HPV คือ อะไร? มีกี่ประเภท? การติดต่อของเชื้อ HPV เป็นอย่างไร?
HPV คือ เชื้อไวรัสชื่อว่า Human papilloma virus อยู่ในตระกูล Papillomavirus ซึ่งมีมากกว่า 150 สายพันธุ์ย่อย เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อที่เยื่อบุผิวรวมทั้งก่อโรคบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนักทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย โดยปกติแล้วเชื้อนี้จะหายไปได้เองภายใน 1-2 ปีหลังจากติดเชื้อ แต่มีส่วนน้อยที่จะติดฝังแน่นอยู่ในร่างกายซึ่งก็คือ สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก ที่อาจอาศัยในร่างกายนานถึง 10-15 ปี โดยไม่แสดงอาการ
ประเภทของเชื้อ HPV
เชื้อ HPV จะสามารถอาศัยอยู่ในเซลล์เยื่อบุผิวหนังและในเยื่อมูกที่ปกคลุมหลายส่วนของร่างกาย เช่น
- ภายในจมูก ปาก และลำคอ
- ด้านในของเปลือกตา
- ด้านในของผิวหนังและท่อปัสสาวะที่องคชาติ
- ช่องคลอด ปากมดลูกและอวัยวะเพศภายนอก
- ทวารหนัก
เชื้อ HPV ที่พบในปัจจุบันมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยประมาณ 75% ของจำนวนสายพันธุ์ที่พบ สามารถทำให้เกิดหูดที่ผิวหนัง เช่น บริเวณแขน หน้า หน้าอก มือ และเท้า (อ้างอิงจากสมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา) ทั้งยังพบว่า มีอีกประมาณ 40 สายพันธุ์ ที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศได้
เชื้อเอชพีวี 40 สายพันธุ์ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศได้ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มที่มีความเสี่ยงน้อย (Low risk type) คือ ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 แต่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ได้
- กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (High risk type) คือ ก่อให้เกิดมะเร็งได้ เช่น สายพันธุ์ 16 18 31 33 35 39 45 51 52 56 58 59 68 69 73 82 โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้มากถึง 70% ทั้งนี้มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในหญิงไทย รองจากมะเร็งเต้านม
คุณติดเชื้อ HPV ได้อย่างไร
เชื้อเอชพีวีสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสกับเชื้อโดยตรง ส่วนมากมักได้รับเชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปากก็ตาม ซึ่งผู้ชายมักจะเป็นพาหะนำเชื้อมาสู่ผู้หญิงโดยที่ไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คู่ของคุณนอกใจเพราะไม่มีใครไม่สามารถตอบได้ว่า ได้รับเชื้อมาเมื่อไร
นอกจากนั้นเชื้อ HPV ที่ก่อให้เกิดหูดที่ผิวหนังก็สามารถติดต่อด้วยการสัมผัสจากรอยโรคโดยตรง ทั้งยังสามารถแพร่เชื้อนี้ไปยังบุคคลอื่น หรืออวัยวะส่วนอื่นของตัวคุณเองด้วย โดยผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นหูดที่ผิวหนัง ประกอบด้วยเด็กและวัยรุ่น ผู้ที่ชอบกัดนิ้ว และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง
อาการของการติดเชื้อ HPV อาจเกิดขึ้นหลายปีหลังจากติดเชื้อและสามารถแพร่เชื้อไปยังคนอื่นได้ในช่วงที่ไม่มีอาการจึงทำให้เชื้อนี้แพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่าย โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าตนเอง หรืออีกฝ่ายมีเชื้อเอชพีวีอยู่
ผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อ HPV
- ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV
