โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

HPV คือ อะไร? มีกี่ประเภท? การติดต่อของเชื้อ HPV เป็นอย่างไร?

HonestDocs

อัพเดต 09 ต.ค. 2562 เวลา 19.53 น. • เผยแพร่ 09 ต.ค. 2562 เวลา 19.53 น. • HonestDocs
HPV คืออะไร? เชื้อ HPV ในผู้ชาย อาการเป็นอย่างไร? โรค HPV ผู้หญิง อาการเป็นอย่างไร? รูปแบบการติดเชื้อเป็นแบบไหน? วิธีการรักษา และป้อง HPV มีอะไรบ้าง? อ่านได้ที่นี่

HPV คือ เชื้อไวรัสชื่อว่า Human papilloma virus อยู่ในตระกูล Papillomavirus ซึ่งมีมากกว่า 150 สายพันธุ์ย่อย เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อที่เยื่อบุผิวรวมทั้งก่อโรคบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนักทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย โดยปกติแล้วเชื้อนี้จะหายไปได้เองภายใน 1-2 ปีหลังจากติดเชื้อ แต่มีส่วนน้อยที่จะติดฝังแน่นอยู่ในร่างกายซึ่งก็คือ สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก ที่อาจอาศัยในร่างกายนานถึง 10-15 ปี โดยไม่แสดงอาการ

ประเภทของเชื้อ HPV

เชื้อ HPV จะสามารถอาศัยอยู่ในเซลล์เยื่อบุผิวหนังและในเยื่อมูกที่ปกคลุมหลายส่วนของร่างกาย เช่น

  • ภายในจมูก ปาก และลำคอ
  • ด้านในของเปลือกตา
  • ด้านในของผิวหนังและท่อปัสสาวะที่องคชาติ
  • ช่องคลอด ปากมดลูกและอวัยวะเพศภายนอก
  • ทวารหนัก

เชื้อ HPV ที่พบในปัจจุบันมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยประมาณ 75% ของจำนวนสายพันธุ์ที่พบ สามารถทำให้เกิดหูดที่ผิวหนัง เช่น บริเวณแขน หน้า หน้าอก มือ และเท้า (อ้างอิงจากสมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา) ทั้งยังพบว่า มีอีกประมาณ 40 สายพันธุ์ ที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศได้ 

เชื้อเอชพีวี 40 สายพันธุ์ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศได้ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 

  • กลุ่มที่มีความเสี่ยงน้อย (Low risk type) คือ ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 แต่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ได้
  • กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (High risk type) คือ ก่อให้เกิดมะเร็งได้ เช่น สายพันธุ์ 16 18 31 33 35 39 45 51 52 56  58 59 68 69 73 82  โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้มากถึง 70% ทั้งนี้มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในหญิงไทย รองจากมะเร็งเต้านม

คุณติดเชื้อ HPV ได้อย่างไร

เชื้อเอชพีวีสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสกับเชื้อโดยตรง ส่วนมากมักได้รับเชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปากก็ตาม ซึ่งผู้ชายมักจะเป็นพาหะนำเชื้อมาสู่ผู้หญิงโดยที่ไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คู่ของคุณนอกใจเพราะไม่มีใครไม่สามารถตอบได้ว่า ได้รับเชื้อมาเมื่อไร

นอกจากนั้นเชื้อ HPV ที่ก่อให้เกิดหูดที่ผิวหนังก็สามารถติดต่อด้วยการสัมผัสจากรอยโรคโดยตรง ทั้งยังสามารถแพร่เชื้อนี้ไปยังบุคคลอื่น หรืออวัยวะส่วนอื่นของตัวคุณเองด้วย โดยผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นหูดที่ผิวหนัง ประกอบด้วยเด็กและวัยรุ่น ผู้ที่ชอบกัดนิ้ว และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง 

อาการของการติดเชื้อ HPV อาจเกิดขึ้นหลายปีหลังจากติดเชื้อและสามารถแพร่เชื้อไปยังคนอื่นได้ในช่วงที่ไม่มีอาการจึงทำให้เชื้อนี้แพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่าย โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าตนเอง หรืออีกฝ่ายมีเชื้อเอชพีวีอยู่

ผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อ HPV 

  • ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV
  • มีคู่นอนหลายคน
  • มีคู่นอนที่มีคู่นอนหลายคน
  • มีอายุน้อยกว่า 25 ปี
  • เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 16 ปี
  • เป็นผู้ชายที่ไม่ได้ขลิบอวัยวะเพศ
  • เป็นผู้หญิงที่มีคู่นอนเป็นชายที่ไม่ได้ขลิบอวัยวะเพศ

สถิติการเกิดโรคติดเชื้อ HPV

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคกล่าวว่าเชื้อ HPV เป็นเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด โดยผู้ชายและผู้หญิงทุกคนที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์จะสามารถติดเชื้อได้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ดังนั้นการติดเชื้อ HPV มากกว่า 1 สายพันธุ์จึงเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป เช่น สถิติระหว่างปี ค.ศ. 2003-2006 ที่พบว่า ก่อนการเริ่มใช้วัคซีน HPV มีผู้หญิงสหรัฐประมาณ 21.6% ที่มีการติดเชื้อที่อวัยวะเพศมากกว่า 1 สายพันธุ์

ข้อมูลจากวารสาร Sexually Transmitted Diseases ยังระบุอีกว่า ค.ศ. 2008 มีการประมาณว่า ผู้หญิง 39.9 ล้านคน และผู้ชาย 39.2 ล้านคนในประเทศสหรัฐอเมริกามีการติดเชื้อ HPV ที่อวัยวะเพศ และในแต่ละปีมีผู้ชายและผู้หญิงอายุระหว่าง 15-59 ปี ที่ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 14 ล้านคนต่อปี

การวินิจฉัยโรคติดเชื้อ HPV

แพทย์สามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อ HPV ได้จากวิธีหลักๆ ดังต่อไปนี้

  • การตรวจ Papanicolaou smear หรือ แปบเสมียร์ (Pap smear) โดยการใช้แผ่นไม้บางๆ เล็กๆ รูปร่างคล้ายไม้พาย ป้ายบริเวณรูปากช่องคลอด ก่อนนำมาป้ายบนสไลด์แล้วนำไปย้อมสี จากนั้นจึงนำมาส่องดูลักษณะของเซลล์ หากมีการติดเชื้อจะพบว่า ลักษณะเซลล์มีความผิดปกติไปจากเดิม 
  • การตรวจด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Liquid-based solution การตรวจจะคล้ายคลึงกับการตรวจแปบสเมียร์ แต่จะเป็นการเก็บเซลล์ที่จะตรวจในน้ำยาเฉพาะ แทนการป้ายเซลล์บนแผ่นแก้ว (Slide) ซึ่งจะให้ความแม่นยำในการตรวจสูงกว่าการตรวจแปบสเมียร์ 
  • การตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อ ซึ่งสามารถบอกได้ถึงชนิดของเชื้อ HPV ว่า เป็นกลุ่มที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสูง หรือต่ำ

การรักษาโรคติดเชื้อ HPV

ภาวะติดเชื้อ HPV ไม่สามารถรักษาให้หายได้ อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อชนิดนี้มักหายไปได้เองเมื่อเวลาผ่านไป โดยหากตรวจพบเชื้อ แพทย์จะนัดมาติดตามอาการเพื่อดูว่า เชื้อยังคงอยู่หรือไม่ และมีสัญญาณที่แสดงว่า เชื้อทำให้เกิดเซลล์มะเร็งขึ้นหรือไม่ หากพบว่า มีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้น แพทย์จะได้ให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยการรักษาที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีเซลล์มะเร็งจากเชื้อไวรัส HPV ได้แก่ การทำเคมีบำบัด การฉายรังสี และการผ่าตัด ซึ่งอาจใช้หลายวิธีร่วมกันได้

ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคหูดหงอนไก่จากเชื้อชนิดนี้รักษาได้ด้วยการใช้ยา การจี้หูดด้วยไฟฟ้า หรือการจี้ด้วยความเย็น แต่การกำจัดหูดออกก็ไม่ได้ช่วยกำจัดไวรัสด้วยแต่อย่างใด และมีโอกาสที่จะเกิดหูดหงอนไก่ขึ้นอีกได้

