โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บทเรียนเมื่อฟองสบู่หุ้นแตก

Finnomena

อัพเดต 24 มิ.ย. 2562 เวลา 03.58 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2562 เวลา 10.51 น. • Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
บทเรียนเมื่อฟองสบู่หุ้นแตก

หลังการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2562 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นขนาดเล็ก-กลางหลายตัวที่เป็นหรือเคยเป็นหุ้น“ยอดนิยม” ได้ตกลงมาแรงทั้ง ๆ ที่บางตัวได้ตกลงมามากแล้วในช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านี้ อาการที่หุ้นตกลงมาหนักมากอย่างรวดเร็วและมักจะเกิน 50% ของจุดสูงสุดนั้น ในแวดวงของนักลงทุนเราเรียกว่า “ฟองสบู่หุ้นแตก” ซึ่งก็มักจะสร้างความเสียหายให้กับคนที่ถือหุ้นตัวนั้นมาก บางครั้งกลายเป็นหายนะซึ่งเปลี่ยนชีวิตการลงทุนของเขาไปอย่างไม่คาดคิด ลองมาดูว่ามีบทเรียนอะไรบ้างที่เราควรจดจำและนำมันมาใช้ในการลงทุนต่อไปในอนาคต

บทเรียนเมื่อฟองสบู่หุ้นแตก

ข้อแรกในความเห็นของผมก็คือ หุ้นที่มีราคาแพงมากหรือพูดหยาบ ๆ ก็คือหุ้นที่อยู่ใน “ภาวะปกติ” ไม่ใช่หุ้น Turnaround ที่เคยมีปัญหาและกำลังฟื้นตัวหรือหุ้นในสถานการณ์พิเศษอื่น ๆ ที่มีค่า PE สูงลิ่วเกินกว่า 50 เท่าขึ้นไปนั้น เป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงมากและมีโอกาสเป็นหุ้นที่ “ฟองสบู่แตก” ราคาตกลงมาเกิน 50% ได้ง่าย ๆ ว่าที่จริงช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น หุ้นที่มีลักษณะดังกล่าวต่างก็ตกลงมาหนักแทบทุกตัวยกเว้นก็แต่หุ้นขนาดเล็กและ/หรือมี Free Float ต่ำที่ยังอยู่ใน “Corner” หรือหุ้นที่ถูก “ต้อนเข้าไปอยู่ในมุม” ที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ยังสามารถควบคุมราคาหุ้นได้เท่านั้นที่ยังรักษาระดับราคาอยู่ได้บ้าง

ความเชื่อที่ว่ารายได้และกำไรของบริษัทจะโตเร็วมากจนทำให้ค่า PE ลดลงและทำให้หุ้นนั้นมีราคาไม่แพงดูเหมือนว่าจะไม่จริงโดยเฉพาะสำหรับหุ้นที่ขายสินค้าดั้งเดิมไม่ได้เป็นสินค้าดิจิตอลยุคใหม่ที่อาจจะโตได้แบบก้าวกระโดด ผมเองคิดว่าหุ้นที่ “ดีที่สุด” ในตลาดหุ้นไทยนั้นไม่ควรมีค่า PE จากผลการดำเนินงานปกติเกิน 30-40 เท่า ถ้าหุ้นตัวไหนแพงเกินกว่านั้นก็จะต้องมีเหตุผลพิเศษจริง ๆ เหตุผลของผมก็คือ การเติบโตของบริษัทที่อ้างว่าจะสูงลิ่วและต่อเนื่องไปอีกนานนั้น มักจะเป็น  “ราคาคุย” เป็นสตอรี่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยแรงจูงใจเกี่ยวกับ “ราคาหุ้น” ดังนั้น บ่อยครั้งจึงไม่ใช่เรื่องจริง

และนี่นำมาสู่บทเรียนข้อสอง นั่นคือ อย่าเชื่อคำพูดของคนที่มีแรงจูงใจที่จะให้หุ้นมีราคาเพิ่มขึ้นมาก ๆ เช่น เจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ “เซียน VI” หรือแม้แต่นักวิเคราะห์หุ้นว่าหุ้นจะเติบโตด้วยเหตุผลที่ดู “น่าเชื่อถือ” โดยเฉพาะถ้าสิ่งนั้นแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตอันยาวนานมากและมันดีขึ้นอย่าง“ไม่น่าเชื่อ” หรือ “Too good to be true” ตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านั้นหลายปีการเติบโตของบริษัทอาจจะแค่ 5-10% ต่อปีและกำไรต่อยอดขายแค่ 7-8% แต่ตัวเลขใหม่ที่คาดกลายเป็นโตปีละ 20-30% และกำไรต่อยอดขายก็เพิ่มขึ้นเป็น 10-15%  เป็นต้น