- มีคู่นอนหลายคน
- มีคู่นอนที่มีคู่นอนหลายคน
- มีอายุน้อยกว่า 25 ปี
- เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 16 ปี
- เป็นผู้ชายที่ไม่ได้ขลิบอวัยวะเพศ
- เป็นผู้หญิงที่มีคู่นอนเป็นชายที่ไม่ได้ขลิบอวัยวะเพศ
สถิติการเกิดโรคติดเชื้อ HPV
ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคกล่าวว่าเชื้อ HPV เป็นเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด โดยผู้ชายและผู้หญิงทุกคนที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์จะสามารถติดเชื้อได้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ดังนั้นการติดเชื้อ HPV มากกว่า 1 สายพันธุ์จึงเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป เช่น สถิติระหว่างปี ค.ศ. 2003-2006 ที่พบว่า ก่อนการเริ่มใช้วัคซีน HPV มีผู้หญิงสหรัฐประมาณ 21.6% ที่มีการติดเชื้อที่อวัยวะเพศมากกว่า 1 สายพันธุ์
ข้อมูลจากวารสาร Sexually Transmitted Diseases ยังระบุอีกว่า ค.ศ. 2008 มีการประมาณว่า ผู้หญิง 39.9 ล้านคน และผู้ชาย 39.2 ล้านคนในประเทศสหรัฐอเมริกามีการติดเชื้อ HPV ที่อวัยวะเพศ และในแต่ละปีมีผู้ชายและผู้หญิงอายุระหว่าง 15-59 ปี ที่ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 14 ล้านคนต่อปี
การวินิจฉัยโรคติดเชื้อ HPV
แพทย์สามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อ HPV ได้จากวิธีหลักๆ ดังต่อไปนี้
- การตรวจ Papanicolaou smear หรือ แปบเสมียร์ (Pap smear) โดยการใช้แผ่นไม้บางๆ เล็กๆ รูปร่างคล้ายไม้พาย ป้ายบริเวณรูปากช่องคลอด ก่อนนำมาป้ายบนสไลด์แล้วนำไปย้อมสี จากนั้นจึงนำมาส่องดูลักษณะของเซลล์ หากมีการติดเชื้อจะพบว่า ลักษณะเซลล์มีความผิดปกติไปจากเดิม
- การตรวจด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Liquid-based solution การตรวจจะคล้ายคลึงกับการตรวจแปบสเมียร์ แต่จะเป็นการเก็บเซลล์ที่จะตรวจในน้ำยาเฉพาะ แทนการป้ายเซลล์บนแผ่นแก้ว (Slide) ซึ่งจะให้ความแม่นยำในการตรวจสูงกว่าการตรวจแปบสเมียร์
- การตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อ ซึ่งสามารถบอกได้ถึงชนิดของเชื้อ HPV ว่า เป็นกลุ่มที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสูง หรือต่ำ
การรักษาโรคติดเชื้อ HPV
ภาวะติดเชื้อ HPV ไม่สามารถรักษาให้หายได้ อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อชนิดนี้มักหายไปได้เองเมื่อเวลาผ่านไป โดยหากตรวจพบเชื้อ แพทย์จะนัดมาติดตามอาการเพื่อดูว่า เชื้อยังคงอยู่หรือไม่ และมีสัญญาณที่แสดงว่า เชื้อทำให้เกิดเซลล์มะเร็งขึ้นหรือไม่ หากพบว่า มีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้น แพทย์จะได้ให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยการรักษาที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีเซลล์มะเร็งจากเชื้อไวรัส HPV ได้แก่ การทำเคมีบำบัด การฉายรังสี และการผ่าตัด ซึ่งอาจใช้หลายวิธีร่วมกันได้
ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคหูดหงอนไก่จากเชื้อชนิดนี้รักษาได้ด้วยการใช้ยา การจี้หูดด้วยไฟฟ้า หรือการจี้ด้วยความเย็น แต่การกำจัดหูดออกก็ไม่ได้ช่วยกำจัดไวรัสด้วยแต่อย่างใด และมีโอกาสที่จะเกิดหูดหงอนไก่ขึ้นอีกได้
การรักษาหูดที่ผิวหนัง
