ป๋าเต็ด ลั่น! ถ้าไม่ใช่วัยรุ่น จะไม่เข้าใจ What The Fest
เปิดห้องพูดคุยกับเจ้าพ่อแห่งวงการ Music Festival ของเมืองไทย “ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม” ผู้อยู่เบื้องหลังงานเทศกาลดนตรีโดนใจวัยรุ่นมานักต่อนัก รวมถึงเทศกาลดนตรีสุดสนุกกลางเมืองที่กำลังจะมี งานที่รวมทุกอย่างจนต้องอุทานตามชื่องานว่า “What the Fest!”
อยากรู้ว่า “ป๋าเต็ด” หาแรงบันดาลใจในการทำคอนเสิร์ตแต่ละครั้งมาจากไหน
พูดยากเหมือนกันเรื่องนี้ โชคดีที่บังเอิญเป็นคนที่ชอบอ่านเยอะ ดูเยอะ ฟังเยอะ ทุกอย่างที่มันอยู่รอบๆ ตัวเรามันเลยพร้อมเป็นแรงบันดาลใจให้เราเสมอ บางครั้งก็เกิดจากการอ่านข่าวหรือบทความแล้วมันไปจุดประกายบางอย่างของเราขึ้นมา ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องมาจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานที่เราทำอยู่ก็ได้
ถ้ามาจากสิ่งที่ไม่เกี่ยวของกับงานที่เราทำอยู่มันยิ่งดี เช่น ถ้าทำคอนเสิร์ตที่ได้แรงบันดาลใจจากคอนเสิร์ตอีกคอนเสิร์ตหนึ่ง มันอาจจะทำให้เราทำออกมาแล้วเหมือนกับสิ่งที่เขาเคยทำไปแล้ว เราเลยจำเป็นต้องสะสมแรงบันดาลใจจากอะไรก็ได้รอบๆ ตัว เพื่อให้เราสามารถประยุกต์ของจากอีกวงการหนึ่งมาใช้กับอีกวงการหนึ่ง เราแค่ต้องเป็นคนที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ค่อนข้างง่าย ต้องทำให้ตัวเองเป็นคน “ภูมิคุ้มกันแรงบันดาลใจต่ำ” คือมีอะไรสะกิดนิดเดียวก็รู้สึกเกิดแรงบันดาลใจได้แล้ว
และด้วยความที่เราเป็นคนขี้ลืม พอมีอะไรมาสะกิดเราก็จะจดไว้ก่อน พี่ก็จะมีโน้ตที่มีไอเดียอะไรก็จดไว้ก่อน ยังไม่รู้จะเอาไปใช้อะไรก็เก็บๆ ไว้ วันไหนคิดอะไรไม่ออกก็ย้อนมาเปิดดู แต่ถ้ามีไอเดียอะไรที่มันใช้ได้กับงานเราเลยก็จะโทรหาผู้ช่วยหรือลูกน้อง คือรีบบอกไปเลยในสิ่งที่เราคิดให้เอาไปใช้ได้เลยทันที
เคยใช้เซนส์มาประกอบในการทำงานไหมว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะ “ปัง” หรือ “แป้ก”
ใช้ตลอด ผสมกับประสบการณ์และทฤษฎีที่เรามี ก็เคยเถียงกับลูกน้องด้วยว่าวงนี้ต้องได้เล่นงานนี้ว่ะ แต่ลูกน้องไม่เห็นด้วย แต่เซนส์เราบางอย่างมันบอกว่าวงนี้มีความพิเศษ ต้องไปอยู่ในงานนี้ ทั้งๆ ที่ถ้ามีมันจะพีคพอดีกับงานนั้นเลย หรือบางครั้งวิธีการโฆษณา โดยเฉพาะการตั้งชื่องานมันต้องใช้เซนส์ล้วนๆ เพราะไม่มีอะไรให้เกาะเลย แล้วต้องเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และไม่เสมอไปที่ใช้แล้วมันจะถูก ก็มีบางครั้งที่เซนส์เราผิดเหมือนกัน