การรักษาหูดที่ผิวหนัง

หูดมักสามารถหายไปได้เองโดยไม่ต้องรักษาโดยเฉพาะในเด็ก สำหรับหูดที่ไม่หายไปเอง คุณสามารถรักษาเองได้ที่บ้าน เช่น การใช้กรดซาลิไซลิก (salicylic) ที่ซื้อได้ตามร้านขายยา ซึ่งจะเป็นการแช่แข็งหูดและทำให้หูดแตกออกเป็นเนื้อเยื่อเล็กๆ นอกจากนี้อาจมีวิธีอื่นในการรักษาหูด เช่น

  • การจี้รอยโรคด้วยความเย็น (Cryotherapy) คือ การจี้รอยโรคด้วยความเย็น เพื่อกำจัดเซลล์ผิดปกติที่บริเวณปากมดลูก ก่อนที่เซลล์นั้นจะพัฒนาเป็นมะเร็ง
  • แคนทาไรดิน (Cantahridin) เป็นสารเคมีที่ทำให้เกิดตุ่มน้ำขึ้นบนหูด
  • การผ่าตัดโดยใช้ไฟฟ้า หรือ LEEP (Loop electrosurgical excision procedure) ซึ่งเป็นการใช้ไฟฟ้าเผาหูดร่วมกับการตัดหูดออกด้วยมีดแหลม หรือเครื่องมือลักษณะคล้ายช้อน 
  • การผ่าตัดออก (Excision)
  • การส่องกล้องปากมดลูกด้วยคอลโปสโคป (Colposcopy) เป็นการตรวจปากมูกลูกโดยการใช้กล้อง เพื่อให้เห็นรอยโรค หรือเซลล์ผิดปกติได้ชัดเจนมากขึ้น

หากการรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ยังไม่ได้ผล ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังของคุณอาจแนะนำวิธีการรักษาอื่นๆ เช่น การทำเลเซอร์ การลอกด้วยสารเคมี หรือการฉีดเบลโอไมซิน (Bleomycin) ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ล้มเหลวอาจเลือกการทำอิมมูโนเทอราปี (Immunotherapy) ซึ่งเป็นการฉีดโปรตีนชื่อ "อินเตอร์เฟอรอน (Interferon)" ที่จะเข้าไปต่อสู้กับไวรัสและช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

การรักษาหูดที่อวัยวะเพศ

หูดที่อวัยวะเพศมักเกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 สามารถเกิดขึ้นที่ผิวหนังของอวัยวะเพศ เช่นเดียวกับภายในทวารหนัก ช่องคลอด รูเปิดท่อปัสสาวะ หรือปากมดลูก การรักษาหูดที่อวัยวะเพศเองที่บ้านสามารถทำได้โดยการใช้

  • อิมิคิวโมด ครีม (Imiquimod cream) เป็นยาที่กระตุ้มภูมิคุ้มกันในสร้างอินเตอร์เฟอรอน (Interferon) และสารอื่นๆ ในระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น
  • โพโดฟิลอกซ์ โซลูชั่น (Podofilox solution) หรือ เจล จะช่วยหยุดการแบ่งตัวของเซลล์และทำให้เนื้อเยื่อในหูดตาย
  • Sinecatechins เป็นสารสกัดจากชาเขียว

วิธีการรักษาที่แพทย์สามารถเลือกใช้ได้ เช่น

  • โพโดฟิลลิน เรซิน (Podophyllin resin) เหมือนกับ podofilox จะช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์
  • ไตรคลอโรอะเซติกแอซิด  (Trichloroacetic acid) ซึ่งเป็นสารเคมีที่สามารถเผาเนื้อเยื่อของหูดได้
  • ไบโคลโรอะเซติกแอซิด (ฺBichloroacetic acid) ทำงานแบบเดียวกัน

นอกเหนือจากการใช้ยาเหล่านี้ แพทย์อาจใช้การรักษาวิธีอื่นได้ เช่น การจี้รอยโรคด้วยความเย็น การผ่าตัดหลายวิธี (การตัดออก การผ่าตัดด้วยไฟฟ้า หรือการทำเลเซอร์) สำหรับหูดที่อยู่ภายใน การรักษาอาจใช้การจี้รอยโรคด้วยความเย็น  หรือไนโตรเจนเหลว การผ่าตัด การใช้ไตรคลอโรอะเซติกแอซิด  (Trichloroacetic acid) หรือ ไบโคลโรอะเซติกแอซิด (ฺBichloroacetic acid)

