โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด เมื่อเงินวิกฤติ!! เลือกบัตรแบบไหนถูกใจที่สุด

The Bangkok Insight

อัพเดต 17 เม.ย. 2564 เวลา 02.33 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 02.33 น. • The Bangkok Insight

บัตรเครดิต - บัตรกดเงินสด เมื่อกระเป๋าเงินวิกฤติ!! เลือกใช้บัตรแบบไหนให้ถูกต้อง ถูกใจ ประหยัดดอกเบี้ยที่สุด พร้อมแนะวิธีเลือกใช้ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล ยังไงให้เหมาะสม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในภาวะสังคมที่ถูกป่วนด้วยโรคโควิด 19 อาจมีคนไม่น้อยที่กระแสรายรับปั่นป่วนตาม โดยเฉพาะเมื่อถึงรอบรายจ่ายพิเศษที่ต้องใช้เงินก้อนจำนวนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอมของบุตรหลาน ค่าตรวจสุขภาพประจำปี ค่าเบี้ยประกันชีวิต ฯลฯ ซึ่งในกรณีที่เรามีตัวช่วยอยู่แล้วทั้งบัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด ที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ รวมทั้งยังมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอพอที่จะทยอยจ่ายคืนหนี้ก้อนนี้ทั้งหมดได้ภายในชั่วระยะเวลาหนึ่ง เราควรเลือกใช้บัตรไหนดีถึงจะคุ้มค่าหรือประหยัดดอกเบี้ย

บัตรเครดิต

การเบิกถอนวงเงินจากบัตรเครดิต (ไม่ว่าจะเป็นการกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม หรือถือบัตรไปขอรับเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ หรือทำรายการบนแอปพลิเคชันโดยขอรับเป็นเงินโอนเข้าบัญชีเงินฝาก) มีค่าธรรมเนียมการถอนเงินสด 3% + ภาษี VAT 7% และอัตราดอกเบี้ยอีกไม่เกิน 16% ตามเพดานอัตราดอกเบี้ยที่แบงก์ชาติกำหนดไว้ 

ส่วนการถอนเงินจากบัตรกดเงินสด เรียบง่ายกว่านั้นมาก เนื่องจากคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 25% ต่อปี โดยทั้งสองบัตรเริ่มคิดดอกเบี้ยจากวันแรกที่ถอน 

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีผู้ที่ไม่มีบัตรกดเงินสด และต้องการสมัครขอบัตรใหม่คงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า บัตรกดเงินสดเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับฯ ผู้สมัครต้องมีหลักฐานแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน รายการเคลื่อนไหวของบัญชีเงินฝาก เอกสารแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เป็นต้น โดยวงเงินที่จะได้อนุมัติขึ้นอยู่กับรายได้ เช่น กรณีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท จะได้วงเงินเพียง 1.5 เท่าของรายได้ และสามารถยื่นขอสมัครบัตรกดเงินสดจากผู้ให้บริการรายอื่นรวมไม่เกิน 3 ราย ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ของแบงก์ชาติ

บัตรเครดิต

ทั้งนี้ ค่าผลรวมรายจ่ายจากการถอนเงินสดในบรรทัดสุดท้ายนี้ ต้องมองให้ลึกกว่าตัวเลขสูง - ต่ำที่ปรากฏ เนื่องจากในตารางบอกอยู่ว่าเป็นอัตราต่อปี แต่ถ้าเราขาดสภาพคล่องระยะสั้นมาก ๆ และตั้งใจจะคืนหนี้ให้จบภายใน 4 เดือนแล้ว คำนวณคร่าว ๆ ค่าใช้จ่ายจากการถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิตจะแพงกว่าการถอนด้วยบัตรกดเงินสดทันที

อย่างไรก็ดี ภายใต้ความไม่แน่นอนที่โควิด 19 นำมาสู่สังคมไทย ได้สร้างความแน่นอนขึ้นประการหนึ่ง กล่าวคือ ลูกค้าบัตรชั้นดีที่ชำระหนี้สม่ำเสมอตามกำหนด เป็นลูกค้าที่ทุกธนาคารและผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคาร ต่างแข่งขันนำเสนอบริการการเบิกใช้วงเงินสดจากวงเงินบัตรเดิมของเราที่เหลืออยู่ในรูปแบบ Installment Loan ที่แบ่งการชำระคืนหนี้ออกเป็นรายงวดเท่า ๆ กันภายในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ เช่น 6 เดือน 12 เดือน 2 ปี เป็นต้น 