ประสบการณ์มันทำให้เวลาเราเห็นอะไรแล้วจะเกิดภาพในหัวขึ้นมา แตกต่างกันไปตามประสบการณ์ที่แต่ละคนมี เช่น คนที่เป็นแม่ครัวมานานๆ เขาได้กลิ่นบางอย่างเขาก็จะรู้ว่าทำแกงนี้อยู่แน่เลย แต่บางคนที่ไม่มีประสบการณ์ก็อาจจะรู้สึกแค่ว่าเหม็นจังหรือแสบจมูกจัง อันนี้มันคือเซนส์ แปลว่ามันเจอสิ่งนั้นเยอะๆ บ่อยๆ ก็จะเข้าใจสิ่งให้เรามากขึ้น มันคือประสบการณ์บวกจินตนาการ กลายเป็นความคาดเดาว่าสิ่งนี่น่าจะเวิร์ค สิ่งนี้น่าจะฮิต
อะไรคือคีย์สำคัญของคอนเสิร์ตในแต่ละงาน ว่าทำยังไงถึงจะเอาผู้ชมอยู่
ความรู้ความเข้าใจในตัวผู้ชมเลย ซึ่งในปัจจุบันนี้มันก็ยากขึ้นด้วยพฤติกรรมคนที่มันเปลี่ยนไป อะไรหลายๆ อย่างทำให้มันเปลี่ยนไปเร็วกว่าเดิม คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่เรารู้ว่าเขาต้องการอะไรและไม่ต้องการอะไร คือตอบแบบนี้มันอาจจะกำปั้นทุบดิน แต่มันตอบแบบนี้จริงๆ นะ ต่อให้เราคิดงานดีแค่ไหน แต่ไม่มีคนดูมันก็จะไม่มีประโยช์นอะไรเลย เราต้องตามโลกให้ทัน ตามพฤติกรรมของผู้ชมให้ทัน ตอนนี้ข้อมูลที่สำคัญที่สุดที่คนจัดการอยากได้คือ เขาต้องการอะไร ชอบดูคอนเสิร์ตกลางแจ้งหรืออินดอร์ ดูคอนเสิร์ตราคาเท่าไหร่ อยากให้ในงานมีอะไรบ้าง ซึ่งบางทีเป็นเรื่องที่นึกเองไม่ได้
อย่างงานล่าสุดที่กำลังจะมี “What the Fest!” เรารู้เรื่องกลุ่มเป้าหมายของเราว่าชอบดูดวง แต่เวลาเอามาใส่ในงานอีเวนท์เนี่ย มันทำได้หลายแบบตั้งแต่ชอบดู ดวงยังไงวะ ชอบดูดวงกับหมอ? แล้วหมอต้องดังไหม? ถ้าเป็นหมอดูที่ไม่รู้จักจะชอบไหม? แล้วถ้ามีเวลาให้ไม่เยอะจะโอเคไหม? เสียตังค์เพิ่มโอเคหรือเปล่า หรือไม่มีหมอดูแล้วเสี่ยงเซียมซีได้ไหม ถ้าได้แล้วเขาจะต้องมาเสี่ยงเซียมซีในงานเราทำไม มันจะมีอะไรที่ทำให้พิเศษกว่าที่อื่น อะไรแบบนี้ คือเราคิดได้ทุกแบบแหละ คิดให้สนุกยังไงก็ได้ด้วย แต่ปัญหาสำคัญคือคนดูสนุกกับเราหรือเปล่า ฉะนั้นตรงนี้มันคือโจทย์ข้อแรกที่สำคัญที่สุด และใครที่เข้าใจคนดูมากกว่า หลายแง่มุมกว่า ละเอียดกว่า ก็จะชนะในเกมนี้
คิดว่าถึงวันหนึ่ง เราจะแก่เกินเข้าใจธรรมชาติคนที่มางานเราหรือเปล่า
แรกเลยคือคงจะเป็นเรื่องความชอบที่ต่างจากกลุ่มเป้าหมายที่เราเข้าใจไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องธรรมดาของประสบการณ์และวัยวุฒิที่ต่างกัน แต่ความรู้ความเข้าใจในความต้องการของคนกลุ่มไหนก็ตามมันเป็นเรื่องที่ศึกษาหาข้อมูลได้ ดังนั้นคนทำอาชีพนี้ไม่ว่ารสนิยมส่วนตัวของคุณจะเป็นยังไงก็ตาม แต่คุณต้องเข้าใจในรสนิยมของวัยที่ต่างจากคุณ ไม่ว่าคุณจะทำงานให้กับคนวัยไหนก็ตามที
