โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาของเด็กไทย น่ากลัวไหม?

MATICHON ONLINE

อัพเดต 09 ก.ย 2564 เวลา 09.30 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2564 เวลา 10.25 น.

วิกฤตความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาของเด็กไทย น่ากลัวไหม?

ในมุมมองของผู้ใหญ่ วิกฤตโควิดมีหลายเรื่องที่เราต้องกังวลกัน ไหนจะเรื่องเข้าถึงวัคซีน ไหนจะเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ทำให้เรื่องของเด็กๆ อาจจะถูกละความสำคัญในการถกเถียงหาข้อสรุปและทางออก ปัญหาดังกล่าวก็คือเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาของเด็กไทย ที่กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน กลัวว่าจะถูกผลักไปไว้หลังๆ ของปัญหาที่ต้องแก้ไข

ก่อนโควิดจะมา ต้องบอกว่าระบบนิเวศน์ของการศึกษาไทยมีช่องว่างที่ถ่างกว้างอยู่แล้วระหว่างเด็กที่มีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม กับเด็กที่ด้อยโอกาส ที่แม้กระทั่งชุดนักเรียนและเครื่องมือในการเรียนปกติยังมีไม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิ์เข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมของพวกเค้าในระดับหนึ่ง

ยิ่งในสารบบการศึกษาไทยที่ให้ความสำคัญกับระบบการประเมินผลการเรียนที่เน้นสายวิชาการ การปลูกฝังให้แข่งขันกันเรื่องการเรียนเพื่อช่วงชิงโอกาสในการศึกษาดีๆ ในระดับต่อไป ความเหลื่อมล้ำยิ่งรุนแรงเพราะจะมีเด็กสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่พ่อแม่สามารถส่งเข้าเรียนในบรรดาสถาบันกวดวิชา เก็งข้อสอบต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาป้อนเด็กเข้าระบบและที่ประเมินความสามารถแบบนี้ เด็กที่ด้อยโอกาสไม่เสียเปรียบหรือครับในการที่จะเข้าเรียนในสถาบันที่เหมาะสมกับการพัฒนาศักยภาพที่เค้าพึงควรได้

จากตัวเลขของหน่วยงานที่ดูแลเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาบอกว่ามีเด็กยากไร้ถึงกว่า 1.8 ล้านคนที่สุ่มเสี่ยงจะหลุดออกจากระบบการศึกษา และอีกกว่า 4 แสนคนกำลังเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงเนื่องจากรายได้ครัวเรือนที่ลดลงในช่วงวิกฤติโควิดอย่างมากซึ่งส่งผลต่อการส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนหรือแม้กระทั่งเด็กถูกถึงออกจากระบบการศึกษาเพื่อมาช่วยครอบครัวทำมาหากิน ยิ่งในช่วงโควิดที่มีการหยุดการเรียนการสอน และเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ ปัญหานี้จะถูกขยายให้ใหญ่ยิ่งขึ้น

ถ้าอ้างอิงบทความของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ) อันหนึ่ง เค้าบอกว่าไทยเราเองปิดโรงเรียนทั่วประเทศไปแล้ว 15 สัปดาห์จากภาคเรียน 20 สัปดาห์ เท่ากับว่านักเรียนไทยไม่สามารถไปโรงเรียนเนื่องจากสถานการณ์การระบาดไปแล้วถึง 3 ใน 4 ภาคเรียน ซึ่งเมื่อประมวลเปรียบเทียบกับสถิติประเทศอื่นๆ แล้วเค้าบอกว่านักเรียนไทยจะเสียการเรียนรู้ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ของภาคการศึกษาเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่อ่อนไหวทางเศรษฐกิจ จะสูญเสียการเรียนรู้มากกว่าตัวเลขประมาณการข้างต้น อันเนื่องมาจากปัญหาความพร้อมทางด้านอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์ โทรศัพท์หรือแท็บเล็ตอย่างน้อยก็ต้องขึ้นหลักพันบาท แถมค่าแพ็กเกจอินเตอร์เน็ตอีกเดือนละ 3-4 ร้อยบาท เป็นต้นทุนที่สูงมากสำหรับครอบครัวที่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวทางเศรษฐกิจเข้าขั้น “ผู้ยากไร้” ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนลดลงเหลือแค่พันต้นๆ ในวิกฤตินี้

เรื่องอุปกรณ์การเรียนออนไลน์นี้เป็นประเด็นที่ดูวูบวาบเป็นข่าวช่วงที่ผ่านมาแล้วก็เงียบหายไป แต่ยิ่งพิจารณาดีๆ จะเห็นว่าความไม่พร้อมทางด้านการเงิน อุปกรณ์ ไม่ได้แค่ทำให้นักเรียนกลุ่มอ่อนไหวทางเศรษฐกิจเสียการเรียนรู้ชั่วคราวในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มอื่นเท่านั้น แต่เป็นจุดสำคัญที่อาจผลักให้นักเรียนกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษาแบบถาวร ความเหลื่อมล้ำจะหนักหนาขึ้นไปอีกอันเนื่องมาจากการฟื้นตัวของระบบการศึกษาไทยจะเป็นรูปทรง K-shape คนที่มีโอกาสได้รับการศึกษาเหมาะสมจะยิ่งทิ้งห่างคนที่ไม่มีโอกาสออกไปเรื่อยๆ ภายหลังวิกฤติคลี่คลาย

เรื่องความเท่าเทียมด้านการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ที่ผมว่าต้องแก้กันหลายๆ องค์ประกอบ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจและเป็นการมองในระยะยาวก็คือแนวคิดของบางประเทศที่สนับสนุนและส่งเสริมระบบการเลือกเรียนและประเมินผลในด้านวิชาชีพแทนที่จะเน้นวิชาการ ในมุมมองของผู้ว่าจ้างภาคเอกชน เราเห็นกันว่าทักษะของแรงงานในอนาคตอันใกล้นี้จะไม่เหมือนเดิม เนื้องานมีรูปแบบใหม่ที่ทักษะเฉพาะจะมีความสำคัญมากขึ้น การยกระดับหลักสูตร ปวช ปวส โพลีเทคนิคต่างๆ ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่น่าจะเป็นแนวทางที่ผู้เกี่ยวข้องควรพิจารณา

ถ้ามีแผนการยกระดับปฏิรูปการศึกษาภาควิชาชีพดีๆ ผมเชื่อว่าภาคเอกชนก็ยินดีสนับสนุน และเมื่อภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุน ทุนทรัพย์ในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน ฝากไว้คิดกันครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...