โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ : สำเนียง เหน่อ สมัยอยุธยา มาจากลาวล้านนา-ล้านช้าง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 20 ก.ย 2564 เวลา 02.43 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2564 เวลา 02.13 น.
หญิงชายชาวบ้านสมัยอยุธยายังมีเค้าประเพณีลาวลุ่มน้ำโขง (จิตรกรรมฝาผนังวัดเขียน อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง จากหนังสือวัดเขียน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2542)

สำเนียง เหน่อ สมัยอยุธยา มาจากลาวล้านนา-ล้านช้าง โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ 

เหน่อ คือ สำเนียงลาวของคนโบราณลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเคยเป็นสำเนียงหลวงสมัยอยุธยา แต่ รมต. ว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ (อว.) ไม่ยอมรับและไม่ประทับใจว่าคนสมัยอยุธยาพูดจาสำเนียง เหน่อ ทั้งนี้เป็นรายงานจากผู้สื่อข่าวที่ไปร่วมกิจกรรม อว. พาเที่ยว แล้วมีเสวนาที่วัดย่านอ่างทอง (อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา) เมื่อสิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ดังนั้นจะขอเล่าความเป็นมาพร้อมหลักฐานเรื่องสำเนียง เหน่อ สมัยอยุธยา โดยสรุปอย่างง่ายๆ ดังนี้

1.ภาษาไทยสมัยอยุธยามีต้นตอรากเหง้าจากภาษาไท-ไต (หรือไท-กะได) ใน โซเมีย ทางตอนใต้ของจีน บริเวณพรมแดนจีน-เวียดนาม หลักแหล่งของจ้วง-ผู้ไท แล้วแผ่ตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในถึงลุ่มน้ำโขง จากนั้นลงลุ่มน้ำเจ้าพระยาราว 2,000 ปีมาแล้ว หรือตั้งแต่เรือน พ.ศ.500

2.ภาษาไท-ไตลุ่มน้ำโขงถูกเรียกว่าภาษาลาว มี 2 กลุ่ม ได้แก่ ลาวล้านช้าง-เวียงจันท์ กับลาวล้านนา-โยนก ภาษาลาวทั้ง 2 กลุ่มแผ่ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วผสมกลมกลืนกับตระกูลภาษามอญ-เขมรที่มีอยู่ก่อนนานแล้ว

3.คนสมัยอยุธยาพูดภาษาไทยสำเนียงลาวลุ่มน้ำโขงปนกับสำเนียงมอญ-เขมร พบหลักฐานและร่องรอยหลายอย่างดังนี้
(1.)เจรจาโขนสำเนียงลาวลุ่มน้ำโขง สมัยอยุธยาเจ้านายตรัสภาษาไทยสำเนียงลาวลุ่มน้ำโขง (ปนมอญ-เขมร) ดังนั้นเจรจาโขนต้องทำด้วยสำเนียงหลวงของราชสำนัก แล้วสืบเนื่องตกทอดถึงปัจจุบันเพราะเป็นจารีตศักดิ์สิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงมิได้ ถ้าอยากฟังเค้าเก่าแก่แท้จริงต้องฟังสำเนียงพากย์และเจรจาของหนังใหญ่วัดขนอน (อ.โพธาราม จ.ราชบุรี) ส่วนเจรจาโขนแบบกรมศิลปากรทุกวันนี้ถูกปรุงแต่งจริตพิสดารด้วยคีตศิลป์สมัยกรุงเทพฯ

(2.) การละเล่น ขับซอ ตามประเพณีล้านช้างกับล้านนา พบในราชสำนักอยุธยา (อยู่ในอนิรุทธคำฉันท์) แล้วยังพบในวิถีชีวิตประจำวันของสามัญชน (อยู่ในบันทึกของลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส) ประเพณี ขับซอ ในอยุธยาต่อไปข้างหน้าจะมีพัฒนาการเป็น ขับเสภา สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

