โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยคริปโต Podcast Ep.1 : พ้นจากวิกฤติหนี้ท่วมโลกและเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วย Money Velocity

Finnomena

อัพเดต 16 ก.ค. 2563 เวลา 04.18 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2563 เวลา 03.10 น. • Zipmex

FINNOMENA · คุยคริปโต Ep.1 : พ้นจากวิกฤติหนี้ท่วมโลกและเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วย Money Velocity

คุยคริปโต Podcast Ep.1 : พ้นจากวิกฤติหนี้ท่วมโลกและเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วย Money Velocity

เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาซึ่งดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แล้วยังโชคร้ายคือเกิดการระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะลากยาวไปถึงสิ้นปี ทำให้มีการหยุดชะงักในทุกปัจจัยของการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ตัวเลข GDP ของไทยในไตรมาส 1 จากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ออกมาจะค้านสายตาประชาชนไปพอสมควร คือติดลบเพียง 1.8 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เพราะนักวิชาการและนักวิเคราะห์ รวมไปถึงนักธุรกิจส่วนใหญ่ คิดว่าตัวเลขน่าจะออกมาติดลบมากกว่านี้ แต่ในความเป็นจริงไตรมาสที่ 1/2563 นี้ Cover ผลกระทบของพิษเศรษฐกิจจาก COVID-19 เพียงแค่ครึ่งเดียวของช่วงเวลาเท่านั้นเพราะว่าช่วงเดือนมกราคม 2563 ไล่ไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ทุกภาคส่วนยังสามารถดำเนินกิจกรรมของตัวเองได้อย่างปกติ แต่ตัวเลขไตรมาส 2/2563 นี่สิของจริง ซึ่งทุกท่านไม่ต้องกังวลไปครับเพราะกระทรวงการคลังนั้นประกาศออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่าจะงดการแถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 1-2 ชั่วคราว เพื่อลดความแตกตื่นและวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น หลายท่านที่ลงทุนมานานจะทราบดีว่ากองทุนขนาดใหญ่สาย Macroeconomic มีหลักการในการวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจมากมายเพื่อเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาเข้าถือครองหรือขายออกของสินทรัพย์ในประเทศนั้น ๆ หลักการเบื้องต้นข้อหนึ่งก็คือหาก GDP ลบ 2 ไตรมาสติดกันเท่ากับเศรษฐกิจที่ประเทศนั้นเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นที่เรียบร้อย ทำให้อาจจะมีการลดน้ำหนักการลงทุนเกิดขึ้นครับ แต่เราไม่ประกาศ เลยรอดตัวไป…

ในขณะเดียวกันประเทศมหาอำนาจ 2 แห่งอย่างจีนและสหรัฐฯ ก็เหมือนกับว่ากำลังแข่งกันทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัล จนประชาชนที่เดือดร้อนเริ่มเรียกร้องถึงการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจแก้ไขปัญหาปากท้องมากกว่าที่จะไปแข่งกันเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี ก่อนหน้านี้ที่ทาง Facebook พยายามจะสร้างเหรียญ “Libra” ขึ้นมาเพื่อเป็น Global Digital Assets หรือสกุลเงินที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก เพื่อทำลายข้อจำกัดในการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างประเทศและลดค่าธรรมเนียมจากการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้น แต่หลังจากที่คุณ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ได้นำเรื่องนี้เข้าแถลงต่อสภาคองเกรสเพราะต้องการให้สหรัฐฯ ยอมรับเรื่องนี้อย่างทั่วถึงกัน แต่แน่นอนว่า Libra นั้นถูกสับเละไม่มีชิ้นดีเลย อีกด้านหนึ่งก็คือมหาอำนาจอย่างจีนที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าไม่สนับสนุน Crypto Digital Assets แต่ก็ซุ่มทำวิจัยอะไรบางอย่างเป็นเวลานาน จนได้ฤกษ์เปิดตัวสิ่งที่เรียกกันว่า ดิจิทัลหยวน หรือ Digital Assets Electronic Payment (DCEP) ซึ่งสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก จนทำให้ทางสหรัฐฯ ทนไม่ไหวหยิบ Libra ขึ้นมาปัดฝุ่นเขียน Whitepaper ใหม่ที่เรียกว่า Libra 2.0

คำถามที่สำคัญก็คือทำไมแต่ละประเทศถึงได้ให้ความสนใจในการสร้าง Central Bank Digital Assets (CBDA) หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ในวันนี้ ZIPMEX จะมาเล่าให้ฟังครับ

GDP คืออะไรและทำไมจึงมีความสำคัญ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) หมายถึง มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ โดยไม่คำนึงว่าผลผลิตนั้นจะผลิตขึ้นมาด้วยทรัพยากรของชาติใด ซึ่งมีสูตรการคำนวณดังนี้

GDP = C + I + G + (X-M)

C = Consumption คือ การบริโภคของภาคเอกชนและประชาชน

I = Investment คือ การลงทุนของภาคเอกชน

G = Government Spending คือ การใช้จ่ายของรัฐบาล หรือ การลงทุนภาครัฐ

X = Export คือ การส่งออก

M = Import คือ การนำเข้า

แต่มีการคำนวณ GDP ในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเราเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ธนาคารกลางหลายแห่งกำลังโฟกัสเรื่องนี้อยู่นั่นก็คือสูตรนี้ครับ

