ภาพเก่าเล่าตำนาน : ที่พึ่งพิง...ของคนยาก โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก
คนที่เกิดมาพรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ แก้ว แหวน เงินทอง สมบูรณ์พูนสุขด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค จะไม่เข้าใจ นึกภาพไม่ออกว่า “โรงรับจำนำ” มีไว้ทำไม ทำไมต้องไปโรงรับจำนำ และทำไมการไปโรงรับจำนำในอดีต คือ เรื่องที่ต้องกระมิดกระเมี้ยน
ผู้เขียนเติบโตมาในค่ายทหาร และรับราชการทหารมาตั้งแต่ระดับล่าง สังคมครอบครัวในค่ายทหาร คนในหน่วย ล้วนเป็น “มนุษย์เงินเดือน” เมื่อเอ่ย คำว่า “เอาของไปตึ๊ง” จะเป็นที่เข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
การไปโรงรับจำนำเป็นทางเลือกที่ “ยุติธรรม” พอสมควรที่ทำให้มีชีวิตมีทางรอด มีรูพอหายใจได้บ้าง สำหรับสังคมไทย ช่วงที่หนักหนาสาหัสที่สุด คือ ช่วงเด็กเปิดเทอม
พ่อ แม่ จะต้องขวนขวายหาเงิน ซื้อเสื้อ กางเกง เข็มขัด รองเท้า ถุงเท้า กระเป๋า สมุด หนังสือ และค่าเทอม เพื่อให้ลูกได้ไปโรงเรียน
สำหรับสังคมทหาร ผู้บังคับหน่วยจะต้องหมั่นเอาใจใส่ สังเกต สอบถามผู้ใต้บังคับบัญชาถึงชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว เพื่อจุนเจือ เอื้อเฟื้อให้ครอบครัวลูกน้อง “ขวัญดี” ต้องใส่ใจ ขวนขวาย “หาทุนสนับสนุนการศึกษา” ให้ลูกหลานของกำลังพลในหน่วยได้เรียนหนังสือแบบไม่ขัดสน
ภาพเก่า…เล่าตำนาน ตอนนี้ขอชวนพูด ชวนคุย เรื่องประวัติของโรงรับจำนำ…
ธุรกิจ “จำนำ” เกิดมาในโลกแต่ดึกดำบรรพ์นับราว 3 พันปีแล้ว การเป็น “ผู้รับจำนำ” เป็นอาชีพที่มีชื่อเสียงในอาณาจักรกรีกและโรมัน
เมื่ออาณาจักรโรมันแผ่ขยายไปทั่วทั้งโลก “โรงรับจำนำ” ธุรกิจนี้ ก็แพร่กระจาย ขยายกิจการตามไปด้วยกัน
ความคิดเรื่อง “การจำนำ” ก็เกิดขึ้นในหมู่ชาวจีนมาแล้วนับพันปีเช่นกัน เริ่มดำเนินการโดยสำนักสงฆ์ วิธีการส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็ไม่แตกต่างกับสมัยโบราณมากนัก เรื่องเงิน-ทอง ไม่เข้าใครออกใคร จะแตกต่างกันตรงที่ “ใครเป็นเจ้าของกิจการ ?”