(3.)อักขรวิธีตามสำเนียงลาวลุ่มน้ำโขง พบในสมุดข่อยบทละครนอกมี 19 เรื่อง เก็บไว้ในหอสมุดแห่งชาติ ล้วนลงวรรณยุกต์ตามหูที่ได้ยินสำเนียงพูดในชีวิตประจำวันเป็นแบบลาวลุ่มน้ำโขง ดังนั้นวรรณยุกต์ในสมุดข่อยสมัยอยุธยาไม่ตรงกับสำเนียงพูดคนบางกอกสมัยปัจจุบัน (หนังสือขุนช้างขุนแผนฉบับพิมพ์สมัยปัจจุบันยังหลงหูหลงตาสะกดคำว่า สวมกอด ระหว่างหญิงชายคนรักด้วยสำเนียงดั้งเดิมว่า ส้วมกอด)

4.สำเนียงพูดแบบสมัยอยุธยา สืบทอดทั่วไปในท้องถิ่นปัจจุบัน โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นนอกตัวเมือง แต่มีส่วนหนึ่งพูดสำเนียงมาตรฐานแบบกรุงเทพฯ ด้วยอำนาจระบบโรงเรียนและสื่อหลากหลาย (วิทยุ, โทรทัศน์, โทรศัพท์, โซเชียล ฯลฯ) ท้องถิ่นที่ยังมีสำเนียงพูดแบบสมัยอยุธยาพบตามแหล่งต่างๆ ดังนี้

(1.) กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ลุ่มน้ำน้อย ชาวบ้านทั่วไปพูดสำเนียงดั้งเดิม บางทีเรียกยานคาง, เหน่อ ฯลฯ

(2.) กลุ่มลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง-เพชรบุรี พูดสำเนียงดั้งเดิมบางทีเรียก เหน่อสุพรรณ, เหน่อเมืองเพชร กรณี เหน่อสุพรรณ มี 2 พวก ได้แก่ เหน่อดั้งเดิม หลายร้อยหลายพันปีมาแล้วอยู่ตามหมู่บ้านไกลๆ ตามท้องไร่ท้องนา และเหน่อรุ่นใหม่ ตั้งแต่สมัย ร.3 เข้ามาตั้งหลักแหล่งเพิ่มเติมถูกกวาดต้อนมาจากหลวงพระบาง, เวียงจันท์, เมืองพวน เป็นต้น

(3.) กลุ่มโคราช, ระยอง, จันทรบุรี, ตราด เป็นสำเนียงหลวงสมัยอยุธยาที่แผ่ไปในหัวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะโคราชหรือเมืองนครราชสีมาเป็นศูนย์กลางหลักของลุ่มน้ำมูลซึ่งใกล้ชิดราชสำนักอยุธยา จึงมีวัฒนธรรมอย่างเดียวกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ สำเนียงโคราชอย่างเดียวกับสำเนียงหลวงอยุธยา คือสำเนียงลาวปนมอญ-เขมร, เพลงโคราช ฉันทลักษณ์เดียวกับเพลงฉ่อย, เพลงปรบไก่ เป็นต้น จากนั้นสำเนียงอย่างนี้แผ่ไปถึงหัวเมืองชายทะเลตะวันออก โดยเฉพาะระยอง, จันทบุรี, ตราด

สำเนียงมาตรฐานปัจจุบัน
หลังกรุงแตก พ.ศ.2310 ราชธานีย้ายจากอยุธยาไปอยู่กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันคนไทยพูดสำเนียงบางกอกเป็นสำเนียงมาตรฐาน (หรือสำเนียงหลวง) ตั้งแต่สมัยหลังสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานีของกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ.2325

บางกอกเป็นชุมชนบ้านเมืองใหญ่ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น พบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีจำนวนมากกระจัดกระจายสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม (ปัจจุบันเรียกคลองบางกอกใหญ่-คลองบางกอกน้อย) หลักฐานสำคัญเป็นวรรณกรรมเรียกกำสรวลสมุทร (เดิมถูกครอบงำให้เรียกผิดๆ ว่ากำสรวลศรีปราชญ์) พรรณนาชุมชนบ้านเรือน, วัดวาอาราม, และตลาด จนถึงเรือกสวนผลหมากผลไม้ในบางกอก แต่เมื่อราว 500 ปีมาแล้ว หรือเมื่อเรือน พ.ศ.2000