ซึ่งนอกจากจะได้ข้อเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเพดานของแบงก์ชาติแล้ว กรณีใช้วงเงินจากบัตรเครดิต ยังไม่คิดค่าธรรมเนียม 3.21% อีกด้วย ถ้าขาดเงิน อย่าใจร้อน แค่ call แล้วเทียบ แต่ดีกว่านั้นต้องหมั่นออม และเลือกใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ลดอาการร้อนใจร้อนเงินจากหนี้ร้อนได้ตลอดไป

บัตรเครดิต

บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล เลือกยังไงให้เหมาะสม

วิธีเลือกบัตรสินเชื่ออย่างไรถูกใจใน 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. เข้าใจประเภทบัตรสินเชื่อ ว่ามีเงื่อนไขอะไร วิธีการใช้งานเป็นอย่างไร และอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ เพื่อเลือกใช้บัตรสินเชื่อประเภทที่ตรงตามไลฟ์สไตล์ของเราที่สุด

  • บัตรเครดิต

ใช้รูดเพื่อชำระเงินแทนเงินสด โดย ธนาคารจะกำหนดวงเงินให้ตามความ สามารถในการชำระหนี้ของเรา และ กำหนดรอบระยะเวลาชำระเงินให้ เช่น ตัดรอบบัญชีทุกวันที่ 10 และชำระเงิน ภายในวันที่ 22 เป็นต้น เหมาะกับคนที่ ไม่อยากพกเงินสดคราวละมากๆ และ มีวินัยทางการเงินสูง เพราะหากจ่าย ชำระเงินคืนครบจำนวนภายในวัน ที่กำหนด ก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเลย ซักบาทเดียว แต่ถ้าจ่ายชำระหนี้ หลังวันครบกำหนด ก็จะต้องชำระ ดอกเบี้ย ในอัตราสูงสุด 20% ต่อปี ของยอดหนี้ นับตั้งแต่วันที่รูดบัตร ใช้จ่าย นอกจากนี้ยังสามารถใช้บัตร เครดิตกดเงินสดได้ แต่ก็จะต้องจ่าย ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่กดเงิน เช่นเดียวกัน

  • บัตรกดเงินสด 

ทุกครั้งที่ใช้บัตรจะต้องเสียค่าธรรมเนียมกดเงินสดในอัตรา 3% ของยอดเงิน ที่กดออกมา ซึ่งธนาคารจะกำหนด วงเงินและระยะเวลาชำระเงินให้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เงินสด อย่างเร่งด่วนและสามารถชำระเงินคืน ได้เร็ว เพราะจะต้องจ่ายดอกเบี้ย ในอัตราสูงสุด 28% ต่อปี โดยคิดตามจำนวนวันที่เรากด เงินสดออกไปใช้

  • สินเชื่อส่วนบุคคล 

เป็นการขอวงเงินสินเชื่อจากสถาบัน การเงิน ถ้าอนุมัติก็จะได้รับเงินโอนเข้า บัญชีและนำไปใช้จ่ายได้ทันที โดยสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวงเงินสินเชื่อสูงและระยะเวลาผ่อนชำระที่ยาวกว่า เช่น 12 18 24 งวด ซึ่งสามารถแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ เท่ากันได้ แต่หากจ่ายหลังวันครบกำหนดจะต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงสุด 28% ต่อปี

2. เปรียบเทียบบัตรประเภทเดียวกันของธนาคารต่าง ๆ เมื่อเลือกบัตรที่เหมาะสมกับเราได้แล้ว ก็ลองเปรียบเทียบว่าธนาคารไหนคิดดอกเบี้ยต่ำที่สุด จ่ายเงินสะดวก และมีเงื่อนไขการชำระเงินที่ช่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุดในการใช้งาน

3. ตรวจสอบสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพื่อความคุ้มค่า สถาบันการเงินต่าง ๆ มักจะร่วมกับร้านค้ามอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ถือบัตร เช่น การซื้อสินค้าเงินผ่อนดอกเบี้ย 0% การสะสมแต้ม การแลกของรางวัล และส่วนลดร้านค้าร้านอาหาร เป็นต้น

การเลือกบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลนั้นมีประโยชน์ไม่น้อยทีเดียว แต่จะต้องรู้วัตถุประสงค์การใช้อย่างชัดเจน ควรตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ ประกอบการตัดสินใจเพื่อให้ได้ประโยชน์คุ้มค่าและเหมาะกับการใช้งานที่สุด

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อประเภทใด ก็สามารถก่อให้เกิดภาระหนี้อย่างใหญ่หลวงได้ หากเราไม่ได้วางแผนทางการเงินที่ดี เพราะฉะนั้นแล้วเราควรคำนึงถึงการใช้จ่าย แต่ละครั้งไม่ให้มากเกินจำเป็น จนทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ทางการเงินตามมา

ขอบคุณ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และ www.set.or.th

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...