รถทัวร์ใต้ขยายลงทุนสวนทางรายได้วูบ
“รถบัสปรับอากาศภาคใต้” ขยายลงทุนเพิ่ม 30 เปอร์เซ็นต์ รับท่องเที่ยวใต้กระเตื้อง สวนทางยอดรายได้ภาพรวมสิ้นปี 2561 วูบ 20 เปอร์เซ็นต์ หลังหน่วยงานรัฐ-โรงเรียน-มหาวิทยาลัย ลดค่าใช้จ่าย “งดดูงานนอกพื้นที่” ถูกสายการบินโลว์คอสต์ดึงส่วนแบ่งตลาดไป 50 เปอร์เซ็นต์ เลิกกิจการ 10 เปอร์เซ็นต์ ปีེ คาดหวังกิจกรรมดูงานนอกพื้นที่หน่วยงานรัฐกลับมา ส่วนทัวร์ท่องเที่ยวยังไม่ค่อยดี
นายวิทยา ภิญโญธนนันท์ กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่องไทยทั่วทิศ และประธานชมรมผู้ประกอบการรถบัสปรับอากาศภาคใต้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ภาพรวมธุรกิจรถบัสปรับอากาศในพื้นที่ภาคใต้ปี 2561 ยอดรายได้เฉลี่ยหายไปประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ปัจจัยสำคัญมาจากไม่มีงานกิจกรรมการเดินทางไปดูงานนอกพื้นที่ของหน่วยงานภาครัฐ โรงเรียน และมหาวิทยาลัย เนื่องจากแต่ละหน่วยงานต่างลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของชมรมที่มีรถรวมกันประมาณ 300-400 คัน มีรายได้ลดลง นอกจากนี้ ทางด้านการตลาดมีการแข่งขันกันสูง มีการเสนอตัดราคาให้เช่ารถ เช่น ผู้ประกอบการรายเล็กบางกลุ่มให้เช่ารถทัวร์ราคา 13,000 บาทต่อคันต่อวัน ขณะที่บางรายตัดราคาเสนอให้เช่าถูกกว่า 12,000-12,500 บาทต่อคัน
นอกจากนี้ ประชาชนส่วนหนึ่งได้หันไปใช้บริการสายการบินราคาประหยัด (โลว์คอสต์) เพิ่มขึ้น คาดว่าดึงส่วนแบ่งจากตลาดรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ (รถบัสปรับอากาศ) ไปแล้วประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีราคาค่าโดยสารใกล้เคียงกัน และอำนวยความสะดวกเรื่องเวลารวดเร็วกว่า อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจรถบัสปรับอากาศไม่ค่อยดีนัก แต่ยังมีการขยายตัวลงทุนต่อรถบัสเพิ่มขึ้นในลักษณะสวนทางกับรายได้ ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนักลงทุนในพื้นที่และนอกพื้นที่ ขณะเดียวกัน มีผู้ประกอบการบางส่วนที่ได้เลิกกิจการไปประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์
“ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับรถบัสปรับอากาศ ตั้งแต่สายการบินโลว์คอสต์มีการลงทุนขยายสายการบิน และเพิ่มเติมเที่ยวบินกันมาก ยกตัวอย่าง รถโดยสารปรับอากาศ วี.ไอ.พี. ชั้น 1 หลายบริษัทระดับราคาใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะเส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 750-1,142 บาทต่อเที่ยว ขณะที่การจองตั๋วเครื่องบินสายการบินราคาประหยั หากมีการจองล่วงหน้าราคาเริ่มต้นจะค่อนข้างต่ำใกล้เคียงกับราคารถบัสโดยสารปรับอากาศ ตั้งแต่ 995-1,230 บาทต่อเที่ยว เป็นต้น”
นอกจากนี้รายได้ที่ลดลงสะสมมาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ผู้ประกอบการที่ทำรถโดยสารปรับอากาศได้หันมาทำธุรกิจรถบัสปรับอากาศท่องเที่ยวมากขึ้น เนื่องจากภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้มีการขยายตัวเติบโตในทิศทางที่ดี นักท่องเที่ยวที่นั่งสายการบินโลว์คอสต์มา จะหันมาใช้บริการรถบัสปรับอากาศท่องเที่ยวในพื้นที่ในสัดส่วนที่สูงขึ้นมาก ส่วนการวิ่งให้บริการออกต่างประเทศ เช่น ประเทศมาเลเซีย ไปได้เพียงแนวพรมแดนไทย-มาเลเซีย ไม่สามารถเข้าไปยังประเทศมาเลเซียได้ ต่างกับรถมาเลเซียที่สามารถเข้ามาถึงจังหวัดสงขลาได้ ตรงนี้เป็นข้อเสียเปรียบ
นายวิทยากล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางรถบัสปรับอากาศในปี 2562 ขณะนี้ยังคาดการณ์ยาก แม้ธุรกิจการท่องเที่ยวจะมีการขยายตัวเติบโตก็ตาม เพราะมีตัวแปรมาก ประการสำคัญ คือ กิจกรรมการเดินทางไปดูงานนอกพื้นที่ของหน่วยงานภาครัฐ ถ้าไม่มีการเช่าเหมารถบัสปรับอากาศจะมีผลกระทบมาก ส่วนการจัดธุรกิจทัวร์ท่องเที่ยวปัจจัยขึ้นกับเศรษฐกิจกำลังซื้ออีก เป็นต้น ดังนั้น ภาพรวมผลประกอบการรถบัสปรับอากาศจะทรงตัวกับถดถอยในระยะนี้ เนื่องจากรายจ่ายประจำที่สูง ในขณะที่รายรับต่ำลง โดยรายจ่ายประจำประมาณ 2,000 บาทต่อวัน หรือประมาณกว่า 700,000 บาทต่อปีต่อคัน ยกตัวอย่าง รถ 1 คัน มีค่าประกันภัยปีละ 17,000 บาท/ปี ค่าประกันชีวิตที่ทำให้คนขับรถ ค่าขนส่ง จีพีเอส WiFi ฯลฯ แต่รายรับรถบัสปรับอากาศ วิ่งบริการนำเที่ยวจะได้ประมาณ 10-12 วันต่อเดือน ถ้ามีงานวิ่งระดับนี้จะประสบกับภาวะทรงตัว
“ราคารถบัสปรับอากาศ 8 ล้านกว่าบาทต่อคัน วางเงินดาวน์ 1 ล้านบาท หรือ 2 ล้านบาท ผ่อนชำระตั้งแต่ 100,000-130,000 บาท ถึง 150,000 บาทต่อเดือน ถ้าวิ่งได้ประมาณ 30 วันต่อเดือน จะมีกำไร แต่ส่วนใหญ่จะวิ่งไม่เต็ม 30 วันต่อเดือน”
อย่างไรก็ตาม นายวิทยากล่าวถึงการปรับตัวของห้าง หจก.ท่องไทยทั่วทิศว่า ได้ปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ จากเดิมมีรถจำนวน 14 คัน แต่ตอนนี้ปรับลดให้เหลือประมาณ 9 คัน
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!