โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปัญหา "สลาฟ" ในคาบสมุทรบอลข่านที่รัสเซียหนุน สาเหตุหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 1

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ธ.ค. 2565 เวลา 06.49 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2565 เวลา 17.13 น.
ภาพถ่ายของ อาร์ชดยุก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ ขณะเสด็จออกจากหอประชุม ไม่นานก่อนที่พระองค์พร้อมพระชายาจะถูกลอบปลงพระชนม์ในกรุงซาราเยโว เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 อันเป็นเหตุนำไปสู่การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 (AFP PHOTO)

นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2560 ไกรฤกษ์ นานา เขียนบทความเรื่อง “100 ปีที่ไร้ซาร์ ตอนที่ 1 ‘ภาพที่หายไป’ ของซาร์นิโคลัสที่ 2” ซึ่งตอนหนึ่งในบทความนี้ กล่าวถึงปัญหาชาตินิยมของพวกสลาฟในคาบสมุทรบอลข่านซึ่งมีรัสเซียสนับสนุนและให้ท้าย จนเป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างซาร์นิโคลาสที่ 2 กับพระประยูรญาติ และนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ไว้ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการ)

การยึดติดกับความเชื่อที่ว่ารัสเซียเป็นผู้ปกป้องชาวสลาฟเพราะชาวรัสเซียก็เป็นชาวสลาฟเหมือนกัน มีชาติกำเนิดเดียวกัน กลายเป็นความขัดแย้งกับนโยบายต่างประเทศของรัสเซียเอง ที่ต้องการสร้างสันติภาพและภราดรภาพในหมู่ประเทศมหาอำนาจด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเผ่าพันธุ์เยอรมัน ซึ่งครอบครัวปัจจุบันของซาร์นิโคลาสที่ 2 ก็ผูกพันอยู่ด้วยอย่างสนิทสนมกับพระประยูรญาติฝ่ายพระมเหสี ซึ่งล้วนแต่เป็นชาวเยอรมัน [6]

ชาวโครแอต (Croat) และชาวเซิร์บ (Serb) ซึ่งเป็นชนชาติสลาฟเข้ารับราชการในกองทัพและสวามิภักดิ์ต่อจักรวรรดิออสเตรียได้ แต่การเข้ามามีบทบาทของรัสเซียในหมู่ชนชาติสลาฟก็นับเป็นภัยต่อความมั่นคงของออสเตรีย เพราะก่อให้เกิดกระแสชาตินิยมและความเคลื่อนไหวในชนชาติสลาฟเพื่อจัดตั้งประเทศอิสระและปกครองตนเอง

นับแต่ทศวรรษ 1830 เป็นต้นมา รัสเซียได้เข้าไปมีอิทธิพลเหนือดินแดนบนคาบสมุทรบอลข่าน (ซึ่งปกครองโดยจักรวรรดิออตโตมันหรือตุรกีในยุคนั้น – ไกรฤกษ์ นานา) มากยิ่งขึ้น และได้ทำตัวเป็นผู้พิทักษ์จักรวรรดิออตโตมันซึ่งปกครองดินแดนของชาวสลาฟมากมาย มีอาทิ พวกรัสเซียน พวกยูเครเนียน พวกเบลารูเซียน 3 กลุ่ม คือ ชาวสลาฟตะวันออกอาศัยอยู่ในประเทศรัสเซีย ยูเครน และเบลารุส

ส่วนชาวสลาฟตะวันตก ได้แก่ พวกโปลส์ พวกเช็กพวกสโลวัก และพวกเวนส์ ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศโปแลนด์ เช็กและสโลวาเกีย กลุ่มสุดท้ายคือชาวสลาฟใต้ ได้แก่ พวกเซิร์บ พวกโครแอต พวกสโลวีน และพวกบัลแกเรียน ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศเซอร์เบีย โครเอเชีย สโลวีเนีย และบัลแกเรีย

ชาวสลาฟจึงเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรบอลข่านและจากการที่รัสเซียมีอุดมการณ์รวมกลุ่มสลาฟ (Pan-Slavism) ยิ่งเป็นเชื้อไฟให้ชาวสลาฟทั่วไปซึ่งผูกพันอยู่กับรัสเซียทางเชื้อชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หันมาซุกปีกพญาอินทรี 2 หัว (คือรัสเซีย) ตลอดมา รัสเซียเองก็ทำหน้าที่ผู้คุ้มครองพี่น้องชาวสลาฟได้ดีเยี่ยม จนบางครั้งก็มากเกินไป

ชาวสลาฟทั่วบอลข่านจึงได้ใจ และลุกฮือขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิ์การรวมชาติของตนเองอยู่เนืองๆ สร้างความปั่นป่วนให้ต้นสังกัดอย่างออสเตรีย ตุรกี และ กรีก อันจะกลายเป็นสาเหตุหลักของการประกาศสงครามของรัสเซียต่อเผ่าพันธุ์เยอรมัน (คือเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี)

ชาวสลาฟจึงเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรบอลข่าน และการที่รัสเซียมีอุดมการณ์รวมกลุ่มสลาฟ (Pan-Slavism) ยิ่งเป็นเชื้อไฟให้ชาวสลาฟทั่วไปซึ่งผูกพันอยู่กับรัสเซียทางเชื้อชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ชาวสลาฟทั่วบอลข่านจึงได้ใจ และลุกฮือขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิ์การรวมชาติของตนเองอยู่เนืองๆ สร้างความปั่นป่วนให้ต้นสังกัดอย่างออสเตรีย ตุรกี และกรีก อันจะกลายเป็นสาเหตุหลักของการประกาศสงครามของรัสเซียต่อเผ่าพันธุ์เยอรมัน (คือเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี)

การยึดติดกับอำนาจและชาติกำเนิดของซาร์สร้างความสับสนให้สังคมทั่วไปทั้งภายในและภายนอกประเทศ เป็นจุดอ่อนของราชสำนักโรมานอฟและเป็นสาเหตุหลักของการฉวยโอกาสโค่นล้มราชบัลลังก์ของมือที่สาม [1]…

ช่วงเวลาที่ประชาชนยังลังเลและสับสนนี้เองนักปลุกระดมชื่อ วลาดีมีร์ เลนิน ผู้นำกลุ่มลัทธิมาร์กซ์พลัดถิ่นได้เสนอแนวความคิดในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งแยกตัวออกมาจากพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตย เรียกชื่อใหม่ว่าพรรคบอลเชวิก (Bolsheviks) เพื่อยกฐานะชนชั้นกรรมาชีพในรัสเซีย เลนินมีนโยบายประชานิยมที่ยกระดับความเป็นอยู่ของกรรมกรและผู้ยากไร้ให้ดีขึ้น ในขณะที่ภาพลักษณ์ของซาร์ค่อยๆ เลือนหายไปจากความนึกคิดของประชาชน

บอลเชวิกเป็นกลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองรุนแรง มีจุดมุ่งหมายที่จะล้มล้างการปกครองระบอบซาร์ในรัสเซียและสถาปนาระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ขึ้นแทน เลนินรับเอาทฤษฎีการเมืองของ คาร์ล มาร์กซ์ ที่เขียนไว้ในแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์มาใช้โดยเฉพาะทฤษฎีที่ว่าด้วยสงครามระหว่างชนชั้น อันเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ

นอกจากนี้ เลนินยังเชื่อในความคิดที่ว่าการปฏิวัติของชนชั้นโดยการเปลี่ยนชนชั้นปกครองจะแก้ปัญหาเรื้อรังของสังคมได้ [7]

ในระยะเดียวกันนี้ปัจจัยจากภายนอกประเทศโดยเฉพาะปัญหาชาตินิยมของพวกสลาฟในคาบสมุทรบอลข่านซึ่งมีรัสเซียสนับสนุนและให้ท้าย กดดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะรัสเซียกับออสเตรีย-ฮังการีและเยอรมนีซึ่งสนับสนุนออสเตรีย-ฮังการีตึงเครียดขึ้นใน ค.ศ. 1913-14