GDP = M * V

M = Money Supply (M1 หรือ M2)

V = Velocity of Money (การหมุนของเงิน)

ผมขออธิบายง่าย ๆ แบบนี้ครับเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพมากขึ้น สมมติว่าผมเปิดร้านกาแฟสักหนึ่งร้านโดยมีโต๊ะให้ลูกค้านั่ง 10 โต๊ะ นั่งโต๊ะละหนึ่งคนแล้วกันเพราะช่วงนี้ต้อง Social Distancing โดยที่ผมขายกาแฟแก้วละ 100 บาท ถ้าในวันนั้นลูกค้านั่งครบ 10 คน สั่งกาแฟคนละ 1 แก้วแล้วนั่งแช่ไปทั้งวันจนร้านปิด นั่นเท่ากับว่าวันนั้นผมมีรายได้ 1,000 บาทยังไม่หักค่าใช้จ่าย แต่ในทางกลับกัน ลูกค้ามาซื้อกาแฟที่ร้านนั่งเพียง 10 นาทีแล้วออก ๆ แบบนี้จนร้านปิด สมมติขายได้ 100 แก้ว เท่ากับว่าวันนั้นผมมีรายได้ 10,000 บาทยังไม่หักค่าใช้จ่าย สังเกตหรือไม่ครับ ขนาดร้านเท่าเดิม โต๊ะเท่าเดิม แต่อัตราการหมุนหรือ Velocity มีมากกว่า รายได้ของร้านก็มีมากกว่า

มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ

หากกลับมาที่ประเด็นของเศรษฐกิจโลก นับตั้งแต่เกิดวิกฤติทางการเงินในปี 2551 ธนาคารกลางในแต่ละประเทศก็ได้ทำการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน (เพิ่ม M) เพื่อพยุงเศรษฐกิจและเร่งการเติบโตให้คงอยู่ต่อไปอย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว (ดังรูปภาพประกอบ)

พ้นจากวิกฤติหนี้ท่วมโลกและเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วย Money Velocity

(ที่มา https://tradingeconomics.com/ )

ปัญหาของการเพิ่มเงินในมาตรการดังกล่าวนั้นได้ก่อให้เกิดปัญหาใหม่คือหนี้ขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน เช่น หนี้ของภาครัฐ ภาคเอกชน ลงมาถึงภาคครัวเรือน แต่ทุกคนก็ยังคงเฉย ๆ ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับปัญหาหนี้ครั้งนี้หรือ (Big Debt Crisis) เพราะ 2 สาเหตุหลักก็คือ

  • ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากสภาพคล่องที่ล้นระบบ ไม่ว่าหุ้น ทองคำ ที่ดิน สินทรัพย์ดิจิทัล ฯลฯ
  • ตัวเลขเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ไม่น่ากลัว ซึ่งสิ่งนี้ขัดกับการคาดการณ์ของหลายคนเป็นอย่างมาก เพราะการพิมพ์เงินออกอย่างต่อเนื่องทั่วโลก แต่เงินเฟ้อกลับพุ่งขึ้นนิดเดียว นั่นก็เพราะ การหมุนของเงิน (Velocity of Money) มันต่ำนั่นเอง ประกอบกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับต่ำด้วย

ในช่วง 10 ปีของการอัดฉีดเงินจากธนาคารกลางทั่วโลก จำนวนเงินที่ใส่เข้ามานั้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว แต่กลับส่งผลทำให้การเติบโตของ GDP เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2551 ตัวเลขโดยเฉลี่ยของ Money Velocity อยู่ที่ 1 รอบโดยประมาณ จีนเองก็มี Money Velocity เพียง 0.5 รอบโดยเฉลี่ย แม้ทางธนาคารกลางจะทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ก็คอนโทรล Velocity ได้ยากมาก จึงมาเล่นกับตัวแปรอย่าง M หรือ Money Supply ง่ายกว่า ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลแจกเงินประชาชนเพื่อให้มีการจับจ่ายใช้สอยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หากประชาชนเลือกที่จะเก็บเงินไว้ในกระเป๋าบางส่วน ใช้จ่ายบางส่วนก็แปลว่าประสิทธิผลที่ได้ไม่ 100 % ตามที่คาดหวัง แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

Central Bank Digital Assets (CBDA) แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่

