โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพ็ญสุภา สุขคตะ : "พระโมคคัลลานะ-พระสารีบุตร" จุดกำเนิดความนิยมคาถา "เย ธมฺมาฯ" ในทวารวดี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 เม.ย. 2563 เวลา 04.00 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2563 เวลา 04.00 น.

คาถาภาษาบาลีที่มีชื่อย่อว่า “เย ธมฺมาฯ” อันเป็นคาถายอดฮิตของชนชาติมอญโบราณแห่งรัฐทวารวดีเมื่อราว 1,400-1,500 ปีที่แล้วนั้น หาใช่พระพุทธวัจนะของพระพุทธองค์ไม่

หากแต่เป็นคำสอนของ “พระอัสสชิ” หนึ่งในพระอรหันต์กลุ่มปัญญวัคคีย์ ปฐมสาวก ที่เทศนาแก่ “พระสารีบุตร” จนได้ดวงตาเห็นธรรม

โจทย์ของบทความชิ้นนี้จึงมีอยู่ว่า อะไรเป็นมูลเหตุให้ชาวมอญโบราณยุคทวารวดีเกิดความนิยมในการนำคาถาเย ธมฺมาฯ มาใช้อย่างกว้างขวาง มากกว่าคาถาบทอื่นๆ

อีกทั้งความนิยมในรูปเคารพของพระโมคคัลลานะ-พระสารีบุตรเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และมีพัฒนาการสืบเนื่องกันมาอย่างไร

 

ธรรมใดเกิดแต่เหตุ
ตถาคตตรัสถึงเหตุและความดับแห่งธรรม

คาถาเย ธฺมมาฯ ย่อมาจาก

 

“เย ธฺมมา เหตุปฺปภวา เอตํ เหตุ ตถาคโต อาห

เตสญฺจ โย นิโรโธ เอวํ วาที มหาสมโณ”

 

ถอดความได้ว่า

“ธรรมทั้งหลายเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าตรัสถึงเหตุนั้นและความดับแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้น พระมหาสมณะเจ้ามีปกติกล่าวอย่างนี้”

เป็นคาถาที่พระอรหันต์อัสสชิกล่าวให้แก่ “อุปติสสะ” ณ กรุงราชคฤห์ ขณะที่เดินไปรับบิณฑบาตยามเช้าอยู่

“อุปติสสะ” คือนามจริงของพระสารีบุตร ส่วนฉายา “สารีปุตฺโต” นั้นได้มาจากการที่เป็นบุตรของพระสารีพราหมณี

อุปติสสะเบื่อโลกย์ เบื่อชีวิต แสวงหาทางหลุดพ้นในวิถีแห่งปริพาชก คือปล่อยเนื้อปล่อยตัวคล้ายฮิปปี้ เที่ยวฝากตัวเป็นศิษย์สำนักต่างๆ ทันทีที่ได้ฟังคำของพระอัสสชิว่าด้วยคาถา “เย ธฺมมา” ก็ถึงกับบรรลุธรรมขั้นโสดาบัน

รีบกลับไปบอกแก่เพื่อนสนิท “โกลิยะ” ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “พระโมคคัลลานะ” ถึงธรรมะอันประเสริฐ พลันสหายผู้มีปัญญาก็พลอยได้ดวงตาเห็นธรรมอีกราย

“เย ธมฺมาฯ” ถือเป็นกุญแจไขประตูให้พระสารีบุตรและพระโมคคัลละเข้ามาสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เพราะหลังจากที่ได้ฟังคาถานี้แล้ว สองสหายต่างดำริว่า เราต้องเข้าให้ถึง “พระตถาคต” ผู้เป็นมหาบุรุษของพระอัสสชิให้จงได้

นี่แค่ขนาดฟังธรรมของพระสาวกยังกินใจถึงเพียงนี้ หากยิ่งได้ฟังพระวัจนะของพระศาสดาจะยิ่งซาบซึ้งตรึงทรวงมากเพียงไหน