ความขัดแย้งดังกล่าวจะฉุดดึงให้เยอรมนี ซึ่งเป็นพระประยูรญาติทางฝ่ายพระมเหสีของซาร์ (ไกเซอร์วิล เฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี เป็นพระเชษฐาของซารีนา อเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา- ผู้เขียน) จึงเป็น “พี่เมีย” ของซาร์ และยังเป็น “ลูกพี่ลูกน้อง” กับซาร์ทางฝ่ายพระราชชนนีอีกด้วย (ทั้งไกเซอร์และซาร์มีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษ–ไกรฤกษ์ นานา) เป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่เด็ก เป็นหนุ่มด้วยกัน เติบโตมาด้วยกัน แต่ก็ต้องแตกคอกันเพราะปัญหาชาติกำเนิด ฝ่ายหนึ่งเป็นชาวเยอรมัน อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสลาฟ

สงครามที่จะเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1914 จึงเป็นสงครามระหว่าง “พี่กับน้อง” แต่จะบานปลายและกินวงกว้างกลายเป็น “สงครามโลก” เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีข้อผูกมัดทางการทหารและพวกพ้องก็เป็นศัตรูของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งที่เยอรมนีและรัสเซียก็มิได้มีเรื่องผิดใจกัน ดังมีหลักฐานว่าไกเซอร์เยอรมันทรงขอร้องให้ซาร์สั่งระงับการระดมพล เพื่อเจรจาสงบศึกในฐานญาติสนิทที่เคารพนับถือกันและต่างก็ไม่เคยมีความบาดหมางกันมาก่อนแต่ก็ไร้ผล

ชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1 ระเบิดขึ้นเมื่ออาร์ชดยุคฟรานซิส เฟอร์ดินานด์ (Archduke Francis Ferdinand) มกุฎราชกุมารแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และเจ้าหญิงโซฟี (Sophee) พระชายาถูกลอบปลงพระชนม์ขณะเสด็จประพาสกรุงซาราเยโว (Sarajevo) นครหลวงของบอสเนีย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1914

รัฐบาลออสเตรีย-ฮังการีซึ่งต้องการปราบปรามการเคลื่อนไหวของพวกสลาฟในเซอร์เบีย (Serbia) จึงยื่นคำขาด 10 ข้อ ให้รัฐบาลเซอร์เบียซึ่งถูกสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ให้ตอบรับภายในเวลา 48 ชั่วโมง แต่เซอร์เบียตอบรับได้เพียง 8 ข้อ และส่งคำขาดที่ไม่สามารถตอบรับได้ให้ศาลโลกที่กรุงเฮกพิจารณา ออสเตรีย-ฮังการีซึ่งไม่พอใจในคำตอบและการกระทำของเซอร์เบียจึงประกาศสงครามต่อเซอร์เบียเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 1914 [6]

ฐานะผู้พิทักษ์ชนเผ่าสลาฟก็ประกาศระดมพลเพื่อช่วยเหลือเซอร์เบีย การระดมพลดังกล่าวมีผลให้เยอรมนีต้องเข้าสู่สงครามเนื่องจากรัสเซียไม่ยอมหยุดระดมพลตามที่เยอรมนีต้องการ ทั้งฝรั่งเศสก็ปฏิเสธที่จะวางตนเป็นกลาง

เยอรมนีจึงประกาศสงครามต่อรัสเซียเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม และต่อฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม แล้วส่งกองทัพบุกเบลเยียมซึ่งได้รับการประกันความเป็นกลางและการไม่ละเมิดความเป็นกลางมาตั้งแต่ ค.ศ. 1839 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม เพื่อมุ่งเผด็จศึกฝรั่งเศสตามแผนชลีฟเฟิน (Schlieffen Plan) ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 6 สัปดาห์

อังกฤษได้ยื่นคำขาดให้เยอรมนีถอนทหารออกจากเบลเยียม แต่เมื่อเยอรมนีปฏิเสธ อังกฤษก็ประกาศสงครามต่อเยอรมนีทันทีเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 1914 สงครามระดับท้องถิ่นระหว่างออสเตรีย-ฮังการีกับเซอร์เบียซึ่งสนับสนุนโดยรัสเซียจึงขยายตัวเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 ในที่สุด