นับตั้งแต่ปี 2551 ที่มีการถือกำเนิดสินทรัพย์ดิจิทัลขึ้นมาตัวแรกนั่นก็คือ Bitcoin อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีอีกมากมายที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น Blockchain , Smart Contract ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ทุกคนตื่นตัวเป็นอย่างมาก ไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชน แต่อีกหนึ่งไอเดียที่บางกลุ่มมองเป็นเรื่องดี บางกลุ่มก็มีความกังวล คือแนวคิดการกระจายอำนาจของส่วนกลางหรือตัวกลาง (Decentralization) อย่างจีนเองมีการกีดกันสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมากตั้งแต่แรก อาจจะเป็นเพราะระบบการปกครองของจีนที่เน้นการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางซึ่งขัดกับแนวคิด Decentralization อย่างสิ้นเชิง แต่จีนนั้นเล็งเห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มาคู่กับ Crypto Digital Assets และที่สำคัญคือเล็งเห็นหนทางในการเร่ง Velocity of Money เพื่อที่จะสามารถเร่งการเติบโตของขนาดเศรษฐกิจขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกแทนสหรัฐฯ เพราะหลังจากนี้การจะพิมพ์เงินตรง ๆ เข้าระบบเริ่มจะไปต่อไม่ไหวแล้ว แต่หากเราเปลี่ยนจากเงินกระดาษอย่างเช่นทุกวันนี้เป็นเงินดิจิทัล จีนเชื่อมั่นว่าการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนจะเพิ่มขึ้นแน่นอน ยกตัวอย่างในช่วงที่ผ่านมาก็ได้ครับ เราคิดว่าการทำงานที่บ้าน (Work From Home) จะทำให้เราประหยัดขึ้นใช่หรือไม่…เปล่าเลยครับ เราเสียเงินกับการ Shop Online การสั่งอาหาร Online เยอะกว่าไปทำงานที่ออฟฟิศด้วยซ้ำ

ดิจิทัลหยวน ไม่ใช่ Crypto Digital Assets

ดิจิทัลหยวนของจีนนั้นไม่ใช่ Crypto Digital Assets อย่าง Bitcoin หรือเหรียญอื่น ๆ เพราะในความเป็นจริง ดิจิทัลหยวนคือเงินหยวนธรรมดานั่นเอง แต่มาในรูปแบบดิจิทัล มีลักษณะเป็น Stablecoin ที่ดำเนินการโดยภาครัฐ ต่างจาก Tether หรือ Rupiah Token ที่ดำเนินการโดยเอกชน โดยธนาคารกลางจีน (PBOC) มีการสำรองเงินหนุนค่าเงินเหมือนเงินหยวนปกติทั่วไป ด้วยการผูกค่าดิจิทัลหยวนกับ RMB แบบ 1: 1 และใช้ระบบ Blockchain คลุมทั้งหมด การใช้งานเงินดิจิทัลหยวนจะถูกทดลองใช้ใน 4 เมืองแรกของจีน คือ เซินเจิ้น ซูโจว สงอัน และเฉิงตู โดยการทดลองใช้งานนี้จะมีระยะเวลา 6-12 เดือน ซึ่งร้านค้าหลาย ๆ ราย เช่น McDonald’s, Starbucks และ Subway ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาการร่วมทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลนี้ รวมถึงยังมีการนำเข้าไปใช้ในระบบของภาครัฐโดยเงินเดือนพนักงานของรัฐจะถูกจ่ายผ่านทางดิจิทัลหยวน เริ่มในเดือนพฤษภาคมนี้ ลองดู Prototype System ของดิจิทัลหยวนได้ตามรูปภาพด้านล่างนี้ครับ

พ้นจากวิกฤติหนี้ท่วมโลกและเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วย Money Velocity

โครงการอินทนนท์

โครงการอินทนนท์เป็นหนึ่งในโครงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มขึ้น ร่วมกับสถาบันการเงินอีก 8 แห่ง และบริษัท R3 (ผู้พัฒนา DLT ใน Corda Platform) ในการทดสอบความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ DLT กับระบบการชำระเงินของประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินมีความเข้าใจเทคโนโลยี โดยผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสถาบันการเงินและธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) รวมทั้งยังให้นักพัฒนาระบบ (System Developer) จากสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการร่วมกันพัฒนาระบบการชำระเงินต้นแบบเพื่อเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาระบบการเงินของไทยในอนาคตนั่นเอง ซึ่งขอบเขตของโครงการอินทนนท์จะแบ่งเป็น 3 ระยะ ตามรูปภาพประกอบด้านล่างนี้ครับ

พ้นจากวิกฤติหนี้ท่วมโลกและเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วย Money Velocity

ที่มา (https://www.bot.or.th/broadcast/BOTMagazine/2562/BOT3_62/mobile/index.html#p=9)

ทุกวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นบนโลกนั้นให้ผลดีกับเราเสมอครับ ไม่ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสกุลเงินดิจิทัลต่อจากนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ตาม ตัวเราเองในฐานะของสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการและมีการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด มีหน้าที่ปรับตัวให้ทันต่อเหตุการณ์ ทันต่อการเปลี่ยนแปลง หมดยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็ก หรือยุคปลาเร็วกินปลาช้าอีกต่อไป แต่เป็นยุคของปลาที่ใช่เท่านั้น ใช่สำหรับลูกค้าและตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้ทันท่วงทีหรือไม่ ฉะนั้น ปลาที่ใช่ต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีนะครับ

Zipmex

ที่มาบทความ : https://zipmex.co.th/2020/06/01/add-money-velocity-using-digital-currency/

ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify https://finno.me/spotify

App Google podcasts https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud https://finno.me/soundcloud

Podbean https://finno.me/podbean

Youtube https://finno.me/youtubepodcast

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...