โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุดท้ายแล้วเราก็แค่อยากเป็นคนสำคัญกับใครสักคน - เพจบันทึกนึกขึ้นได้

TALK TODAY

เผยแพร่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 17.00 น. • เพจบันทึกนึกขึ้นได้

ผมเพิ่งได้ดู Toy Story 4 (อาจจะช้าไปสักนิด) 

เอาจริงๆ ผมลืมทั้งสามภาคไปหมดแล้ว

คิดว่าหาจะหาหนังดูสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก

แต่ไม่เลย ดูจบมาแล้วสองวัน

ความคิดที่ได้ดูหนังเรื่องนั้นยังไม่ออกไปจากหัวเลย

สิ่งที่ผมคิดได้หลังจากดูหนังเรื่องนี้

คือประโยคที่ผมเอามาตั้งชื่อตอนนี่แหละ

จริง ๆ เราก็แค่อยากเป็นคนสำคัญกับใครสักคน

ฟังดูเป็นประโยคที่ฟังไม่ค่อยเข้าหู

สำหรับคนที่คิดว่าเราอยู่คนเดียวบนโลกนี้ได้

แต่มองให้ดี ๆ เราต่างเป็นหรือเคยเป็นคนสำคัญของใครบางคนเหมือนกัน

ครอบครัว คนรัก คนที่ทำงาน เพื่อน

แต่เป็นคนสำคัญกันในบางช่วงเวลา ช่วงชีวิตที่ไม่เหมือนกัน

บางคนเข้ามาตอนที่เราเป็นวัยรุ่น

บางคนเข้ามาตอนที่เราไม่มีใคร

บางคนเข้ามาตอนที่เราไม่พร้อม

แล้วเขาก็จากไป ตัวละครที่เราและเขาคิดว่าสำคัญก็เดินเข้ามาเจอกันอีก

ฉากตอนที่ของเล่นในเรื่องถูกเปลี่ยนเจ้าของ

แล้วของเล่นต่างๆ ก็บอกกันเองว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนเจ้าของแล้ว

เมื่อเจ้าของคนเก่าโตขึ้น ก็เปลี่ยนความสนใจไปเป็นอย่างอื่น

ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นของเล่นหรอก

แต่ในชีวิตจริง เราเองก็เปลี่ยนไปทุก ๆ วัน

*สิ่งที่เราสนใจ คนที่เราให้สำคัญในวันนี้ *

*ต่อจากนี้เราอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับเค้าแล้ว *

เช่นเดียวกันที่เราจะพบเจออะไรแบบนั้นบ้าง

แต่วันที่เราจะต้องเปลี่ยนเจ้าของ

เป็นวันที่ไม่มีใครรู้

*วันที่เรารู้ตัวว่า เราไม่ได้สำคัญกับเค้าแล้วเดินทางมาถึง *

คนที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน จะไม่ทันตั้งตัว

แต่พวกของเล่นในเรื่องเค้าเจอกันมาเยอะแล้ว

เลยรู้สึกเศร้าบ้าง แต่ก็ยังมีความหวังว่า เจ้าของคนใหม่

จะใส่ใจเขามากพอ ๆ กับคนเดิม

เป็นความรู้สึกเจ็บแบบลึกๆ

พอเราไม่สำคัญ เราก็คาดหวังว่าสักวัน เราจะสำคัญกับใครอีกคน

ส่วนตัว ผมเป็นคนให้คุณค่ากับการมีอยู่ของตัวเองมากเลยนะ

คือเรามีค่าอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีคนมองเห็นหรือไม่

จะมีคนให้ค่าหรือไม่ เรามีตัวตนตั้งแต่เกิดมาอยู่แล้ว

แต่ในการมีชีวิตอยู่จนกว่าจะตายจากกันไป

การถูกใครสักคนให้ความสำคัญ

ก็เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในการมีชีวิตต่อไปพอสมควรเลย