ธุรกิจการจำนำ เป็นรูป เป็นร่าง ก่อเกิดเป็นบริษัทขึ้นในอังกฤษ
ชาวยิวที่เก่งฉกาจเรื่องการค้าขาย และชาวลอมบาร์ด (Lombard) ในอังกฤษเป็นเจ้าของและดำเนินกิจการร้านรับจำนำ มีหลายสาขา แล้วแพร่กระจายไปทวีปในยุโรป
กิจการโรงจำนำ ใช้สัญลักษณ์ “ทรงกลมทองคำ” ทั้งสามดวงบนเป็นสัญลักษณ์ (ตามภาพ)
เมื่อสังคมในยุโรปเปลี่ยนจากการใช้แรงงานสัตว์ ไปเป็น “ยุคอุตสาหกรรมใหม่” ใช้เครื่องจักรไอน้ำ เกิดโรงงานอุตสาหกรรม คนงานนับแสน นับล้าน คนต้องรอรับเงินเดือน โรงจำนำ คือ ที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ เป็นสวรรค์ของคนจน ที่จะช่วยเหลือคนงานระหว่างรอวันเงินเดือนออก
โรงรับจำนำเหล่านี้ พร้อมที่จะให้เงินสดแลกกับสินค้า ทรัพย์สิน ในขณะที่พวกเขารอเงินเดือน วันเวลาผ่านไป คนบนโลกนี้ต้องกิน ต้องใช้ กิจการโรงรับจำนำจึงขยายตัว เติบโต รุ่งเรือง
สหรัฐอเมริกามีการเติบโตอย่างรวดเร็วของโรงรับจำนำในช่วง พ.ศ.2472 เหตุการณ์เมื่อครั้งธนาคารในอเมริกาพังครืน ในช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) โรงรับจำนำในท้องถิ่น คือ ความหวังคนอเมริกันจะได้รับเงินสด
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ต้องยอมรับว่า มนุษย์บนโลกใบนี้ มีวงจรชีวิตเรื่องของเงิน-ทองไม่ต่างกันนัก
“จุดเด่น” ของโรงรับจำนำ คือ มิตรในยามยาก ทำงานรวดเร็ว ขั้นตอนน้อย ได้เงินง่าย และได้เงินสด นั่นหมายความว่า ทรัพย์สิน ที่นำมาจำนำต้องไม่มีปัญหา เพราะเป็นการนำทรัพย์สินมาแปลงเป็นเงินสด
โรงรับจำนำ จึงเป็นแหล่งเงินทุนทางเลือกอันดับต้นในยามที่ประชาชนต้องการเงินเร่งด่วน
เหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดในอเมริกาและทวีปยุโรป ในปี พ.ศ.2472 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ขยายวงไปยังนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงสยามประเทศ
ช่วงปี พ.ศ.2472-2482 ชาวอเมริกันตกงานราว 15 ล้านคน ผิวขาว ผิวดำ ก็ต้องยืนไปเข้าแถวรอรับอาหาร เหมือนกันนะครับ ชีวิตแสนระทมขมขื่นราว 10 ปี
โรงรับจำนำ ทำหน้าที่เป็นธนาคารขนาดเล็ก เป็นทางรอดสำหรับผู้คนที่ไม่ได้มีบัญชีธนาคารที่ยุ่งยากไม่น้อย
การจำนำ ลดความยุ่งยาก สลับซับซ้อน หยุมหยิม เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์อย่างรวดเร็ว
มาคุยกันเรื่อง กิจการโรงจำนำในสยามแต่เก่าก่อนครับ…
มีข้อมูลระบุว่า…โรงรับจำนำมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโน่นแล้ว มีหลักฐาน คือพระราชกำหนดที่ออกในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
ในยุคนั้น… ห้ามจำนำสิ่งของในเวลากลางคืน เนื่องจากมีการลักขโมยกันมาก (คงเป็นเคอร์ฟิวแบบอ่อนๆ)
ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ใน พ.ศ.2404 แผ่นดินในหลวง ร.4 มีการเปิดโรงจำนำขึ้นเป็นแห่งแรก โดย จีนฮง ตั้งโรงรับจำนำขึ้นที่ริมประตูผี แถวสี่แยกสำราญราษฎร์
คนจีนที่ถนัดทำมาค้าขาย ตั้งโรงรับจำนำสร้างความมั่งคั่ง
จนในปี 2433 สมัยรัชกาลที่ 5 ปรากฏว่ามีโรงรับจำนำเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ราว 200 แห่ง… นั่นก็แสดงว่า ชาวสยาม นิยม พึ่งพา การจำนำกันอุตลุด…