นำไปสู่การขอบวชกับพระพุทธเจ้า กระทั่งพระสารีบุตรบรรลุพระอรหันต์ที่เขาคิชฌกูฏ ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (มาฆะ)

ผ่านไปนานนับพันปี คาคา “เย ธมฺมาฯ” ถูกนำมาใช้จารึกในงานพุทธศิลป์สมัยทวารวดีหลายชิ้น อาทิ บริเวณฐานพระพุทธรูป ด้านหลังพระพิมพ์ดินเผา บนเหรียญเงินรุ่นเก่า ฯลฯ ตัวอักขระที่พบนั้นมีทั้งอักษรปัลลวะ หลังปัลลวะ และอักษรมอญโบราณ

ประหนึ่งว่าคาถานี้ได้กลายมาเป็น “หัวใจพระพุทธศาสนาในยุคทวารวดี” ฉบับย่อก็ว่าได้

ฤๅผู้คนในยุคทวารวดีมองเห็นความสำคัญแห่งการบรรลุธรรมขั้นต้นของพระสารีบุตร-พระโมคคัลลานะ ในทำนองว่าหากไม่มีก้าวแรก ก็จะไม่มีก้าวต่อๆ ไป ฉะนั้น ก่อนที่จะมุ่งไปพระนิพพาน ต้องผ่านขั้นโสดาบันให้ได้ก่อน

 

พระพิมพ์รุ่นเก่าสุด สารีปุตฺโต

การทำรูปเคารพพระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้เป็นเลิศแห่งปัญญา รุ่นเก่าสุดที่พบบนแผ่นดินสยามก็คือ พระพิมพ์ดินเผาสมัยทวารวดี ได้มาจากการขุดแต่งเนินโบราณสถานหมายเลข 11 เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

พระพิมพ์ชิ้นนี้มีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร ฝีมือปั้นแบบง่ายๆ หยาบๆ ทำด้วยดินเผาอุณหภูมิต่ำคือเผาแบบข้างในยังไม่สุกเห็นเนื้อดินสีดำ อันเป็นรูปแบบดินเผาที่พบทั่วไปในยุคทวารวดี

ลักษณะเป็นภิกษุ (ไม่มีเกตุมาลาบนพระเศียร) หน้าตาพื้นเมือง นั่งปางสมาธิ ด้านหลังมีตัวอักษรปัลลวะแบบอินเดียใต้จารึกว่า “สารีปุตฺโต” อันหมายถึง “พระสารีบุตร”

สิ่งที่น่าสนใจคือ ได้พบพระพิมพ์ลักษณะใกล้เคียงกันในหลุมขุดค้นเดียวกันอีก 2 องค์ องค์หนึ่งด้านหลังเขียนว่า “เมตตยฺยโก” น่าจะหมายถึง พระศรีอาริยเมตไตรย ส่วนอีกองค์อยู่ในสภาพชำรุด ตัวอักษรลบเลือน

อาจารย์จิรัสสา คชาชีวะ แห่งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สันนิษฐานไว้ในหนังสือ “ดำรงวิชาการ” ฉบับที่ 3/2546 ว่าด้านหลังของพระพิมพ์อีกองค์อาจเขียนว่า “โมคคฺลลาโน” ก็เป็นได้ เพราะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ผู้เป็นเลิศแห่งอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งควรจะได้รับการจัดวางคู่กับพระสารีบุตร

โดยพระโมคคัลลานะ-พระสารีบุตร เป็นสัญลักษณ์ของพระสาวกที่พระพุทธองค์ตรัสว่า สามารถรักษาความบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนาไว้ได้ อัครสาวกทั้งสองจึงเป็นตัวแทนของพระธรรมและพระสงฆ์ที่จะอยู่เคียงคู่กับพระศรีอาริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าในอนาคต ซึ่งจะเป็นผู้สืบต่อพระพุทธศาสนาให้ยืนยงต่อไปได้

 

