"สยามเวลเนส" ไม่หวั่นวิกฤต (ขอ) ประคองธุรกิจ... รอจังหวะฟื้น
ท่ามกลางวิกฤต “สยามเวลเนส” หรือ SPA หนึ่งในผู้ให้บริการสปารายใหญ่ มีสาขามากที่สุดในประเทศไทย หนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ถูกปิดกิจการชั่วคราวตามประกาศควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาล
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “วิบูลย์ อุตสาหจิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ “ณรัล วิวรรธนไกร” กรรมการบริหาร บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ปจำกัด (มหาชน) หรือ SPA ถึงผลกระทบและแนวทางการทำงานหลังปิดกิจการทั่วประเทศ ไว้ดังนี้
ปิดชั่วคราวดีกว่าทนเปิดต่อ
“วิบูลย์” บอกว่า จากมาตรการคำสั่งปิดกิจการของสถานประกอบการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ครอบคลุมถึงสปา ร้านนวดแผนไทย และบริการอื่น ๆ อีกหลายประเภท ทำให้บริการทุกประเภทและทุกสาขาในกรุงเทพฯ และในประเทศไทยของ SPA ต้องปิดลงชั่วคราวนั้นเป็นผลดีกับ SPA มากกว่า เพราะสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาก็เหมือนกับการปิดตัวลงโดยไม่ประกาศอยู่แล้ว เนื่องจากจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดน้อยลงเรื่อย ๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็งดการเดินทางและคนไทยก็เริ่มหลีกเลี่ยงแหล่งชุมชน
ดังนั้น การประกาศปิดชั่วคราวอย่างเป็นทางการ จึงดีกว่าในแง่ที่ว่าบริษัทสามารถรักษาต้นทุนค่าใช้จ่ายและชัดเจนกับการบริหารงาน ทำให้เจ้าของพื้นที่หลายแห่งปรับลดหรือยกเว้นค่าเช่า ส่วนพนักงานและบุคลากรประจำสาขาขณะนี้ให้หยุดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างไปก่อนเป็นการชั่วคราว
โดยพนักงานประจำของบริษัทจะสามารถขอเงินชดเชยจากประกันสังคมได้ตามนโยบาย รวมถึงสามารถนำเอาวันหยุดพักร้อน วันหยุดสะสม และวันหยุดชดเชยมาใช้ก่อนจนกว่าจะหมด และต้องหยุดโดยไม่รับเงินเดือน
ประคองธุรกิจรอจังหวะฟื้น
“วิบูลย์” บอกด้วยว่า ที่ผ่านมา SPA ได้เสนอความเห็นเรื่องการปิดกิจการชั่วคราวไปบ้าง โดยหวังว่าจะช่วยให้บริษัทรอดพ้นจากวิกฤต แม้จะยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทมากน้อยแค่ไหน แต่บริษัทก็จะพยายามรักษาผลประกอบการให้ใกล้เคียงกับปีก่อนมากที่สุด โดยในขณะนี้ก็ยังคงเปิดให้บริการขายสินค้าผ่านทางออนไลน์อยู่
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เป็นเวลาที่หลายชาติในเอเชีย รวมถึงจีนกำลังค่อย ๆ ฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้นจึงเป็นเวลาที่เรารอคอยข่าวดีจากประเทศไทย เพราะถ้าหากเราสามารถยุติการแพร่ระบาดของไวรัสและฟื้นคืนได้ในเวลาใกล้เคียงกันกับตลาดท่องเที่ยวหลักเหล่านี้ น่าจะทำให้นักท่องเที่ยวเอเชียหลายชาติเลือกเดินทางกลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยก่อนเป็นจุดหมายปลายทางแรก ๆ โดยเฉพาะจีนที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
“ล่าสุดเราได้ข่าวว่าซีทริป บริษัทขายสินค้าและบริการทางด้านการท่องเที่ยวรายใหญ่ของจีนเปิดให้บริการแล้ว โดยชาวจีนสามารถจองสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวภายในประเทศได้ตั้งแต่เมษายนนี้เป็นต้นไป จึงมองว่าในอนาคตนักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มออกท่องเที่ยว
นอกประเทศได้ในเวลาอันใกล้ เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ที่เป็นตลาดหลักของ SPA เช่นกัน จึงขึ้นอยู่ที่ไทยว่าจะพร้อมให้นักท่องเที่ยวเดินทางอีกครั้งเมื่อไร”
ปี”62 รายได้รวม 1.34 พันล้าน