บทเรียนข้อสามก็คือ  กิจการที่ดีเยี่ยมนั้น  ส่วนมากและโดยเฉพาะถ้าเป็นสินค้าที่ขายให้กับผู้บริโภคนั้น  ควรที่จะต้อง “สัมผัสได้” วิธีที่จะค้นหาว่าสินค้าดีจริงและเป็นที่นิยมสูงก็คือการไปถามคนทั่ว ๆ  ไปที่ไม่ได้เล่นหุ้นและไม่เคยคุยกับผู้บริหารของบริษัท  หรือไม่ก็เดินไปดูที่ร้านหรือจุดจำหน่ายสินค้าหรือไปถามคนที่เกี่ยวข้องว่าธุรกิจเป็นอย่างไร  ขายดีไหม  ใครเป็น “เบอร์หนึ่ง” เป็นต้น  นี่คือสิ่งที่ฟิลิป ฟิสเชอร์ เรียกว่า “Scuttlebutt” ซึ่งจะช่วยให้รู้ได้ว่าอะไรคือความจริงและอะไรอาจจะเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อให้เรารู้สึกว่ามันดี

กิจการที่ “ดี” นั้น ผมคิดว่าต้องแยกออกจากกิจการที่ “โต” กิจการที่ดีนั้นสำหรับผมแล้ว มันคือเรื่องของสินค้าที่คนใช้นิยมเนื่องจากมันให้คุณค่าแก่เขามากกว่าราคาที่ต้องจ่ายและเป็นสินค้าที่เขาเลือกใช้เมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น ดังนั้น เขาก็มักจะกลับมาใช้ซ้ำโดยที่สินค้าคู่แข่งไม่สามารถมาแย่งชิงลูกค้าไปได้ง่าย ส่วนเรื่องของการโตนั้น แน่นอนว่ามันอาจจะมาจากการที่สินค้ามีความสามารถในการแข่งขันที่ดีเพราะมันเป็นสินค้าที่ดี  มาจากกิจการที่ดี  ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ คือทั้งดีและโต นี่ก็คือหุ้นที่อาจจะกลายเป็นซุปเปอร์สต็อกได้ แต่สินค้าหรือกิจการบางแห่งอาจจะโตได้โดยที่ไม่ได้เป็นสินค้าที่ดี อาจจะเป็นเพราะผู้บริหารตัดสินใจขยายหรือทำผลิตภัณฑ์ใหม่  มีการขยายไปยังตลาดใหม่ที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น  เป็นต้น  แต่ถ้าสินค้านั้น “ไม่ดี” ในที่สุดการโตก็ไม่ยั่งยืนและยอดขายก็อาจจะลดลงในภายหลัง  ดังนั้น  ถ้าจะมองหาหุ้นที่ปลอดภัยและมีโอกาสเกิดฟองสบู่แตกน้อย  คุณภาพจะต้องเป็นจุดเริ่มต้น  การเติบโตนั้นจะใช้ได้ก็ต้องเป็นการเติบโตที่มาจากคุณภาพที่ดีเท่านั้น

