โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ราคาน้ำมันดิบ ทรงตัว แม้อียูออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหม่

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 21.59 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2568 เวลา 01.14 น.

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ ล่วงหน้าทรงตัวในวันศุกร์ (18 ก.ค.) เนื่องจากข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ไม่ชัดเจนชดเชยความกังวลว่ามาตรการคว่ำบาตรรัสเซียครั้งล่าสุดของสหภาพยุโรปต่อสงครามในยูเครนอาจทำให้อุปทานน้ำมันลดลง

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ล่วงหน้าลดลง 20 เซนต์ หรือ 0.3% สู่ระดับ 69.32 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ณ เวลา 14:32 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกสหรัฐ

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียตของสหรัฐฯ (ราคาน้ำมันWTI) ลดลง 16 เซนต์ หรือ 0.2% สู่ระดับ 67.38 ดอลลาร์สหรัฐ

ส่งผลให้ ดัชนีราคาน้ำมันดิบ ทั้งสองตัวมีแนวโน้มลดลงประมาณ 1% ในสัปดาห์นี้

ที่สหรัฐอเมริกา การก่อสร้างบ้านเดี่ยวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือนในเดือนมิถุนายน เนื่องจาก อัตราดอกเบี้ยจำนอง ที่สูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเป็นอุปสรรคต่อการซื้อบ้าน ซึ่งบ่งชี้ว่าการลงทุนด้านที่อยู่อาศัยหดตัวอีกครั้งในไตรมาสที่สอง

อย่างไรก็ตาม รายงานอีกฉบับหนึ่งระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้นในเดือนกรกฎาคม ขณะที่การคาดการณ์ อัตราเงินเฟ้อ ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงจะช่วยให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลดอัตราดอกเบี้ย ลงได้ง่ายขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการทำให้ผู้บริโภคกู้ยืมเงินได้ในราคาที่ถูกลง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นก็น่าจะช่วยกระตุ้นความต้องการพลังงานด้วยเช่นกัน

ตลาดไม่เชื่อมาตรการลดเพดานราคาน้ำมันดิบรัสเซียจะได้ผล

ด้านยุโรป สหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับ มาตรการคว่ำบาตร ครั้งที่ 18 ต่อรัสเซียในประเด็นสงครามในยูเครน ซึ่งรวมถึงมาตรการที่มุ่งโจมตีอุตสาหกรรมน้ำมันและพลังงานของรัสเซียเพิ่มเติม

นักการทูตสหภาพยุโรปกล่าวว่า สหภาพยุโรปจะกำหนดเพดาน ราคาน้ำมันดิบรัสเซีย ให้ต่ำกว่าราคาตลาดเฉลี่ย 15% โดยมีเป้าหมายที่จะปรับลดเพดานราคาน้ำมันดิบที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแทบจะไม่มีประสิทธิภาพ ที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้ง 7 ประเทศ (จี-7) พยายามบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565

มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย ครั้งใหม่จากสหรัฐฯ และยุโรปในสัปดาห์นี้ ไม่ได้รับการตอบสนองจากตลาด” นักวิเคราะห์จากแคปิตอล อีโคโนมิกส์ กล่าวในบันทึก “นี่สะท้อนให้เห็นถึงความสงสัยของนักลงทุนที่สงสัยว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะทำตามคำขู่ของเขาหรือไม่ และเชื่อว่ามาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของยุโรปจะไม่ได้ผลมากกว่าความพยายามครั้งก่อนๆ”

“เราคาดว่าปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์ที่อ่อนแอจะหวนกลับมาอีกครั้งในปีนี้ และจะผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลงเหลือ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายในสิ้นปี” แคปิตอล อีโคโนมิกส์ กล่าว

การห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรัสเซีย

สหภาพยุโรปจะไม่นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมใดๆ ที่ผลิตจากน้ำมันดิบรัสเซียอีกต่อไป แม้ว่าการห้ามจะไม่ครอบคลุมการนำเข้าจากนอร์เวย์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา แคนาดา และสวิตเซอร์แลนด์ นักการทูตสหภาพยุโรปกล่าว

คายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป โพสต์ลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ว่าสหภาพยุโรปได้กำหนดให้โรงกลั่นน้ำมันรอสเนฟต์ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการคว่ำบาตรนี้

ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า อินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรัสเซียรายใหญ่ที่สุด ขณะที่ตุรกีเป็นประเทศอันดับสาม

ยุโรปผลิตน้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงเครื่องบินน้อยกว่าปริมาณการใช้ ทำให้ยุโรปต้องพึ่งพาการนำเข้าจากภูมิภาคอื่นๆ

การห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์กลั่นของสหภาพยุโรปเหล่านี้ช่วยกระตุ้นราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันแก๊สออยล์ล่วงหน้าของทั้งสหรัฐฯ และยุโรปให้สูงขึ้น

ในสหรัฐอเมริกา ราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาส่งผลให้ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ (Crack Spread) เป็นตัววัดอัตรากำไรจากการกลั่น

“สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดกังวลว่าจะสูญเสียอุปทานน้ำมันดีเซลให้กับยุโรป เนื่องจากอินเดียเคยเป็นส่งน้ำมันดีเซลให้” จานิฟ ชาห์ รองประธานฝ่ายตลาดน้ำมันของ Rystad Energy กล่าว

ข่าวอื่นๆ เชฟรอน บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ปิดดีลเข้าซื้อกิจการบริษัทพลังงานของสหรัฐฯ มูลค่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ หลังจากชนะคดีความสำคัญกับเอ็กซอน โมบิล คู่แข่งรายใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษนอกชายฝั่งกายอานา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...