ทันทีที่เคานต์วิตต์ เสนาบดีผู้จงรักภักดีทราบเรื่องการตัดสินพระราชหฤทัยสนับสนุนเซอร์เบียในสงครามครั้งนี้ เคานต์วิตต์ซึ่งอยู่ในต่างประเทศเดินทางกลับรัสเซียทันที และได้ทูลต่อซาร์ให้ถอนตัวจากสงครามที่น่าอดสูใจ ซึ่งนับเป็นการเตือนสติซาร์เป็นครั้งสุดท้าย ท่านกล่าวว่า

“สงครามครั้งนี้คือความบ้าระห่ำ…รัสเซียจะสู้ไปเพื่ออะไร? เพื่อศักดิ์ศรีของเราในคาบสมุทรบอลข่านกระนั้นหรือ? หรือความชอบธรรมเพื่อช่วยชาวสลาฟร่วมเผ่าพันธุ์?

มันช่างโรแมนติคสิ้นดีไม่มีใครเฉลียวใจคิดสักนิดบ้างหรือว่าชาวบอลข่านเหล่านี้เป็นลูกผสมมานานแล้ว พวกเขาอาจมีสายเลือดเติร์กมากกว่าสลาฟด้วยซ้ำไป พวกเซิร์บที่ก่อเรื่องนี้ควรได้ชดใช้กรรมด้วยตนเอง พอทีสำหรับชาติกำเนิดอันเข้มข้น

หรือว่าพระองค์จะทรงคาดหวังผลประโยชน์จากสงคราม? คงได้แผ่นดินเพิ่มขึ้น (ถ้ารบชนะ) โอพระเจ้า! จักรวรรดิของพระองค์ยังไม่ใหญ่เกินพออีกหรือ? เรายังเหลือไซบีเรีย เตอร์กีสถาน และคอร์เคซัส ซึ่งยังไม่เคยถูกสำรวจเสียด้วยซ้ำไป!

และไม่ว่าฝ่ายใดชนะก็ตาม (เยอรมนีหรือรัสเซีย) มันล้วนแต่เป็นจุดจบของประเทศร่วมชะตากรรมทั้งนั้นแล้วก็คงมีการสถาปนารัฐใหม่ๆ ทั่วภาคพื้นสงครามทั่วยุโรป นั่นหมายถึงวาระสุดท้ายของจักรวรรดิซาร์ข้าพเจ้าไม่ขอกล่าวต่อไปในกรณีที่เราแพ้…” [6]

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เอกสารประกอบการค้นคว้า :

[1] ไกรฤกษ์ นานา, “จะเกิดอะไรขึ้นกับรัสเซีย ถ้าเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้? ” ใน ค้นหารัตนโกสินทร์ 2. สํานัก พิมพ์มติชน, 2553.

[2] _.“พงศาวดารสะเทือน! ‘แผนชิงตัวพระเจ้าซาร์’ ช่วยให้พระองค์รอดไปได้หรือ?” ใน สยามกู้อิสรภาพตนเอง. สํานักพิมพ์มติชน, 2550

[3] เพ็ญศรี ตุ๊ก. สารานุกรมประวัติศาสตร์สากลสมัยใหม่ : ยุโรป เล่ม 1อักษร A-B. ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, 2542.

[4] สุปราณี มุขวิชิต. ประวัติศาสตร์ยุโรป ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1851-ปัจจุบัน เล่ม 1. สํานักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2540

[5] Halliday, E. M. Russia in Revolution. Harper &Row, 1967.

[6] Massie, Robert K. Nicholas and Alexandra. Dell Publishing Co., Inc., 1967.

[7] Rappaport, Helen. Caught in The Revolution.Windmill Books, 2016.

[8] L’ILLUSTRATION, Paris, 14 Avril 1917.

[9] THE GRAPHIC, London, 14 April 1917

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 มิถุนายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...