การรักษาการเปลี่ยนแปลงระยะก่อนการเป็นมะเร็ง

ในผู้หญิงบางคนที่ติดเชื้อ HPV บางสายพันธุ์อาจทำให้เกิดการเจริญของเซลล์ระยะก่อนเป็นมะเร็งบริเวณผิวของปากมดลูกซึ่งสามารถทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ โรคมะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมดเกิดจากการติดเชื้อ HPV โดย 70% ของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 (อ้างอิงจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค)

การตัดเซลล์ผิดปกติที่ยังไม่เป็นมะเร็งออกก่อนจึงช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ การมีเซลล์ผิดปกติระดับรุนแรงสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดหลายวิธี เช่น

  • ไครโอเซอเจอรี่ (Cryosurgery)
  • การทำเลเซอร์
  • โคลด์ ไนฟ์ โคไนเซชั่น (Cold knife conization) หรือ โคลด์ ไนฟ์ โคน ไอออบซี (cold knife cone biopsy) ซึ่งเป็นการตัดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติด้วยมีด หรือเลเซอร์เป็นรูปโคน
  • การผ่าตัดด้วยไฟฟ้า

ในบางกรณีแพทย์อาจต้องตัดมดลูกออกบางส่วน หรือทั้งหมดด้วย แต่พบได้น้อย

การติดเชื้อ HPV สามารถรักษาหายได้หรือไม่

ไม่มียาฆ่าเชื้อ HPV โดยเฉพาะ แต่มีหลายอย่างที่สามารถทำได้เพื่อให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงและปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้น HPV ยังสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงรวมถึงสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ได้  ส่วนใหญ่แล้วร่างกายจะสามารถต่อสู้กับไวรัส HPV ได้ ก่อนที่มันจะทำอันตรายต่อร่างกายและก่อนที่คุณจะรู้ว่า ติดเชื้อ HPV แล้วด้วยซ้ำ สำหรับเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ ดังนั้นการตรวจแป้บ (Pap) เพื่อคัดกรองเซลล์ผิดปกติ และ / หรือการตรวจหาเชื้อ HPV เป็นประจำ คือ วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเป็นมะเร็งปากมดลูก

การป้องกันเชื้อ HPV

  • วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันคือ การไม่มีเพศสัมพันธ์ แต่หากต้องการมีเพศสัมพันธ์ ให้สวมถุงยางอนามัยป้องกันทุกครั้ง และยังเป็นการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย
  • ไม่เปลี่ยนคู่นอนหลายคนและลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ เช่น การมีเพศสัมพันธ์แบบวันไนท์สแตน การไม่ป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
  • ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV โดยควรฉีดวัคซีนชนิด 4 สายพันธ์ุ ที่สามารถป้องกันได้ทั้งโรคหูดหงอนไก่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งอื่นๆ จากการติดเชื้อนี้ ปัจจุบันผู้ชายสามารถฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ได้ ตั้งแต่อายุ 9-26 ปี ส่วนผู้หญิงฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-45 ปี
  • เข้ารับการตรวจภายในเป็นประจำเพื่อลดความเสี่ยงจากมะเร็งปากมดลูก เพราะแม้จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันแล้วก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งชนิดนี้ หรือมะเร็งอื่นๆ ได้

คำถามจากผู้ป่วยเกี่ยวกับเชื้อ HPV

ไวรัส HPV ในผู้ชายเป็นอันตรายมากไหมครับ?

คำตอบ: ไวรัส HPV เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อนี้จึงพบได้บ่อยในผู้ที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ โดยพบว่า การติดเชื้อบางชนิดจะมีความสัมพันธ์กับมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง สำหรับผู้ชายการติดเชื้อชนิดนี้อาจทำให้เกิดโรคหูดที่อวัยวะเพศและที่ทวารหนัก หรือที่เรียกกันว่า "หูดหงอนไก่" รวมถึงมะเร็งบริเวณช่องทวาร มะเร็งอวัยวะเพศ และมะเร็งบริเวณช่องปาก หรือบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ หลังได้รับเชื้อ - ตอบโดย วิภา สุวรรณชีวะศิริ (พญ.)

