โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนไอเดียกรุงเทพคริสเตียน หัวหอกหยุดเสาร์ควบอาทิตย์-ทัก "สวัสดี" ก่อนราชการ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 30 ก.ย 2568 เวลา 06.33 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 01.09 น.
โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน (ภาพจาก www.bcc.ac.th)

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย หัวหอกหยุดเสาร์ควบอาทิตย์-ทัก “สวัสดี” ก่อนราชการ

เป็นที่ทราบกันว่าหมอสอนศาสนาจากต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในสยามยุคแรกเผยแผ่ศาสนาควบคู่ไปกับการให้การศึกษา ขณะที่โรงเรียนมิชชันนารีเอกชนชายแห่งแรกในสยามซึ่งยังคงมีชื่อเสียงมาอยู่จนถึงวันนี้ย่อมเป็น โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย หากจะพูดถึงระบบการศึกษาในรั้ว “ม่วงทอง” ในยุคตั้งต้นบันทึกของอดีตอาจารย์ของกรุงเทพคริสเตียนอาจเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่บอกเล่า “ความทันสมัย” ในสมัยนั้นได้บ้าง

จากรากฐานแนวคิดการนำชาวต่างชาติมาให้สอนภาษาอังกฤษแก่เจ้านายในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สืบเนื่องมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะปฏิรูประบบการศึกษาให้ทัดเทียมประเทศอื่น

เมื่อย้อนกลับไปดูระบบการศึกษาไทยในอดีต คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการศึกษาที่มี “วัด” เป็นศูนย์กลาง ไปจนถึงการสอนวิชาชีพการช่างต่างๆ แต่เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและภัยคุกคามต่างๆ จากชาติตะวันตก ย่อมเป็นการจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนการศึกษาให้ทัดเทียมประเทศอื่น ในขณะที่ทรงเริ่มจัดตั้งโรงเรียนหลวงและโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2414

จุดเริ่มต้นนี้เริ่มพัฒนามาสู่โรงเรียนสำหรับราษฎรแห่งแรกที่ตั้งในวัดมหรรณพาราม (ให้ราษฎรยังคุ้นเคยกับการศึกษาในวัดเพียงแต่ตั้งเป็นโรงเรียนเป็นกิจเฉพาะ) ก่อนหน้านั้นไม่นานก็เป็นช่วงที่หมอสอนศาสนาจากคณะมิชชันนารีเริ่มเข้ามาในไทยและเปิดโรงเรียนอย่างเป็นทางการในหมู่บ้านมอญ เมื่อ พ.ศ. 2395 โดยผู้ที่เปิดโรงเรียนคือ “แหม่มมะตูน” ภรรยาของนายสตีเฟน แมททูน (คนไทยเรียกว่า “หมอมะตูน”) ตามมาด้วยโรงเรียนที่ก่อตั้งโดยนายแพทย์ซามูเอล เรย์โนลด์ เฮาส์ (คนไทยเรียกว่า “หมอเหา”) ซึ่งตั้งอยู่ข้างวัดอรุณฯ

หลังจากนั้น โรงเรียนของทั้งคู่ย้ายมาตั้งรวมกันที่ข้างวัดอรุณฯ เมื่อมีนักเรียนมากขึ้น หมอเฮาส์ ย้ายโรงเรียนมาตั้งที่ตำบลสำเหร่ ซึ่งมีชื่อเรียกโรงเรียนอย่างเป็นทางการว่า “สำเหร่บอยส์คริสเตียนไฮสกูล”