พระอสีติสาวกยุคหริภุญไชย

งานพุทธศิลป์สมัยหริภุญไชย ทำสืบต่อจากทวารวดีภาคกลาง ได้พบการทำรูป “พระอสีติสาวก” จำนวนมาก “พระอสีติสาวก” หมายถึงพระอรหันตสาวกจำนวน 80 รูป ที่ได้รับการกล่าวยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเป็นเลิศ (เอตทัคคะ) ในแต่ละด้าน จึงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในด้านต่างๆ กันไป

พบพระอสีติสาวกกลุ่มหนึ่งสูงประมาณ 12 เซนติเมตร ประมาณ 80 องค์ในแหล่งโบราณสถานร้างบริเวณอำเภอสารภี รอยต่อลำพูน-เชียงใหม่ ใกล้เวียงกุมกาม (ทั้งหมดลักลอบขุดโดยเอกชน) พระพิมพ์ดินเผาเหล่านี้มีการเขียนนามเฉพาะด้วยตัวอักษรมอญโบราณไว้ที่ฐานของแต่ละองค์ เช่น กจฺจายน มหานาม สารีปุตฺโต ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมดินเผาสมัยหริภุญไชยแบบนูนสูงกึ่งลอยตัว เป็นรูปพระสาวกครองจีวรห่มคลุม มีเม็ดพระศก นั่งขัดสมาธิเพชร มองโดยรวมแล้วเหมือนพระพุทธรูปทุกประการ แตกต่างกันแค่ 2 จุดคือ 1.ไม่มีพระเกตุมาลา 2.ทำท่าประนมกรคารวะพระพุทธเจ้า

รูปพระสาวกเหล่านี้ส่วนฐานหักหายไป และจารึกด้านหลังลบเลือน แต่เหตุที่ทั้งสองเป็นอัครสาวกองค์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา จึงเชื่อว่าช่างต้องการสื่อว่าเป็นพระโมคคัลลานะ-พระสารีบุตร

 

พระสารีบุตรแห่งวัดเจดีย์หลวง

ในพระวิหารวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ มีพระพุทธรูปประธานเป็นพระอัฏฐารสหรือพระยืนขนาดใหญ่ มีพระอัครสาวกซ้าย-ขวายืนประกอบสองข้าง ตามประวัติการสร้างระบุนามชัดเจนว่าตั้งใจจะสร้างให้เป็นพระโมคคัลลานะ-พระสารีบุตรดังนี้

“พระอัฏฐารส ปางห้ามญาติสูง 16 ศอกเศษ (8.23 เมตร) หล่อด้วยทองสำริด พร้อมด้วยพระอัครสาวกทั้งสององค์คือ พระโมคคัลลานะ เบื้องซ้ายสูง 4.43 เมตร และพระสารีบุตรสูง 4.19 เมตร หล่อโดยพระนางเจ้าติโลกะจุฑา เมื่อ พ.ศ.1955”

ถือว่าเป็นการทำพระโมคคัลลานะ-พระสารีบุตร แบบลอยตัวที่เก่าที่สุด และมีขนาดใหญ่ที่สุดบนแผ่นดินสยามได้หรือไม่

ในสมัยทวารวดีถึงแม้จะพบ “สารีปุตฺโต” แต่ก็เป็นเพียงพระพิมพ์ขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ สมัยหริภุญไชยมีความเป็นนูนสูงขึ้นมาอีกหน่อย และยาวเลยฝ่ามือมาอีกนิดเท่านั้น

การทำจัดองค์ประกอบให้พระพุทธเจ้าอยู่ตรงกลางขนาดใหญ่เป็นประธาน แล้วมีพระอัครสาวกเบื้องซ้าย-ขวาประกอบอยู่สองข้างนั้น อันที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยพบมาแล้วตั้งแต่พระพิมพ์ดินเผายุคทวารวดี-หริภุญไชย อาทิ พระพิมพ์ประเภทพระกล้วย-พระกวาง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังพบมากในภาพจิตรกรรมฝาผนังในคูหาวิหารที่อาณาจักรพุกาม (ร่วมสมัยกับหริภุญไชยช่วงกลางๆ ราวพุทธศตวรรษที่ 16-18) ที่นิยมทำสองอัครสาวกพนมมืออยู่ข้างพระพุทธองค์

