปัญหาทางความสัม พันธ์กับผู้อื่น