ไม่ต้องนับในเรื่องความสัมพันธ์ก็ได้

เอาแค่เรื่องของการทำงาน

ถ้าเราทำงานที่ไหน แล้วเรารู้สึกว่า ไม่มีตัวตนในนั้น

ไม่มีความสำคัญ ไม่มีคนเห็นค่า เราก็ไม่อยากยืนอยู่ตรงนั้น

มันทำให้ผมนึกถึงฉากที่ของเล่นชิ้นนึงที่ถูกสร้างขึ้นมาจากขยะ

แล้วเด็กผู้หญิงที่ทำของเล่นนี้ขึ้นมาก็ติดมันมาก

เด็กผู้หญิงเห็นค่าของของเล่นชิ้นใหม่นี้มาก

แต่ของเล่นยังคิดว่าตัวเองเป็นขยะอยู่

เพราะไม่เคยได้รับการให้ค่า

พอมีคนมาให้ ก็ยังไม่เชื่อว่าจริง ๆ แล้วเรามี

เผลอเมื่อไหร่ก็ต้องหาถังขยะใกล้ ๆ แล้ววิ่งเข้าไปอยู่ในนั้น

เข้าไปซุกในกองขยะ แล้วรู้สึกว่า นี่แหละ คือบ้านของเขา

หลายครั้งผมเคยเป็นแบบนั้น

คิดไปเองว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่สำคัญอะไรกับใคร

ด้วยความที่เอาตัวเองไปผูกว่า เราน่าจะมีค่ากับคนนี้นะ

แต่พอคนนี้ไม่ได้ให้ค่าเรา ก็เหมาไปเองว่า เราไม่ได้มีค่ากับใครอีกเลย

จมอยู่กับความคิดแบบนั้น

ใครเดินเข้ามาในชีวิตก็ปัดเค้าออกไป

แล้วกลับมาจมอยู่กับกองขยะในใจตัวเองเหมือนเดิม

*ใช้เวลานะ *

*เวลาที่เราจะเห็นคุณค่า ว่าเราสำคัญกับใครบ้าง *

*และสำคัญกับตัวเอง *

เหมือนของเล่นอีกชิ้นในเรื่องที่ถูกทิ้งบ่อย

จนเบื่อกับการต้องเปลี่ยนเจ้าของ

เลยหนีจากการเป็นของเล่นมือสอง

ออกมาเป็นของเล่นที่สูญหาย

ออกมามีชีวิตของตัวเอง

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร

ไม่รอให้ใครมาให้ความสำคัญ

เพราะเขารู้แล้วว่าอะไรสำคัญกับตัวเค้าเอง

นั่นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการมีชีวิตอยู่ของเรา

แต่ไม่ว่าจะยังไง

การที่เราคิดว่าเราสำคัญกับใครสักคน

ในขณะที่ทางฝั่งของเค้า เราไม่ได้สำคัญอะไรกับเขาเลย

เป็นเรื่องน่าเศร้านะ

เศร้าตรงที่บางทีเราเองที่ไม่ยอมรับตัวเองว่าเราไม่สำคัญ

แต่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขาเห็น

ให้เค้ารู้สึกว่า นี่ ชั้นอยู่นี่ไง มองไม่เห็นหรอ

เค้าไม่ได้ลืมว่ามีเรา

แต่เค้าไม่ได้รู้สึกว่ามันต้องมีอีกต่อไปแล้วต่างหาก

ทันทีที่รู้ตัว แล้วยอมรับได้นั่นแหละ

เราถึงจะยอมถอยออกมา

ด้วยความเจ็บปวด เจ็บหัวใจ

แต่ทำอย่างไรได้

นอกจากให้ความสำคัญตัวเอง

กับออกไปหาคนที่ให้ความสำคัญเท่าๆ กัน

โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนเจ้าของกันไปไหนอีก

ทำไงได้

กว่าจะโตมาขนาดนี้ เราผ่านการเป็นขยะ

เป็นของเล่นมือสอง เป็นของเล่นที่สูญหาย

แต่สุดท้าย

*เราก็แค่อยากเป็นคนสำคัญกับใครสักคนอยู่ดี *

*แค่นั้นก็พอแล้วเนอะ *

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...