แต่การทำพระโมคคัลลานะ-พระสารีบุตรแบบลอยตัวขนาดใหญ่สูงกว่า 4 เมตรเช่นนี้ ต้องกล่าวได้ว่า พบไม่บ่อยนักในงานพุทธศิลป์

ข้อสำคัญ มีการแสดงความแตกต่างในเรื่องของสบงจีวรของพระอัครสาวกอีกด้วย กล่าวคือพระโมคคัลลานะ-พระสารีบุตรของวัดเจดีย์หลวง แต่งกายเป็นพระภิกษุสายลังกาวงศ์ที่กำลังได้รับความนิยมในเชียงใหม่ขณะนั้น (แต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นนิกายสวนดอกหรือป่าแดง?)

เนื่องจากพระนางติโลกะจุฑาเป็นมเหสีของพระญาแสนเมืองมา ผู้ทรงอุปถัมภ์นิกายป่าแดง แต่ทรงเป็นพระมหาเทวีหรือพระราชมารดาของพระญาสามฝั่งแกน ผู้ทรงสนับสนุนนิกายสวนดอก

การแต่งกายของพระโมคคัลลานะ-พระสารีบุตร มีการใช้ผ้า “องคพันธ์” มารัดอก หรือเรียกว่า “ผ้ามัดอก” อันเป็นอัตลักษณ์เฉพาะ และเป็นต้นแบบให้แก่พระภิกษุล้านนายังคงนุ่งห่มสืบต่อมาจนถึงยุคครูบาเจ้าศรีวิชัย

ผิดกับรูปเคารพพระสารีบุตรรุ่นโบราณ ที่ครองจีวรเหมือนกับพระพุทธรูปทุกประการ แค่แสดงความแตกต่างด้วยการไม่มีพระโมลี (พระพิมพ์ยุคทวารวดีที่อู่ทอง) และต่อมาเริ่มพนมมือ (ยุคหริภุญไชย)

 

ยุคพม่าปกครองล้านนา
โมคคัลลานะ-สารีบุตรยังคงอยู่

ณวัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย ยุคที่ปกครองโดยพม่า พ.ศ.2269 พบจารึกชื่อ “มังพละสแพก” (เป็นชื่อคนพม่าที่ถูกส่งมาปกครองเชียงราย-เชียงแสน) ที่ฐานพระอัครสาวกสององค์ “ศิริสาร เหมือนโพธิ์ทอง” ได้ทำวิจัยเรื่องดังกล่าว สรุปเนื้อหาได้ว่า

“พระญาหลวงเมืองเชียงราย มังพละสแพก พร้อมด้วยพระมเหสีและราชบุตร มีศรัทธาสร้างพระอัครสาวกพระโมคคัลลานะ-พระสารีบุตร เพื่อให้คนและเทวดาได้สักการบูชา พร้อมทั้งอธิษฐานว่าขอให้บุญกุศลนี้จงเป็นเครื่องเกื้อหนุนให้ได้ไปนิพพาน ได้เกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้อุปัฏฐากพระศรีอาริยเมตไตรย…”

เห็นได้ว่า เส้นทางความเคารพศรัทธาที่ชาวอุษาคเนย์มีต่อพระโมคคัลลานะ-พระสารีบุตร โดยเชื่อมโยงไปถึงพระศรีอาริยเมตไตรยนั้น มีมาอย่างยาวนานแล้ว นับแต่ยุคสุวรรณภูมิ ทวารวดี (ผ่านคาถาเย ธมฺมาฯ) สืบต่อมาจนถึงพระอสีติสาวกยุคหริภุญไชย และยุคทองของพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ที่ถูกส่งขึ้นมาบนแผ่นดินล้านนา

แม้กระทั่งยุคที่พม่าเข้าปกครองล้านนา ความเลื่อมใสศรัทธาต่อสองอัครสาวกก็ไม่เคยจางหายไปจากใจพุทธศาสนิกชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...