“วิบูลย์” ยังบอกอีกว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แม้ธุรกิจสปาจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง แต่กิจการของ SPA ได้รับผลกระทบน้อยกว่าสปาอื่น ๆ ในตลาด เพราะมีผู้ใช้บริการเป็นนักท่องเที่ยวอิสระและคนไทยในสัดส่วนที่มากกว่านักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์ที่หายไปเลยทันที แต่เริ่มได้รับผลกระทบมากขึ้นในช่วงเวลาที่คนไทยเริ่มชะลอการใช้จ่าย ประกอบกับการยกเลิกวีซ่า ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ที่ทำให้นักท่องเที่ยวอิสระเดินทางเข้ามายากขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะที่ “ณรัล วิวรรธนไกร” กรรมการบริหาร บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA เสริมว่า ในปี 2562 รายได้สุทธิจากการดำเนินงานของ SPA อยู่ที่ 1,383.69 ล้านบาท เติบโต 26% และมีกำไรสุทธิ 245.47 ล้านบาท เติบโต 19% จากปี 2561 โดยมีการเปิดสาขาใหม่ในประเทศทั้งสิ้น 10 สาขา
“แม้ในปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวไทยจะถูกกระทบจากอัตราค่าเงินบาทที่ค่อนข้างแข็งค่า ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่เริ่มกลับมาเป็นบวกในเดือนกรกฎาคม จึงทำให้ไตรมาส 3-4 ดีตามคาด”
ตั้งเป้าโต 20% ต่อปี
ปัจจุบันสัดส่วนผู้ใช้บริการสปาในเครือประกอบด้วย ชาวจีน (รวมฮ่องกง และไต้หวัน) 55%, ไทย 25%, เกาหลี และญี่ปุ่น 10% ส่วนที่เหลืออีก 10% เป็นผู้ใช้บริการอื่น ๆ โดยมีแบรนด์เรือธง คือ เล็ทส์รีแล็กซ์ (Let”s Relax) สปาระดับ 4 ดาว ที่ถือครองสัดส่วนรายได้กว่า 89% ของบริษัท ตามมาด้วยบ้านสวน มาสสาจ 6%, ระรินจินดา 4% และอื่น ๆ อีก 1%
โดยบริษัทตั้งเป้ารักษาอัตราการเติบโตของรายได้อย่างน้อย 20% ต่อปี ขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ตั้งเป้าเป็นจำนวน 10 สาขาเหมือนก่อนหน้านี้ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีโมเดลธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมเพิ่มยอดการใช้บริการสาขาเดิมและเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของลูกค้าขึ้นอีก โดยบริษัทเล็งเห็นว่าการเปิดให้บริการสปาในโรงแรมเป็นโมเดลที่น่าสนใจ เนื่องจากลงทุนต่ำและทำได้เร็ว
เตรียมเปิดแบรนด์ใหม่ Q4
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมที่จะเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แบรนด์ Let’s Relax Lifestyle อย่างไม่เป็นทางการ ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยเริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงมือ หรือแฮนด์โลชั่น 2 สูตร โดยจะเริ่มต้นขายมาร์เก็ตเพลซชั้นนำของประเทศไทย อาทิ ลาซาด้า ช้อปปี้ ฯลฯ
“ตอนนี้เรามีเป้าหมายที่จะขยับจาก mai เข้าสู่ SET โดยมีความ
พร้อมครบทุกด้านแล้ว ขาดแต่เพียงทุนจดทะเบียนของบริษัทที่ไม่ถึงหลักเกณฑ์ที่ SET ตั้งไว้ที่ 300 ล้าน แต่สปามีทุนจดทะเบียนราว 160 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนหลักเกณฑ์อื่น ๆ ไม่มีปัญหา ถือว่ามีความพร้อมอย่างเต็มที่”
ส่วนแผนการลงทุนที่บริษัทได้วางแผนไว้นั้น “ณรัล” อธิบายว่าจะทำในปี 2563 นี้ ได้เดินหน้าไปแล้วบางส่วน คือ การเปิดให้บริการสปา 2 สาขา ได้แก่ บ้านสวนมาสสาจ รามอินทรา 62 และเล็ทส์ รีแล็กซ์ สปา สุขุมวิท ส่วนโครงการอื่นที่อยู่ในแผนอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ว่าจะเข้าสู่เฟส 3-4 หรือไม่ โดยอาจจะมีการเจรจากับเจ้าของที่ดินเพื่อเลื่อนการเปิดบริการเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านี้ SPA ยังมองหาโอกาสในการเข้าซื้อและควบรวมกิจการกับกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเวลเนสที่บริษัทถนัด เช่นเดียวกับการขยายสาขาในต่างประเทศที่ปัจจุบันทำรายได้ไม่ถึง 1% แม้บริษัทจะมีสาขาแฟรนไชส์ตั้งอยู่ในจีน กัมพูชา และเมียนมา แต่ในอนาคตบริษัทจะขยายการให้บริการไปในพื้นที่เหล่านี้มากขึ้นต่อไป