ข้อมูลเกร็ดประวัติศาสตร์ของ คุณโรม บุนนาค เล่าว่า…
“…การตั้งโรงจำนำในสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายควบคุม ใครอยากตั้งก็ตั้ง และยังไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม บางรายก็รับจำนำที่บ้าน และได้เกิดเรื่องแปลกขึ้น คือใน พ.ศ.2425 … อีแก้วได้ขโมยเด็กอายุ 1 ขวบจากพ่อแม่ไปจำนำกับจีนหยงติ๊ดและอำแดงง่วนเง็ก ผู้เป็นภรรยา โดยมีอีสินลาเป็นผู้ค้ำประกัน… เมื่อเรื่องไปถึงตระลาการ ก็ไม่มีกฎหมายฉบับใดบัญญัติเกี่ยวกับการจำนำไว้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ที่ประชุมเสนาบดีปรึกษาหารือในเรื่องนี้ ซึ่งที่ประชุมได้ถวายความเห็นว่า สำหรับอีแก้วซึ่งพรากเด็กจากบิดามารดาไปทุกข์ทรมาน ต้องโทษฐานเป็นโจรใจร้าย ส่วนอีสินลา จีนหยงติ๊ด และอำแดงง่วนเง็ก มีความผิดเสมอกัน เพราะขาดคนหนึ่งคนใดการจำนำเด็กก็เกิดขึ้นไม่ได้ จึงต้องรับโทษเสมอกัน
ด้วยเหตุนี้จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติโรงจำนำ รัตนโกสินทร์ศก 114 เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2444 เป็นต้นไป กำหนดให้ผู้ตั้งโรงจำนำต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานก่อน…”
เหตุการณ์จำนำแปลกประหลาดครั้งนั้น คือ การตั้งต้นนับ 1 ที่ทำให้สยามต้องออกพระราชบัญญัติ
ก็ใช่ว่า หลงจู๊ เจ้าของกิจการโรงรับจำนำจะนอนตีพุง นั่งหลังลูกกรง รอรับทรัพย์ และนำของหลุดจำนำไปขายง่ายๆ นะครับ
หลงจู๊… ต้องมีความรู้กว้างขวาง ต้องรู้จักสิ่งของที่ลูกค้าเอามาจำนำ โทรศัพท์มือถือ รุ่นไหน กล้องถ่ายรูป นาฬิกา แหวน ทองคำ สร้อยคอ เพชรนิลจินดา ของสารพัดชนิดต้องตีราคาได้ ต้องรู้อะไรจริง อะไรปลอม และต้องกล้า “ปฏิเสธ”
รายได้ของเถ้าแก่จะมาจากเอาของที่หลุดจำนำไปขายทอดตลาด การทำบัญชี การคำนวณดอกเบี้ยต้องเป๊ะ กิจการโรงรับจำนำส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจของชาวจีนตกทอดมาจากบรรพบุรุษ
ข้อมูลที่ผู้เขียนค้นหามาเพิ่มเติม คือ สินทรัพย์ที่นำมาจำนำส่วนใหญ่ 70-80% เป็นทองคำ รองลงมาคือเครื่องเพชร นาฬิกา สินค้าแบรนด์เนม และสินค้าไอที
โรงรับจำนำปัจจุบัน ไม่ต้องมุดตัว แหวกม่านไม่ไผ่ เข้าไปแล้วจะพบหลวงจู๊นั่งอยู่แบบไฟสลัว ตีราคาทรัพย์สินแบบหน้าเลือด และมีตลับหมึกสีให้ปั๊มหัวแม่โป้ง
โรงรับจำนำปัจจุบัน มีการพัฒนาอาคาร สถานที่ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการแบบมืออาชีพ
ในอดีตมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาในสังคมทหาร …วันหนึ่ง นายทหารที่ใจถึง พึ่งได้ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ต้องการเป็น “เจ้ามือ” เพื่อแสดงออกถึงภาวะผู้นำ เลี้ยงลูกน้องที่กำลังตั้งวงสุรา อาหารในตลาด
สุรา อาหาร เพียบพร้อม อิ่มหนำสำราญถ้วนทั่ว ผู้กองหนุ่มรู้ตัวดีว่า นี่คือเวลาหน้าสิ่ว หน้าขวาน เงินไม่พอ มื้อนี้หมดตูดแน่ๆ ผู้กองหนุ่ม ตัดสินใจถอดนาฬิกาข้อมือ สร้อยคอ หรือแม้กระทั่งแหวนรุ่น ให้ลูกน้องบึ่งไปโรงรับจำนำเพื่อ “รักษาหน้า” เอาเงินสดออกมาจ่ายค่าอาหาร….