บทเรียนเมื่อฟองสบู่หุ้นแตก

บทเรียนข้อสี่ก็คือ  ความร่ำรวยจากตลาดหุ้นหรือที่จริงก็คือหุ้นที่ถืออยู่นั้น  ตราบใดที่ยังไม่ขาย  บางครั้งก็เป็น  “ภาพลวงตา”  ในยามที่หุ้นขึ้นเป็น “ฟองสบู่” เราอาจจะรู้สึกว่ารวยโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพื่อนที่เคยคบค้ากันมาหรือคนที่มีสถานะความมั่งคั่งใกล้เคียงกันมาก่อน  ตอนนี้เรา “รวยเหนือโลก” เรารู้สึกถึงความสามารถที่ “เหนือชั้น” ของตนเอง  ผลตอบแทนปีละ 20-30% ต่อปีแบบทบต้นระยะยาวดูเหมือนว่าจะเป็น “Norm” หรือเป็นมาตรฐานปกติของเรา  การขาดทุนหุ้นในแต่ละปีนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก  ดังนั้น  เซียนหุ้นรวมถึง VI จำนวนไม่น้อยก็กู้เงินหรือใช้มาร์จิ้นเล่นหุ้นด้วย  เขาคิดว่าดอกเบี้ยมาร์จิ้นแค่ 5-6% ต่อปี  ยังไงเขาก็ได้กำไรเพิ่มจากการกู้เงินมาเล่น ในอดีตนั้นดูเหมือนว่านี่ทำให้รวยเร็วขึ้นและความเสี่ยงต่ำมาก  แทบไม่มีปีไหนที่ขาดทุน  แต่แล้วฟองสบู่ที่แตกก็ทำให้ความมั่งคั่งลดลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อผสมกับการขาดทุนจากหุ้นที่ใช้มาร์จิ้นก็ทำให้การขาดทุนนั้นถูก  “ทวีคูณ”ความมั่งคั่งที่เคยขึ้นไปสูง “เหนือโลก” หดหายไปอย่างน่าตกใจ ผมเองไม่แน่ใจว่าคนที่ใช้มาร์จิ้นมาตลอดนั้น  คุ้มไหม?  หลังจากฟองสบู่แตกเพียงครั้งเดียว

แต่บทเรียนที่ฟองสบู่แตกนั้น น่าจะทำให้นักลงทุนรวมถึง VI พันธุ์แท้และไม่ได้ใช้มาร์จิ้นเล่นหุ้นตระหนักว่า เราอาจจะยังไม่ได้รวยอย่างที่ตัวเลขพอร์ตของเราแสดงให้เห็นจริง ๆ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นนั้น  บางครั้งมันแรงมากจนอาจทำให้ความมั่งคั่งหายไป 50% ไม่ยากโดยเฉพาะถ้าหุ้นที่เราถืออยู่นั้นมีค่า PE สูงลิ่ว หรือแม้แต่หุ้นที่ไม่ได้แพงมากแต่คุณสมบัติไม่เข้มแข็งพอก็อาจจะตกลงมาแรงมากได้หากมีการเปลี่ยนในพื้นฐานของกิจการหรือการตกต่ำของอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่นอสังหาริมทรัพย์ที่หุ้นหลายตัวมีราคาตกลงมาอย่างแรงทั้ง ๆ ที่บริษัทยังทำกำไรได้ดี เป็นต้น ผมเองเวลาสมาชิกในครอบครัวถามว่าเรามีพอร์ตเท่าไรแล้ว ผมก็จะเตือนให้ตระหนักถึงความอ่อนไหวของความมั่งคั่งนี้และมักจะบอกว่ามันอาจจะเหลือครึ่งหนึ่งได้ง่าย ๆ และเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน  ผมก็มักจะยกตัวอย่างของมหาเศรษฐีของเมืองไทยบางคนวัดจากมูลค่าหุ้นที่ตอนนี้กลายเป็นเศรษฐีธรรมดาไปแล้ว เช่นเดียวกับ  “ไฮโซ” ที่มีคู่รักเป็นดาราหลาย ๆ  คนที่ “เคยรวย” มากจากมูลค่าหุ้น  ตอนนี้ก็ไม่ค่อยรวยแล้วเพราะหุ้นตกลงมามาก  เป็นต้น

บทเรียนสุดท้ายของผมก็คือ นักลงทุนส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่เป็นนักเก็งกำไรที่อยากรวยเร็ว ไม่ว่าจะใช้แนวไหนรวมถึงแนว VI นั้น  “ไม่ค่อยจะจดจำบทเรียน” ช่วงที่หุ้นตกหนักเป็นฟองสบู่แตก พวกเขาก็กลัวกันมากและอาจจะสาบานว่าจะไม่เล่นหุ้นแบบนี้อีกแล้ว  แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็กลับมาเล่นหรือทำเหมือนเดิม บางทีก็อ้างว่าหุ้นตัวนั้นตกลงมามากแล้วทั้ง ๆ ที่ค่า PE ก็ยังสูงอยู่  แล้วก็อาจจะ “เจ็บ” ซ้ำอีกเพราะราคาหุ้นก็แตกรอบสองหรือรอบสาม บางทีอาจจะเป็นไปได้ว่าเรื่องนี้มันอยู่ในยีนของมนุษย์ที่มักจะมีอิทธิพลเหนือความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลของเราก็ได้

ที่มาบทความ: http://www.thaivi.org/บทเรียนเมื่อฟองสบู่หุ้/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...