โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

AUKUS, สนธิสัญญาที่ช่วยให้ออสเตรเลีย มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ส่งผลให้พื้นที่โซน อินโด-แปซิฟิก ร้อนขึ้นทันที !! นักวิชาการไทยเตือนรัฐต้องเป็นกลาง

ทันข่าว Today

เผยแพร่ 18 ก.ย 2564 เวลา 13.22 น. • ทันข่าว Today

Highlight:

1.AUKUS, สนธิสัญญาความร่วมมือระหว่าง ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร  และสหรัฐฯ  ด้านการทหาร  และเทคโนโลยี2.ออสเตรเลียจะมีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ครั้งแรก ภายใต้สนธิสัญญา AUKUS 3.นักวิชาการวิเคราะห์ว่าเป็นการคานอำนาจจีน ซึ่งมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
4.ประเทศอาเซียนห่วงกระทบสันติภาพภาคพื้นแปซิฟิกจากการสะสมอาวุธทำลายล้างสูง

AUKUS คืออะไร?  ทำไมทำอุณหภูมิการเมืองระหว่างประเทศโซนอินโด-แปซิฟิกร้อนขึ้นในช่วงนี้ และจะสะเทือนถึงอาเซียนหรือไม่?..มาติดตามกัน
สืบเนื่องจากการที่ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ  ประกาศความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเมื่อเร็วๆนี้ ดังนั้น AUKUS จึงน่าจะมาจากคำย่อของ (Australia, United Kingdom, United Stete of America) นั่นเอง
โดยความร่วมมือดังกล่าวจะเอื้อให้ทั้ง 3 ประเทศแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ครอบคลุมด้านปัญญาประดิษฐ์, ไซเบอร์ และเทคโนโลยีควอนตัม ตลอดจนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก
 