เวลาเราดูหนังหรืองานบันเทิง ตัวคนที่เป็นโปรดิวเซอร์ก็อายุมากทั้งนั้น คือมันก็ไม่จำเป็นที่ทำหนังวัยรุ่นโปรดิวเซอร์ต้องอายุ 18 โดยการมาทำอาชีพนี้มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของคุณ ก็คงเป็นไปได้ที่เราจะรู้น้อยลงไปเรื่อยๆ ก็ต้องทำงานหนักขึ้น เรียนรู้มากขึ้น
เราต้องทำการบ้านหนักขนาดไหนในการทำงานเพื่อวัยรุ่น
สำหรับบางคนอาจจะมองว่าหนัก แต่ส่วนตัวชอบอ่าน ดูนู่นดูนี่ ไม่ว่าจะหนังหรือละครที่ฮิต ก็พยายามทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้มันฮิต เพื่อจะเข้าใจว่าอะไรทำให้ผู้คนชอบ และข้อมูลหลายอย่างก็หาอ่านได้จากโซเชี่ยล คือพฤติกรรมส่วนตัวมันทำให้ได้ข้อมูลมาเยอะอยู่แล้ว เลยไม่ได้รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนตัวเองอะไรมากมาย
ไป Music Festival มาเยอะขนาดไหนและชอบอันไหนมากที่สุด
เฉลี่ยปีละสองสามงานมีซ้ำบ้าง ไปงานใหม่บ้าง ที่ชอบที่สุดคงเป็น “Glastonbury” แหละครับ มันเป็นงานใหญ่ที่สุด เป็นแบบอย่างของการทำ Festival ได้ทุกรูปแบบ มันเหมือนช้างที่เราไปถึงแล้วเห็นตรงหางก็เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงานแบบหนึ่ง เห็นตรงงาก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกงาน หรือช้างทั้งตัวก็เกิดแรงบันดาลใจเช่นกัน ด้วยความที่มันใหญ่มันมีทุกอย่าง มันเลยทำให้ผมรู้สึกประทับใจมาก ทั้งๆ ที่ในเชิงของการบริหารจัดการไม่ได้ดีที่สุด แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด สิ่งสำคัญคือเขารวมทุกอย่างมาไว้ด้วยกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ในขณะที่ “Tomorrowland” สิ่งที่ชอบคือเรื่องการบริหารจัดการ เป็นงานที่มีการจัดการที่ดีมาก มากเสียจนเราทึ่งกับทีมงานว่าทำไมทำกันดีขนาดนี้ และเป็นโชคดีของเราที่ได้ไปเห็นเบื้องหลังการทำงานของเขา ได้คุยกับทีมงาน ได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมงานบางอย่าง ก็ยิ่งทึ่งไปอีกว่ามันเจ๋งมาก
ในขณะที่งาน “Summer Sonic” ที่ญี่ปุ่น เราก็จะทึ่งในแง่ของพฤติกรรมคนดู คือทุก Festival ในญี่ปุ่นแหละ เราก็จะรู้สึกว่าเป็นประเทศที่น่าอิจฉาที่เขามีประชาชนนิสัยดีมีระเบียบ มันเลยทำให้บางเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้เลยถ้าเอามาใช้ที่เมืองไทย เช่นระบบรักษาความปลอดภัยที่จริงๆ แล้วหละหลวมมาก แต่ด้วยความที่คนเขานิสัยดีเลยไม่ต้องเข้มงวด ถ้าเป็นบ้านเราคนคงกรูเข้ากันเละเทะ หรือการทิ้งขยะ เขาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างคนเก็บขยะมากมาย เพราะคนดูของเขาทุกคนรับผิดชอบขยะของตัวเอง ทิ้งขยะแยกประเภทได้อย่างดี