เรื่องแบบนี้ ถูกถ่ายทอดกันมาว่า..ให้นึกถึงโรงรับจำนำ
โรงรับจำนำในปัจจุบัน ใช้เทคโนโลยีสแกนนิ้วมือ ออกตั๋ว บางแห่งก็จัดห้อง VIP เป็นส่วนตัวรองรับลูกค้าที่หอบข้างของมาจำนำหลายรายการ การเก็บรักษาทรัพย์ของลูกค้าเป็นระบบระเบียบ
การจำนำที่ต้องแข่งขันกันให้บริการลูกค้าในปัจจุบัน สถานที่โอ่อ่า ไฟสว่าง ตกแต่งสถานที่สวยงาม ของที่นำมาจำนำราคาจะเปลี่ยนเป็นเงินสดเฉลี่ยที่ 80% ของมูลทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดไม่เกิน 1.25%
ทรัพย์ที่นำมาจำนำต้องจ่ายดอกเบี้ย หรือที่เรียกว่า ต่อดอก ทุกๆ 5 เดือน (กฎหมายระบุไว้ 4 เดือน และสามารถยืดเวลาได้อีก 30 วัน)
ผู้ประกอบการโรงรับจำนำให้ข้อมูลว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้า คือ มนุษย์เงินเดือน ลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่ต้องการ “เงินทุน” ไปเริ่มต้นประกอบอาชีพ เป็นการสร้างงาน สู้ชีวิตเพื่อหารายได้
คนที่สำคัญที่สุดในโรงรับจำนำ คือหลงจู๊ และผู้ช่วยที่ต้องมีสายตาประดุจเหยี่ยว โดยเฉพาะการตรวจดูทองคำ ถ้าเป็นทองปลอมหรือของโจร ผู้นำมาจำนำจะมีความผิดตามกฎหมายทันที
โรงรับจำนำ เปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่น ที่ทำให้สังคม ธุรกิจเคลื่อนตัวไปได้ และยังเป็นที่พึ่งในยามเจ็บป่วยฉุกเฉิน
ทรัพย์ยอดนิยม สิ่งของ 5 ประเภทที่ผู้คนนิยมจำนำมากที่สุด ได้แก่ ทองคำ เพชร นาฬิกา สินค้าแบรนด์เนม กระเป๋า เข็มขัด รองเท้า และสินค้า IT
สินค้าแบรนด์เนม เครื่องใช้และเครื่องประดับที่ทำจากทองยุคเก่า เช่น หวีทองคำ กล้องส่องพระทองคำ เงินโบราณ สิ่งที่โรงรับจำนำ ไม่รับ คือ ปืน และรถยนต์
แถมท้ายเป็นความรู้ครับ “สถานธนานุเคราะห์” คือ โรงรับจำนำของรัฐ …“สถานธนานุบาล” คือ โรงรับจำนำของ กทม. และโรงรับจำนำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆ และยังมีบริษัทของเอกชนที่ทำธุรกิจแนวนี้อีกจำนวนมาก
ช่วงโควิด-19 ที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ มีชีวิตแบบฝืดเคือง ต้องไปเข้าแถว ยืนห่างๆ เพื่อรอรับแจกอาหาร โรงรับจำนำมีโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อดูแลบรรเทา ลดภาระการเงินของคนไทย… ลองติดตามถามไถ่กันดูนะครับ
ขอชื่นชม สรรเสริญ วัด องค์การกุศล ปัจเจกบุคคล บริษัท ห้างร้าน ฯลฯ ที่อุทิศกาย ใจ ตั้งโรงทาน นำอาหาร น้ำดื่ม มาแจกกันในยามลำบาก บ้างก็ทำอาหารไปส่งที่โรงพยาบาล มอบให้แพทย์ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล…
นี่คือ ..ความงดงาม ศิวิไลซ์ ของสังคมไทยที่ใส่ใจดูแล เมตตาต่อกัน… ช่างเลอเลิศประเสริฐยิ่งนัก