เด็กสามารถเริ่มฉีดวัคซีน HPV ได้ตั้งแต่กี่ขวบคะ?

คำตอบ: สำหรับอายุของผู้ฉีด งานวิจัยชุดแรกทำในคนอายุ 9-26 ปี จึงเป็นคำแนะนำมาตรฐานว่า วัคซีนนี้เหมาะสำหรับคนอายุ 9-26 ปี แต่ภายหลังก็มีงานวิจัยอื่นๆ ที่ชี้ว่า อายุมากกว่านี้ก็สามารถฉีดได้ครับ - ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)

วัคซีน HPV มีแต่แจกให้เด็กมัธยมหรอคะ อายุ 21 รับฟรีได้ไหม?

คำตอบ: อายุ 21 ปี ไม่ฟรีครับ วัคซีน HPV รับฟรีได้อายุไม่เกิน 11 ปีนะครับ เกินกว่านี้ต้องไปฉีดเองที่โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิคครับ - ตอบโดย รัตน์พล อ่ำอำไพ (นพ.)

การเลือกฉีดวีคซีนป้องกัน HPV มีความคุ้มค่าเพียงใด?

คำตอบ 1: การฉีดวัคซีน HPV จะได้ประโยชน์สูงสุด ถ้าฉีดก่อนที่จะติดเชื้อ HPV หรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพราะการติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีเชื้อ HPV อยู่ ซึ่งผู้ชายจะไม่มีอาการผิดปกติ 

การฉีดวัคซีน HPV สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป โดยในต่างประเทศจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนในช่วงอายุ 12-14 ปี ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1. ส่วนใหญ่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์  2. ยังไม่ติดเชื้อ HPV และ 3. วัคซีนสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงกว่าในผู้ใหญ่ 

แต่หากมีเพศสัมพันธ์แล้วก็ยังจะควรฉีดอยู่ดี เพราะเชื้อ HPV ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมีหลายสายพันธุ์ ที่พบได้บ่อย คือ สายพันธุ์ 16 และ 18 นอกจากนี้วัคซีนบางชนิดยังมีการเสริมสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันทำให้สามารถป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ก่อมะเร็งอื่นๆได้ ทั้งนี้แม้เราจะมีเพศสัมพันธ์แล้วก็เป็นไปได้ว่า อาจยังไม่เคยติดเชื้อ HPV หรือหากติดเชื้อมาแล้วก็ยังได้ประโยชน์จากวัคซีนอยู่ เนื่องจากยังสามารถป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยติดได้ - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

คำตอบ 2: วัคซีนนี้จะป้องกันมะเร็งปากมดลูกเฉพาะสายพันธ์ุที่วัคซีนนั้นผลิต และจะป้องกันโรคหูดหงอนไก่เฉพาะสายพันธ์ุที่ผลิตในวัคซีน ส่วนสายพันธ์อื่นๆ ป้องกันไม่ได้ หลังฉีดวัคซีนคุณยังคงต้องตรวจหามะเร็งปากมดลูกอยู่เสมอด้วยการทำแปปสเมียร์เพราะวัคซีนนี้ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น แม้ว่า จะฉีดวัคซีนครบก็ต้องมีความตระหนักในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ไม่เปลี่ยนคู่นอน และสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งหากไม่แน่ใจค่ะ - ตอบโดย วลีรักษ์ จันทร (พว.)

คำตอบ 3: วัคซีน HPV สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ค่ะ แต่เนื่องจากวัคซีนมีราคาค่อนข้างสูง (เมื่อเปรียบเทียบกับวัคซีนชนิดอื่นๆ ที่ใช้ในการป้องกันโรค) ดังนั้นการเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคลค่ะ ความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อจะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังจากได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม ส่วนระยะเวลาในการป้องกันโรคของวัคซีนยังคงต้องติดตามผลต่อไป 

เนื่องจากวัคซีนยังไม่มีข้อมูลประสิทธิผลของวัคซีนยาวเกินกว่า 10 ปี และเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฉีดวัคซีน HPV ควรได้รับวัคซีนตั้งแต่ยังไม่ติดเชื้อ HPV นั่นคือ ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ซึ่งวัคซีนนี้สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9–26 ปี - ตอบโดย รัชนี รุ่งราตรี (พญว.)