หูดมักสามารถหายไปได้เองโดยไม่ต้องรักษาโดยเฉพาะในเด็ก สำหรับหูดที่ไม่หายไปเอง คุณสามารถรักษาเองได้ที่บ้าน เช่น การใช้กรดซาลิไซลิก (salicylic) ที่ซื้อได้ตามร้านขายยา ซึ่งจะเป็นการแช่แข็งหูดและทำให้หูดแตกออกเป็นเนื้อเยื่อเล็กๆ นอกจากนี้อาจมีวิธีอื่นในการรักษาหูด เช่น
- การจี้รอยโรคด้วยความเย็น (Cryotherapy) คือ การจี้รอยโรคด้วยความเย็น เพื่อกำจัดเซลล์ผิดปกติที่บริเวณปากมดลูก ก่อนที่เซลล์นั้นจะพัฒนาเป็นมะเร็ง
- แคนทาไรดิน (Cantahridin) เป็นสารเคมีที่ทำให้เกิดตุ่มน้ำขึ้นบนหูด
- การผ่าตัดโดยใช้ไฟฟ้า หรือ LEEP (Loop electrosurgical excision procedure) ซึ่งเป็นการใช้ไฟฟ้าเผาหูดร่วมกับการตัดหูดออกด้วยมีดแหลม หรือเครื่องมือลักษณะคล้ายช้อน
- การผ่าตัดออก (Excision)
- การส่องกล้องปากมดลูกด้วยคอลโปสโคป (Colposcopy) เป็นการตรวจปากมูกลูกโดยการใช้กล้อง เพื่อให้เห็นรอยโรค หรือเซลล์ผิดปกติได้ชัดเจนมากขึ้น
หากการรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ยังไม่ได้ผล ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังของคุณอาจแนะนำวิธีการรักษาอื่นๆ เช่น การทำเลเซอร์ การลอกด้วยสารเคมี หรือการฉีดเบลโอไมซิน (Bleomycin) ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ล้มเหลวอาจเลือกการทำอิมมูโนเทอราปี (Immunotherapy) ซึ่งเป็นการฉีดโปรตีนชื่อ "อินเตอร์เฟอรอน (Interferon)" ที่จะเข้าไปต่อสู้กับไวรัสและช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
การรักษาหูดที่อวัยวะเพศ
หูดที่อวัยวะเพศมักเกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 สามารถเกิดขึ้นที่ผิวหนังของอวัยวะเพศ เช่นเดียวกับภายในทวารหนัก ช่องคลอด รูเปิดท่อปัสสาวะ หรือปากมดลูก การรักษาหูดที่อวัยวะเพศเองที่บ้านสามารถทำได้โดยการใช้
- อิมิคิวโมด ครีม (Imiquimod cream) เป็นยาที่กระตุ้มภูมิคุ้มกันในสร้างอินเตอร์เฟอรอน (Interferon) และสารอื่นๆ ในระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น
- โพโดฟิลอกซ์ โซลูชั่น (Podofilox solution) หรือ เจล จะช่วยหยุดการแบ่งตัวของเซลล์และทำให้เนื้อเยื่อในหูดตาย
- Sinecatechins เป็นสารสกัดจากชาเขียว
วิธีการรักษาที่แพทย์สามารถเลือกใช้ได้ เช่น
- โพโดฟิลลิน เรซิน (Podophyllin resin) เหมือนกับ podofilox จะช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์
- ไตรคลอโรอะเซติกแอซิด (Trichloroacetic acid) ซึ่งเป็นสารเคมีที่สามารถเผาเนื้อเยื่อของหูดได้
- ไบโคลโรอะเซติกแอซิด (ฺBichloroacetic acid) ทำงานแบบเดียวกัน
นอกเหนือจากการใช้ยาเหล่านี้ แพทย์อาจใช้การรักษาวิธีอื่นได้ เช่น การจี้รอยโรคด้วยความเย็น การผ่าตัดหลายวิธี (การตัดออก การผ่าตัดด้วยไฟฟ้า หรือการทำเลเซอร์) สำหรับหูดที่อยู่ภายใน การรักษาอาจใช้การจี้รอยโรคด้วยความเย็น หรือไนโตรเจนเหลว การผ่าตัด การใช้ไตรคลอโรอะเซติกแอซิด (Trichloroacetic acid) หรือ ไบโคลโรอะเซติกแอซิด (ฺBichloroacetic acid)
การรักษาการเปลี่ยนแปลงระยะก่อนการเป็นมะเร็ง
ในผู้หญิงบางคนที่ติดเชื้อ HPV บางสายพันธุ์อาจทำให้เกิดการเจริญของเซลล์ระยะก่อนเป็นมะเร็งบริเวณผิวของปากมดลูกซึ่งสามารถทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ โรคมะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมดเกิดจากการติดเชื้อ HPV โดย 70% ของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 (อ้างอิงจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค)