ออสเตรเลียจะเป็นประเทศที่ 7 ของโลกนอกเหนือจากสหรัฐ, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, จีน และอินเดีย ที่มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง
แถลงการณ์ร่วมของสนธิสัญญาระบุว่า "นี่คือโอกาสครั้งประวัติศาสตร์สำหรับทั้ง 3 ชาติ และหุ้นส่วนและพันธมิตรที่มีความคิดตรงกัน ในการปกป้องคุณค่าร่วมกันและส่งเสริมความมั่นคงและความรุ่งเรืองในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก"
ข้อตกลงนี้ทำให้ออสเตรเลียต้องฉีกสัญญามูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) ที่ลงนามกับฝรั่งเศสในปี 2016 ให้สร้างเรือดำน้ำ 12 ลำ
ทั้งนี้ AUKUS จะมีผลบังคับใช้ในอีก 18 เดือนข้างหน้า โดยออสเตรเลียตั้งใจจะสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ถึง 8 ลำซึ่งจะได้รับความร่วมมือจากทั้งสหรัฐฯและสหราชอาณาจักร แต่ยืนยันว่าจะไม่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในเรือดำน้ำ
ที่มาของความร่วมมือ
ขีดความสามารถทางการทหารและความแข็งกร้าวที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาของจีน ได้ทำให้มหาอำนาจที่เป็นคู่แข่งมีความกังวล
รัฐบาลจีนถูกกล่าวหาว่า ทำให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มขึ้นบริเวณดินแดนที่เป็นข้อพิพาทต่าง ๆ ในพื้นที่ทะเลจีนใต้
นอกจากนี้จีนยังได้ลงทุนมหาศาลในกองเรือลาดตระเวนชายฝั่ง (Coast Guard) ในช่วงไม่กี่ปีนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์บอกว่า ในทางพฤตินัยมันคือกองเรือทหารของจีน
ชาติตะวันตกหลายชาติกังวลต่อการลงทุนของจีนตามเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก และการคว่ำบาตรทางการค้าที่จีนกระทำต่อหลายประเทศ อย่าง ออสเตรเลีย
สหรัฐฯ และออสเตรเลีย เรียกการทำเช่นนี้ว่า "การข่มขู่ทางเศรษฐกิจ"
ขณะที่นิวซีแลนด์ ระบุว่า จะห้ามเรือดำน้ำของออสเตรเลียไม่ให้เข้ามาในน่านน้ำของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับเรือดำน้ำขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์
นายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น กล่าวว่า นิวซีแลนด์ไม่ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมในข้อตกลงนี้
ทำไมต้องเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์
เรือดำน้ำเหล่านี้เร็วกว่าและตรวจจับได้ยากกว่าเรือดำน้ำที่ใช้พลังงานแบบดั้งเดิม พวกมันสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานหลายเดือน เดินทางได้ไกลกว่าและบรรทุกน้ำหนักได้มากกว่า
นักวิเคราะห์ระบุว่า การมีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ประจำการอยู่ในออสเตรเลียมีความสำคัญต่ออิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ ถือเป็นการแบ่งปันเทคโนโลยีเรือดำน้ำของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีนี้กับสหราชอาณาจักรเท่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า 3 ประเทศ มหาอำนาจผนึกกำลังต้านจีน
แม้ว่าผู้นำทั้ง 3 ชาติ ไม่ได้เอ่ยถึงจีนโดยตรง แต่ระบุว่า ความมั่นคงในภูมิภาคมีความท้าทาย "เพิ่มขึ้นอย่างมาก"
ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่านี่เป็นการคานอำนาจจีน ในการแผ่อิทธิพลเหนือคาบสมุทรแปซิฟิกในเวลานี้ สำนักข่าวบีบีซีระบุ
อินโดนีเซียกังวลต่อสถานการณ์ ย้ำออสเตรเลียต้องรักษาสันติภาพ
กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความร่วมมือดังกล่าวนี้ เพราะอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์  พร้อมเรียกร้องให้ออสเตรเลียรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ตลอดจนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ
กองทัพเรืออินโดนีเซียเปิดเผยด้วยว่า ได้เพิ่มเรือลาดตระเวนรอบหมู่เกาะนาทูนาในสัปดาห์นี้หลังพบเรือของจีนและสหรัฐในน่านน้ำของประเทศ
จีนตอบโต้ สนธิสัญญา AUKUS จะสร้างความไม่สงบในภูมิภาค
หลังข่าวความร่วมมือแพร่ออกไป โฆษกสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันแถลงว่าชาติต่าง ๆ "ไม่ควรสร้างกลุ่มเฉพาะตัว"
และต่อมา จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ก็ออกมาประณามความร่วมมือนี้ว่า "ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง" และ "ใจแคบ" 
ซึ่งพันธมิตรใหม่ชุดนี้ สร้างความสุ่มเสี่ยงที่จะ "สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความสงบสุขในภูมิภาค" และ "เพิ่มความเข้มข้นของการแข่งขันสะสมอาวุธ
มุมมองนักวิชาการของไทย ขอรัฐบาลอย่าเลือกข้าง !!
ศ.ดร. สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าความร่วมมือนี้สะท้อนความพยายามของมหาอำนาจตะวันตกที่กำลังเปิดฉากช่วงชิงเอเชีย และเตือนผู้นำรัฐบาลไทยอย่าเลือกข้าง เพราะ "ไม่มีผู้นำรัฐมหาอำนาจไหน เป็นนักบุญให้เรา"
ศ. ดร. สุรชาติ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า AUKUS อาจเป็นผลพวงด้านหนึ่งจากการแตกของอัฟกานิสถาน เพราะก่อนที่กรุงคาบูลแตก ภาพที่ผู้คนตื่นตกใจหรือตื่นเต้นคือภาพที่ผู้นำตาลีบันเข้าพบรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าเมื่อไรที่สหรัฐฯ ถอนกำลังออก จีนจะมาสวมบทบาทแทน
"เอเชียจะกลายเป็นพื้นที่หลักของการขับเคลื่อนและแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจนับจากนี้ และความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนด้วย โจทย์ที่ชัดเจนในเวทีโลกคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งอาจมีความผันผวนไปบ้างในช่วงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ (2016-2020) โดยย้ายไปปะทุที่การทำสงครามทางการการค้า (Trade War) แทนการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์” ศ.ดร.สุรชาติวิเคราะห์
ความร่วมมือของกลุ่ม AUKUS  ในเรื่องเรือดำน้ำ จะส่งผลต่อนโยบายจัดซื้อเรือดำน้ำของจีนที่รัฐบาลไทยดำเนินการอยู่หรือไม่นั้น ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า เขาเคยประกาศจุดยืนคัดค้านการจัดซื้อเรือดำน้ำของไทยมาตลอด ตั้งแต่ปี 2538 ที่กองทัพเรือ (ทร.) มีแผนจัดซื้อเรือดำน้ำจากสวีเดน ก่อนต้องพับไปในขณะนั้น เขาเห็นว่า เรือดำน้ำไม่ใช่ความจำเป็นสำหรับราชนาวีไทย ไม่ได้ตอบโจทย์เงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ของรัฐไทย เพราะรัฐไทยไม่ได้มีปัญหาความขัดแย้งในทะเลหลวงซึ่งเป็นทะเลชั้นนอก แต่เราอาจมีความจำเป็นต้องมีเรือรบซึ่งเป็นเรือบนผิวน้ำ เพื่อแก้ปัญหาการค้าค้ามนุษย์ โจรสลัดในภูมิภาค
"เราไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้วอชิงตัน พอ ๆ กับที่เราไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ปักกิ่ง… ไม่มีผู้นำรัฐมหาอำนาจไหน เป็นนักบุญให้เรา แต่ถ้าเราเชื่อแบบนั้น เราจะมีอาการเหมือนจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในสงครามโลกครั้งที่สอง เชื่อว่าสุดท้ายฉันเกาะขบวนรถไฟญี่ปุ่นดีกว่า ถ้าญี่ปุ่นชนะ ไทยจะยิ่งใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ศ.ดร.สุรชาติกล่าว
โดยสรุปโลกยุคไร้พรมแดนดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นในเรื่องของการค้าและการลงทุนเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้านภูมิรัฐศาสตร์นั้นมหาอำนาจของโลกในฝั่งทุนนิยม และสังคมนิยมยังคงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน กลิ่นอายของสงครามและการสู้รบไม่เคยหมดไป การดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสมดุลย์และลงตัว เป็นวาระที่สำคัญในทุกยุคทุกสมัย เพื่อนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากการเข้าสู่ภาวะสงครามและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้  เรื่องสนธิสัญญา AUKUS จึงไม่ใช่เริ่องไกลตัวเกินไปนัก เพราะไทยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทั้งจีนและสหรัฐฯนั่นเอง
ที่มา : BBC, ไทยรัฐ 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...