ชาวบางกอกสมัยอยุธยาส่วนมากพูดสำเนียงบางกอก ซึ่งเป็นสำเนียงลาวลุ่มน้ำโขง (เหมือนอยุธยา) แต่ปนสำเนียงนานาชาติโดยเฉพาะสำเนียงจีน (แต่บอกไม่ได้ว่าจีนไหน? แต้จิ๋ว, กวางตุ้ง, ฮกเกี้ยน? เพราะชุมชนจีนมีกระจัดกระจายตามแม่น้ำลำคลอง โดยเฉพาะบริเวณพระบรมมหาราชวังกรุงเทพฯ แต่เดิมสมัยอยุธยาเป็นย่านคนจีน พบเอกสารเรียก บางจีน)

จึงชวนให้เชื่อว่าสำเนียงบางกอกไม่ต่างกันมากกับสำเนียงหลวงอยุธยา แต่ไม่ตรงทั้งหมดกับสำเนียงหลวงอยุธยา เพราะสมัยนั้นนับว่าอยู่ห่างไกลกันมาก (เส้นทางคมนาคมหลักคือแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งคดโค้งคดเคี้ยวมากกว่าปัจจุบัน) สำเนียงบางกอกถูกคนในอยุธยาราชธานีเหยียดเป็นสำเนียงบ้านนอก

เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก คนอยุธยาส่วนมากหนีไปอยู่ที่ต่างๆ และส่วนหนึ่งถูกกวาดต้อนเป็นเชลยไปพม่า นอกนั้นมีไม่มากโยกย้ายไปอยู่บางกอก จึงไม่มีผลให้คนบางกอกซึ่งเป็นคนดั้งเดิมพูดด้วยสำเนียงหลวงอยุธยาที่ไม่ใช่สำเนียงบางกอกมาแต่เดิม มีแต่สำเนียงบางกอกปน เจ๊ก มากขึ้น เพราะนับแต่กรุงเทพฯ เป็นราชธานีจะพบมาว่าคนจีนอพยพจากแต้จิ๋วเข้ามาตั้งหลักแหล่งมากขึ้นจนกลายเป็นประชากรสำคัญ นอกนั้นเป็นคนที่ถูกกวาดต้อนจากที่ต่างๆ เช่น จากเขมร, ลาว, มลายูปัตตานี เป็นต้น

สำเนียงมาตรฐานของกรุงเทพฯ คือสำเนียงบางกอกแต่เดิม เมื่อนานไปก็ยิ่งแตกต่างห่างจากสำเนียงหลวงอยุธยาที่มีต้นตอจากสำเนียงลาวลุ่มน้ำโขง ดังนั้นเมื่อ ผู้ดี บางกอกได้ยินสำเนียงลาวตกค้างอยู่ในท้องถิ่นห่างไกลจึงเรียกสำเนียงนั้นว่า เหน่อ หลักฐานสำคัญอยู่ในโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ (แผ่นดิน ร.3) เมื่อนั่งเรือถึงเมืองสุพรรณ พบมีลาวถูกกวาดต้อนมาอยู่สองฝั่งแม่น้ำท่าจีนพูดจากันด้วยเสียง เหน่อ ว่า ลาวอยู่รู้เสียงสนอง เหน่อช้า [หลังจากนั้นยังพบในกลอนนิราศปถวี ของหลวงจักรปาณี (ฤกษ) เมื่อพรรณนาถึงลาวลุ่มน้ำป่าสักที่เสาไห้]

นับแต่นั้นสำเนียงหลวงสมัยอยุธยาถูกเรียก สำเนียงเหน่อ เพราะคำว่าเหน่อ หมายถึงเสียงพูดที่เพี้ยน หรือไม่ตรงตามสำเนียงที่ถูกถือเป็นมาตรฐาน ขณะเดียวกันได้รู้จาก ผู้ดี กรุงรัตนโกสินทร์ว่า สำเนียงเหน่อแท้จริงคือสำเนียงลาว ทั้งหมดสอดคล้องเข้ากันได้กับหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา

ปัญหาอยู่ที่ครูบาอาจารย์ในระดับประถม, มัธยม, และอุดมศึกษาของไทยทำใจรับไม่ได้ เพราะเคยเหยียดและด่าลาวไว้มาก ทุกวันนี้ยังไม่เลิก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...