อีกงานที่ชอบคืองาน “Sónar” ที่บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน มันเป็นงานเล็กๆ ที่มีคาแร็คเตอร์เฉพาะตัวที่โดดเด่น จะเน้นดนตรี ความที่งานมันไม่ใหญ่ทำให้เราเดินไปอยู่หน้าเวทีทุกเวทีได้โดยไม่ต้องเบียดเสียดกับใครมากมาย ก็ทึ่งว่าเขาสามารถจัดการให้คนมันไม่เยอะเกินไป ในขณะที่ในเชิงธุรกิจก็อยู่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอิจฉา และก็ยังเรื่องเทคโนโนโลยีที่เขาบวกเข้าไปในงานของเขาอีก ทั้งงานดนตรี งานภาพ มันทำให้เวลาไปงานนี้แล้วมันได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ ตลอดเวลา
งั้นแล้วคาแรคเตอร์เฉพาะของ Music Festival ในบ้านเราที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์และต่างจากเมืองนอกคืออะไร
สิ่งหนึ่งที่คนไทยไม่รู้เลย แต่เวลาที่ผมเชิญเพื่อนๆ ในวงการจากต่างประเทศเข้ามาดูงาน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประเทศไทยมีตลาดเพลงที่เป็น Local Market ที่แข็งแรงมาก ปีที่แล้วคนมาดู“Big Mountain” 70,000 คน ทั้งๆ ที่ 99% เป็นศิลปินไทยทั้งหมด เขาก็รู้สึกว่า เห้ย! ศิลปินไทยอย่างเดียวดึงคนไทยมาดูได้ 70,000 คน คือเขาเชื่อว่าเขาทำแบบเดียวกันที่เกาหลีเขาทำไม่ได้ เขาต้องมีศิลปินต่างชาติมาเขาถึงจะดึงคนได้เยอะขนาดนี้
งานอย่าง “Summer Sonic”เอาจริงๆ คนน้อยกว่า “Big Mountain” นะ ทั้งๆ ที่เขาลงทุนมหาศาล ถ้าเป็นแค่ศิลปิน Local อย่างเดียวจะยากมากที่จะทำแบบนี้ เรามี “Local Market” ที่ค่อนข้างแข็งแรง ความที่เรามีภาษาเป็นกำแพงมันก็เป็นดาบสองคมคือเวลาที่งานของไทยออกไปต่างประเทศมันก็อาจจะลำบาก ในขณะเดียวกันถ้าพูดถึงตลาดแมสถ้าเราจะฟังเพลงต่างชาติให้เข้าใจก็ลำบากเหมือนกัน และคนไทยเราเองสนับสนุนวงของไทยเองอย่างค่อนข้างเหนียวแน่นมาก อันนี้พูดถึงภาพรวมเลยนะ อย่างวงการเพลงลูกทุ่งคนแน่นขนัด มีโชว์ทุกวัน นี่คือสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเรา คนไทยอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่นี่เป็นจุดที่แข็งแรงของเราที่คนมองไม่เห็น และเชื่อว่าถ้าเรามองเห็นมันจะสามารถพัฒนาให้เกิดอะไรดีๆ ขึ้นอีกมากมาย
Music Festival สไตล์ไหนที่ยังไม่ได้ทำ
อยากทำ Festival ที่ทุกคนอยู่ในงานหลายๆ วัน ทุกคนพร้อมนอนในงานหมดโดยไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการจราจรหน้างาน อยากทำ Music Festival ที่เล็กมากๆ ประมาณ 50-100 คน แต่ทุกคนมีความสนใจที่ตรงกันแล้วใช้ชีวิตร่วมกันสักสองสามวัน
อะไรทำให้ “What the Fest!” ที่กำลังจะมีขึ้น แตกต่างและพิเศษกว่างานอื่นๆ