อายุ 24 สามารถไปฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เปล่าคะ แล้วเข็มละเท่าไหร่คะ ค่าใช้จ่ายแต่ละโรงพยาบาล เท่ากันเปล่าคะ?

คำตอบ: อายุ 24 ปี ถ้าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนสามารถฉีดวัคซีน HPV ได้เลยค่ะ แต่หากเคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วควรตรวจแปปสเมียร์เพื่อหาเชื้อ HPV ก่อน เพราะถ้าได้รับเชื้อไวรัส HPV มาแล้ว วัคซีนนี้จะไม่สามารถช่วยป้องกัน หรือรักษาได้ค่ะ ราคาของวัคซีน โดยเฉลี่ยเข็มละ 2,000-4,000 บาทค่ะ ขึ้นอยู่กับว่า เป็นวัคซีนชนิดกี่สายพันธุ์ แต่หากเป็นโรงพยาบาลของรัฐราคาจะถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชน ดังนั้นลองสอบถามโรงพยาบาลที่สะดวกจะไปรับบริการก่อนได้ค่ะ - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

อยากทราบว่าราคาตรวจเชื้อ HPV ราคาเท่าไร แพงไหม ต่างจากตรวจ pap smear อย่างไรคะ?

คำตอบ: Pap smear เป็นการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกโดยการเก็บเซลล์ไปป้ายบนสไลด์ แต่วิธีนี้มีความแม่นยำน้อย ราคาประมาณ 500-1,000 บาทค่ะ  ส่วน Thin Prep Pap test เป็นการเก็บเซลล์ในน้ำยา ให้ความแม่นยำสูงขึ้น ราคาประมาณ 1,500-2,000 บาท และ HPV DNA เป็นการตรวจหาเชื้อ HPV ชนิดที่ก่อเซลล์มะเร็ง ราคา 2,500-3,000 บาท สำหรับโรงพยาบาลเอกชน หากโรงพยาบาลรัฐราคาก็จะต่ำลงมาเล็กน้อย หากตรวจแล้วผลปกติ แบบที่ 1 และ 2 ควรตรวจปีละครั้ง แบบที่ 3 ตรวจ 3 ปีครั้งค่ะ - ตอบโดยศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

หากใครสนใจเข้ารับการตรวจเชื้อ HPV สามารถค้นหาโรงพยาบาลและคลินิกที่น่าเชื่อถือได้ รวมถึงตรวจสอบ-เปรียบเทียบราคาเบื้องต้นได้ ที่นี่

HPV แม้จะมีอันตราย ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ แต่อย่างน้อยโรคนี้ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันให้ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ก่อโรค  

👨‍⚕️⚕️👩‍⚕️⚕️ ค้นหาโรค อาการ ยา โรงพยาบาล คลินิก และอ่านบทความสุขภาพ เขียนโดยคุณหมอหรือผ่านการรีวิวจากคุณหมอแล้ว ที่ www.honestdocs.co และ www.honestdocs.id 

💪❤️ ไม่พลาดข้อมูลดีๆ ที่จะทำให้คุณแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์ @honestdocs หรือแสกน QR Code ด้านล่างนี้ และยังติดตามเราได้ที่ Facebook และ Twitter วันนี้

📱📰 โหลดแอป HonestDocs สำหรับ iPhone หรือ Android ได้แล้ววันนี้! จะอ่านบทความ จะเก็บบทความไว้อ่านทีหลัง หรือจะแชร์บทความให้คนที่เราเป็นห่วง ก็ง่ายกว่าเดิมเยอะ

เปรียบเทียบดีลสุขภาพ ทำฟัน และความงาม จาก รพ. และคลินิกกว่า 100 แห่ง พร้อมจองคิวผ่าน HonestDocs คุณหมอมือถือได้เลยวันนี้ ถูกกว่าไปเอง

ขอบคุณที่วางใจ ทุกเรื่องสุขภาพอุ่นใจ ให้ HonestDocs (ออเนสด็อกส์) คุณหมอมือถือ ดูแลคุณ ❤️

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...