การตัดเซลล์ผิดปกติที่ยังไม่เป็นมะเร็งออกก่อนจึงช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ การมีเซลล์ผิดปกติระดับรุนแรงสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดหลายวิธี เช่น
- ไครโอเซอเจอรี่ (Cryosurgery)
- การทำเลเซอร์
- โคลด์ ไนฟ์ โคไนเซชั่น (Cold knife conization) หรือ โคลด์ ไนฟ์ โคน ไอออบซี (cold knife cone biopsy) ซึ่งเป็นการตัดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติด้วยมีด หรือเลเซอร์เป็นรูปโคน
- การผ่าตัดด้วยไฟฟ้า
ในบางกรณีแพทย์อาจต้องตัดมดลูกออกบางส่วน หรือทั้งหมดด้วย แต่พบได้น้อย
การติดเชื้อ HPV สามารถรักษาหายได้หรือไม่
ไม่มียาฆ่าเชื้อ HPV โดยเฉพาะ แต่มีหลายอย่างที่สามารถทำได้เพื่อให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงและปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้น HPV ยังสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงรวมถึงสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ได้ ส่วนใหญ่แล้วร่างกายจะสามารถต่อสู้กับไวรัส HPV ได้ ก่อนที่มันจะทำอันตรายต่อร่างกายและก่อนที่คุณจะรู้ว่า ติดเชื้อ HPV แล้วด้วยซ้ำ สำหรับเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ ดังนั้นการตรวจแป้บ (Pap) เพื่อคัดกรองเซลล์ผิดปกติ และ / หรือการตรวจหาเชื้อ HPV เป็นประจำ คือ วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเป็นมะเร็งปากมดลูก
การป้องกันเชื้อ HPV
- วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันคือ การไม่มีเพศสัมพันธ์ แต่หากต้องการมีเพศสัมพันธ์ ให้สวมถุงยางอนามัยป้องกันทุกครั้ง และยังเป็นการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย
- ไม่เปลี่ยนคู่นอนหลายคนและลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ เช่น การมีเพศสัมพันธ์แบบวันไนท์สแตน การไม่ป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
- ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV โดยควรฉีดวัคซีนชนิด 4 สายพันธ์ุ ที่สามารถป้องกันได้ทั้งโรคหูดหงอนไก่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งอื่นๆ จากการติดเชื้อนี้ ปัจจุบันผู้ชายสามารถฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ได้ ตั้งแต่อายุ 9-26 ปี ส่วนผู้หญิงฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-45 ปี
- เข้ารับการตรวจภายในเป็นประจำเพื่อลดความเสี่ยงจากมะเร็งปากมดลูก เพราะแม้จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันแล้วก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งชนิดนี้ หรือมะเร็งอื่นๆ ได้
คำถามจากผู้ป่วยเกี่ยวกับเชื้อ HPV
ไวรัส HPV ในผู้ชายเป็นอันตรายมากไหมครับ?
คำตอบ: ไวรัส HPV เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อนี้จึงพบได้บ่อยในผู้ที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ โดยพบว่า การติดเชื้อบางชนิดจะมีความสัมพันธ์กับมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง สำหรับผู้ชายการติดเชื้อชนิดนี้อาจทำให้เกิดโรคหูดที่อวัยวะเพศและที่ทวารหนัก หรือที่เรียกกันว่า "หูดหงอนไก่" รวมถึงมะเร็งบริเวณช่องทวาร มะเร็งอวัยวะเพศ และมะเร็งบริเวณช่องปาก หรือบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ หลังได้รับเชื้อ - ตอบโดย วิภา สุวรรณชีวะศิริ (พญ.)
เด็กสามารถเริ่มฉีดวัคซีน HPV ได้ตั้งแต่กี่ขวบคะ?