อย่างแรกเลยคือการที่จัด “What the Fest!” ที่พารากอนและกลุ่มเป้าหมายที่เราวางไว้คือวัยรุ่นเลย เอ๊ะ..แล้ววัยรุ่นที่จะมางานที่พารากอนกับ Big Mountain แตกต่างกันยังไง เราเชื่อว่าพารากอนคือศูนย์กลางของการเดินทาง ตัวรอยัล พารากอน ฮอลล์ที่เราจัดงานเองก็ติดแอร์เย็นสบาย ไม่ต้องห่วงว่าดินฟ้าอากาศจะเป็นยังไง และย่านนั้นก็เป็นที่ที่เป็นศูนย์รวมวัยรุ่นอยู่แล้ว เป็นที่ที่เขาคุ้นเคย
คนที่จะมางานนี้บางส่วนอาจจะเป็นคนที่อยากไป Big Mountain แต่ไปไม่ได้ เช่น ผู้ปกครองอาจจะไม่อนุญาต หรือไปที่ต้องมีค่าเดินทาง ค่าที่พัก บางคนอาจจะรู้สึกว่าไม่สะดวกต้องเจอรถติด ต้องเข้าคิวเข้าห้องน้ำ กลางวันแดดก็ร้อน หรือจะแต่งตัวสวยๆ ใส่ส้นสูงแบบมาพารากอนก็ไม่ได้ เพราะต้องไปเดินบนพื้นหญ้าเดี๋ยวส้นปักดิน ในมุมของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่อนุญาตให้ไป พอเห็นว่างานมันจะที่พารากอนก็อนุญาตละ เขามานั่งรอยังได้เลย ไปช็อปปิ้งรอลูกก็ดูคอนเสิร์ตไปแล้วก็ค่อยกลับบ้านด้วยกัน
อีกเรื่องคือเขาสนใจอะไรบ้าง เราก็ทำ Research มาว่าสมัยนี้คนชอบไปคาเฟ่สวยๆ สั่งอะไรสวยๆ มาทาน ใช้เวลาถ่ายรูปไปสี่สิบนาทีกินสิบห้านาที เราก็รู้ว่ามันมีร้านแบบนี้เยอะและอยู่ตามที่ต่างๆ บางคนไปได้วันหนึ่งก็แค่ที่สองที่ แต่ถ้าเรารวมของแบบนั้นจากหลายๆ ที่มารวมกันในงานก็น่าสนุกดี เรายังรวมเรื่องที่เขาสนใจด้วย อย่างบิวตี้บล็อกเกอร์เราก็มีเชิญมา แทนที่จะได้ดูในเว็บอย่างเดียวก็มาเจอตัวจริงๆ เลย ได้ถามคำถามตัวต่อตัวเลยมันก็น่าจะใช่ เรารู้ว่าวัยรุ่นสนใจเรื่อง ดูดวง…งานนี้ก็มี วัยรุ่นสนใจเรื่องถ่ายรูป เราก็บอกเลยว่าถ้ามางานนี้จะได้เปลี่ยนรูปโปรไฟล์เฟสบุ๊คและอินสตาแกรมของคุณแน่ๆ เพราะเราเตรียมมุมถ่ายรูปที่ถ่ายยังไงก็สวยเอาไว้
ศิลปินที่มาขึ้นเวทีค่อนข้างที่จะแข็งแรงมาก ตั้งแต่ “บอดี้สแลม” ไปถึง“เป๊ก ผลิตโชค” บางคนก็อาจจะบอกว่ามันก็แค่วงที่เคยดูแล้ว แต่ถ้ามาดูอย่างใกล้ชิดก็จะเห็นได้ว่า โห มันแทบไม่มีวงเปิดเลย เพราะทุกวงแข็งแรงหมด ตอนที่นั่งเรียก Line Up กันเนี่ย คือวงแรกขึ้นตอนเที่ยง ปกติก็จะเป็นวงหน้าใหม่แต่ตอนนี้คือไม่มี ทุกวงเป็นวง Head Line Up หมด เหมือนงานนี้เป็น One Stop Shopping ของวัยรุ่น แต่ในขณะเดียวกันถ้ามีผู้ใหญ่เดินเข้าไปเห็นสิ่งที่เราเตรียมไว้ให้ ว่ามันอะไรวะเนี่ย มีถ่ายรูป ดูดวง บิวตี้บล็อกเกอร์ บอดี้แสลม นี่ลูกฉันมางานอะไรวะเนี่ยนี่คือสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้น มันเลยกลายเป็นคอนเซ็ปท์ที่ถ้าไม่ใช่วัยรุ่นจะไม่เข้าใจ เลยเป็นที่มาของงาน “What the Fest!” ครับ
น่าเสียดายสำหรับคนที่พลาด Early Bird ไป เพราะ What The Fest! นั้น Sold Out ภายในแค่ไม่กี่ชั่วโมง!