โรงเรียนที่สำเหร่นี้ภายหลังก็มารวมกับโรงเรียนชายที่ตำบลกุฎีจีนที่ใช้ชื่อว่า “บางกอกคริสเตียนไฮสกูล” เปิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2431 บริหารโดยนายจอห์น เอ เอกิ้น คณะผู้บริหารเห็นว่าต้องขยายโรงเรียนไปฝั่งพระนคร สุดท้ายก็มาลงเอยที่ถนนประมวญ สร้างเป็นครึ่งตึกครึ่งไม้ 3 หลัง สร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2445 และย้ายโรงเรียนที่ตำบลสำเหร่และกุฎีจีนมารวมเป็นแห่งเดียว ใช้ชื่อเรียกใหม่ว่า “กรุงเทพคริสเตียนไฮสกูล” และเปลี่ยนเป็น “กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” เมื่อ พ.ศ. 2456 เป็นอันว่าใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน มีศิษย์เก่าและครูที่มีคุณภาพมากมาย จากบันทึกของนายกำชัย ทองหล่อ ที่เขียนลงในหนังสือที่ระลึก“วันเปิดอาคารสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย 23 มกราคม 2512” นายกำชัย ที่เคยรับหน้าที่ครูพิเศษวิชาภาษาไทย “บีซีซี” (พ.ศ. 2479-2480) เล่าว่า สมัยนั้นมีนักเรียนไม่ถึง 300 คน

“บี.ซี.ซี. คงจะเป็นโรงเรียนแห่งแรกในประเทศไทยที่หยุดเรียนวันเสาร์ควบวันอาทิตย์ และได้ปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นเวลานานจนกระทั่งปัจจุบัน (ประมาณ 2510-12) และได้ใช้คำว่า ‘สวัสดี’ เป็นคำทักทายตามดำริของพระยาอุปกิตศิลปสาร ก่อนที่ทางราชการจะประกาศใช้ โดยข้าพเจ้าเป็นผู้เสนอในที่ประชุม ‘กรรมการบริหาร’ ของโรงเรียน”

กำชัย บันทึกว่า เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นแสดงความต้องการเข้ามาอยู่ในพื้นที่โรงเรียน และโรงเรียนต้องยอมให้ตามคำขอ หลังจากนั้นเหล่าครูพบเห็นว่าทหารญี่ปุ่นแปลงสนามฟุตบอลของโรงเรียนเป็น “ส้วม” อย่างมโหฬาร

อาจารย์เจริญ วิชัย เป็นผู้เสนอให้เปิดบี.ซี.ซี. ที่ซอยพร้อมพงศ์ โดยที่ครูยอมเสียสละสอนโดยไม่ได้คิดถึงค่าตอบแทน การเดินทางช่วงเวลานั้นไม่มีรถประจำทาง ต้องเดินออกจากบ้านไป-กลับวันละหลายกิโลเมตร และสอนในยามสงครามที่มีภัยทางอากาศ เมื่อได้ยินเสียงหวอก็หยุดสอน

“เมื่อสงครามจบลงแล้ว พวกเรารวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวอีก แต่ดูเหมือนจะเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม เพราะเราได้รับบทเรียนนอกตารางสอนมากหลายอย่าง เราแยกกันเหมือนแหนในหนองน้ำที่มีคนอุตริ เอาก้อนหินเหวี่ยงลงไปให้กระจายออกแล้วก็กลับคืนตัวเข้ากันสนิท

สนามฟุตบอลซึ่งกลายเป็น ‘ส้วม’ ด้วยฝีมือทหารญี่ปุ่นก็กลับสภาพมาเป็นสนามฟุตบอลด้วยฝีมือญี่ปุ่นอีกเช่นกัน คำพังเพยที่ว่า ‘กงกำกงเกวียน’ ได้ฉายให้เราเห็นเด่นชัด เพราะดวงอาทิตย์ได้ดับวูบลงทางทิศตะวันออกด้วยวัตถุที่เรียกกันในเวลานั้นว่า ‘ระเบิดปรมาณู'”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

กำชัย ทองหล่อ. “25 ปี แห่งความหลัง”. หนังสือที่ระลึกวันเปิดอาคารสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย 23 มกราคม 2512.

ยุวดี ศิริ. ตึกเก่า-โรงเรียนเดิม. กรุงเทพฯ : มติชน, 2557

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 มกราคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้อนไอเดียกรุงเทพคริสเตียน หัวหอกหยุดเสาร์ควบอาทิตย์-ทัก “สวัสดี” ก่อนราชการ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...