คำตอบ: สำหรับอายุของผู้ฉีด งานวิจัยชุดแรกทำในคนอายุ 9-26 ปี จึงเป็นคำแนะนำมาตรฐานว่า วัคซีนนี้เหมาะสำหรับคนอายุ 9-26 ปี แต่ภายหลังก็มีงานวิจัยอื่นๆ ที่ชี้ว่า อายุมากกว่านี้ก็สามารถฉีดได้ครับ - ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)
วัคซีน HPV มีแต่แจกให้เด็กมัธยมหรอคะ อายุ 21 รับฟรีได้ไหม?
คำตอบ: อายุ 21 ปี ไม่ฟรีครับ วัคซีน HPV รับฟรีได้อายุไม่เกิน 11 ปีนะครับ เกินกว่านี้ต้องไปฉีดเองที่โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิคครับ - ตอบโดย รัตน์พล อ่ำอำไพ (นพ.)
การเลือกฉีดวีคซีนป้องกัน HPV มีความคุ้มค่าเพียงใด?
คำตอบ 1: การฉีดวัคซีน HPV จะได้ประโยชน์สูงสุด ถ้าฉีดก่อนที่จะติดเชื้อ HPV หรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพราะการติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีเชื้อ HPV อยู่ ซึ่งผู้ชายจะไม่มีอาการผิดปกติ
การฉีดวัคซีน HPV สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป โดยในต่างประเทศจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนในช่วงอายุ 12-14 ปี ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1. ส่วนใหญ่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ 2. ยังไม่ติดเชื้อ HPV และ 3. วัคซีนสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงกว่าในผู้ใหญ่
แต่หากมีเพศสัมพันธ์แล้วก็ยังจะควรฉีดอยู่ดี เพราะเชื้อ HPV ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมีหลายสายพันธุ์ ที่พบได้บ่อย คือ สายพันธุ์ 16 และ 18 นอกจากนี้วัคซีนบางชนิดยังมีการเสริมสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันทำให้สามารถป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ก่อมะเร็งอื่นๆได้ ทั้งนี้แม้เราจะมีเพศสัมพันธ์แล้วก็เป็นไปได้ว่า อาจยังไม่เคยติดเชื้อ HPV หรือหากติดเชื้อมาแล้วก็ยังได้ประโยชน์จากวัคซีนอยู่ เนื่องจากยังสามารถป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยติดได้ - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)
คำตอบ 2: วัคซีนนี้จะป้องกันมะเร็งปากมดลูกเฉพาะสายพันธ์ุที่วัคซีนนั้นผลิต และจะป้องกันโรคหูดหงอนไก่เฉพาะสายพันธ์ุที่ผลิตในวัคซีน ส่วนสายพันธ์อื่นๆ ป้องกันไม่ได้ หลังฉีดวัคซีนคุณยังคงต้องตรวจหามะเร็งปากมดลูกอยู่เสมอด้วยการทำแปปสเมียร์เพราะวัคซีนนี้ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น แม้ว่า จะฉีดวัคซีนครบก็ต้องมีความตระหนักในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ไม่เปลี่ยนคู่นอน และสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งหากไม่แน่ใจค่ะ - ตอบโดย วลีรักษ์ จันทร (พว.)
คำตอบ 3: วัคซีน HPV สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ค่ะ แต่เนื่องจากวัคซีนมีราคาค่อนข้างสูง (เมื่อเปรียบเทียบกับวัคซีนชนิดอื่นๆ ที่ใช้ในการป้องกันโรค) ดังนั้นการเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคลค่ะ ความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อจะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังจากได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม ส่วนระยะเวลาในการป้องกันโรคของวัคซีนยังคงต้องติดตามผลต่อไป
เนื่องจากวัคซีนยังไม่มีข้อมูลประสิทธิผลของวัคซีนยาวเกินกว่า 10 ปี และเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฉีดวัคซีน HPV ควรได้รับวัคซีนตั้งแต่ยังไม่ติดเชื้อ HPV นั่นคือ ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ซึ่งวัคซีนนี้สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9–26 ปี - ตอบโดย รัชนี รุ่งราตรี (พญว.)
อายุ 24 สามารถไปฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เปล่าคะ แล้วเข็มละเท่าไหร่คะ ค่าใช้จ่ายแต่ละโรงพยาบาล เท่ากันเปล่าคะ?
คำตอบ: อายุ 24 ปี ถ้าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนสามารถฉีดวัคซีน HPV ได้เลยค่ะ แต่หากเคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วควรตรวจแปปสเมียร์เพื่อหาเชื้อ HPV ก่อน เพราะถ้าได้รับเชื้อไวรัส HPV มาแล้ว วัคซีนนี้จะไม่สามารถช่วยป้องกัน หรือรักษาได้ค่ะ ราคาของวัคซีน โดยเฉลี่ยเข็มละ 2,000-4,000 บาทค่ะ ขึ้นอยู่กับว่า เป็นวัคซีนชนิดกี่สายพันธุ์ แต่หากเป็นโรงพยาบาลของรัฐราคาจะถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชน ดังนั้นลองสอบถามโรงพยาบาลที่สะดวกจะไปรับบริการก่อนได้ค่ะ - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)
อยากทราบว่าราคาตรวจเชื้อ HPV ราคาเท่าไร แพงไหม ต่างจากตรวจ pap smear อย่างไรคะ?
คำตอบ: Pap smear เป็นการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกโดยการเก็บเซลล์ไปป้ายบนสไลด์ แต่วิธีนี้มีความแม่นยำน้อย ราคาประมาณ 500-1,000 บาทค่ะ ส่วน Thin Prep Pap test เป็นการเก็บเซลล์ในน้ำยา ให้ความแม่นยำสูงขึ้น ราคาประมาณ 1,500-2,000 บาท และ HPV DNA เป็นการตรวจหาเชื้อ HPV ชนิดที่ก่อเซลล์มะเร็ง ราคา 2,500-3,000 บาท สำหรับโรงพยาบาลเอกชน หากโรงพยาบาลรัฐราคาก็จะต่ำลงมาเล็กน้อย หากตรวจแล้วผลปกติ แบบที่ 1 และ 2 ควรตรวจปีละครั้ง แบบที่ 3 ตรวจ 3 ปีครั้งค่ะ - ตอบโดยศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)
หากใครสนใจเข้ารับการตรวจเชื้อ HPV สามารถค้นหาโรงพยาบาลและคลินิกที่น่าเชื่อถือได้ รวมถึงตรวจสอบ-เปรียบเทียบราคาเบื้องต้นได้ ที่นี่
HPV แม้จะมีอันตราย ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ แต่อย่างน้อยโรคนี้ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันให้ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ก่อโรค
👨⚕️⚕️👩⚕️⚕️ ค้นหาโรค อาการ ยา โรงพยาบาล คลินิก และอ่านบทความสุขภาพ เขียนโดยคุณหมอหรือผ่านการรีวิวจากคุณหมอแล้ว ที่ www.honestdocs.co และ www.honestdocs.id
💪❤️ ไม่พลาดข้อมูลดีๆ ที่จะทำให้คุณแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์ @honestdocs หรือแสกน QR Code ด้านล่างนี้ และยังติดตามเราได้ที่ Facebook และ Twitter วันนี้
📱📰 โหลดแอป HonestDocs สำหรับ iPhone หรือ Android ได้แล้ววันนี้! จะอ่านบทความ จะเก็บบทความไว้อ่านทีหลัง หรือจะแชร์บทความให้คนที่เราเป็นห่วง ก็ง่ายกว่าเดิมเยอะ
เปรียบเทียบดีลสุขภาพ ทำฟัน และความงาม จาก รพ. และคลินิกกว่า 100 แห่ง พร้อมจองคิวผ่าน HonestDocs คุณหมอมือถือได้เลยวันนี้ ถูกกว่าไปเอง
ขอบคุณที่วางใจ ทุกเรื่องสุขภาพอุ่นใจ ให้ HonestDocs (ออเนสด็อกส์) คุณหมอมือถือ ดูแลคุณ ❤️