โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คึกฤทธิ์ชีวิตไทย (29)

สยามรัฐ

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 23.01 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล

การมีบ้านไทยแสดงถึง “วิถีไทย” หลาย ๆ อย่าง คือ “ความเป็นไทย” ไปตั้งแต่เกิดจนตาย

บ้านไทยที่ซอยสวนพลูของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย แต่ยังไกลไปถึงต่างประเทศ ไม่ใช่ด้วยเพราะมีเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ เกิดขึ้นกับบ้านหลังนี้มากมาย แต่บ้านหลังนี้ยังรวม “ความเป็นไทย” ไว้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ !

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า ถ้าไม่ได้มาทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐก็ไม่เกิดบ้านหลังนี้

ตอนนั้น (พ.ศ. 2493) บ้านเมืองเริ่มเข้าที่เข้าทางหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบมาได้ 5 ปี ในกรุงเทพฯมีการซ่อมแซมและก่อสร้างอาคารบ้านเรือนใหม่ ๆ ในบริเวณที่ถูกทำลายจากการโจมตีของสัมพันธมิตร ผู้ดีเก่าที่เคยมีบ้านเรือนสร้างด้วยไม้ก็เปลี่ยนไปปลูกเป็นตึกก่ออิฐฉาบปูนแข็งแรง เรือนไทยหลายหลังจึงถูกรื้อแล้วเลหลังประกาศขายในราคาที่ไม่แพง รวมถึงเรือนโถงหลังใหญ่ที่ถูกรื้อมากองไว้หลังศาลาว่าการจังหวัดพระนคร (อาคารศาลาว่าการกรุงเทพมหานครหลังเก่าที่เสาชิงช้าในปัจจุบัน) ที่สะดุดตาท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เข้าในวันหนึ่ง

กิจวัตรอย่างหนึ่งในการทำงานของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่สยามรัฐก็คือ การไปหารับประทานอาหารอร่อย ๆ ในมื้อกลางวัน ที่ร้านดัง ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ และรายรอบโรงพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นที่บางลำพู เทเวศร์ นางเลิ้ง และเสาชิงช้า วันหนึ่งเมื่อจะกลับโรงพิมพ์จากร้านอาหารที่เสาชิงช้า ได้นั่งรถผ่านมาทางด้านหลังศาลาว่าการจังหวัดพระนคร จึงได้เห็นไม้ฝากระดาน เสา คาน พื้น จั่วหลังคา และส่วนประกอบอื่น ๆ กองอยู่ตรงนั้น ก็สะดุดตาท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ขึ้นในทันที จึงให้คนที่สยามรัฐไปถาม ทราบว่าเป็นเรือนไม้แถว ๆ นั้นที่เจ้าของรื้อลงมาประกาศขาย ในราคา 8,000 บาท ไม่กี่วันต่อมาท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ไปซื้อมา แล้วขนไปไว้ในที่ดินที่ท่านซื้อไว้ที่กลางซอยสวนพลู ถนนสาธร

ดังที่ได้เล่ามาแล้วว่า ย่านถนนสาธรนี้พัฒนามาจากคลองสาธร ที่ขุดขึ้นโดย “เจ้าสัวยม” ที่ต่อมาได้รับพระราชทานยศเป็น “หลวงสาธรราชายุตก์” ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าว่าพี่สาวของท่าน คือ ม.ร.ว.บุญรับ ได้ซื้อที่ดินตรงนั้นไว้หลายไร่ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วแบ่งให้ท่านประมาณ 5 ไร่ โดยซื้อจากคนจีนที่มีทำสวนปลูกพลู ในราคาตารางวาละ 7 บาท พอดีช่วงนั้นที่ท่านกลับมาจากการเป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ที่ลำปาง ใน พ.ศ. 2487 ท่านยังไม่มีบ้านอยู่ พี่สาวของท่านจึงให้ท่านกับครอบครัว(ภรรยาและลูก 2 คน)ไปอยู่ที่บ้านเช่าของพี่สาวที่ปากซอยสวนพลูไปพลาง ๆ และได้แบ่งขายที่ดินในซอยนี้ให้ดังกล่าว แล้วท่านก็ปล่อยทิ้งไว้ แต่ก็แวะเข้าไปดูอยู่บ้าง เนื่องจากว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ลุ่ม มีระดังค่อนข้างต่ำ มีคูน้ำอยู่ทั่วบริเวณ เพราะถูกขุดเป็นร่องสวนมาแต่ก่อน จึงคิดไว้แต่ตอนแรกว่า คงจะมาขุดทำเป็นสระ เอาดินมาถมขอบสระ แล้วปลูกศาลาหรือเรือนเล็ก ๆ ริมน้ำไว้นั่งดูนกดูปลา จนกระทั่งในวันที่ไปซื้อเรือนไทยเก่าจากหลังศาลากลางจังหวัดพระนคร จึงเกิด “ปิ๊ง” ขึ้นมาทันทีว่าอย่างนี้ต้องสร้าง “เรือนไทย - บ้านไทย”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นึกถึงเรือนของ “ขุนช้าง” คหบดีหัวล้านในเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ที่อาจจะเป็น “ความเป็นไทย” ส่วนหนึ่งที่ฝังเข้าสู่ตัวท่านมาตั้งแต่เด็ก ๆ ที่ท่านได้อ่านวรรณคดีเรื่องนี้ ร่วมกับที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านละครนอกและเพลงร้องต่าง ๆ ที่ท่านได้ดูได้ฟังมาตั้งแต่เด็ก ๆ นั้นด้วย ดังที่ท่านบอกว่าท่านจำบทกลอนในเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ได้หลายตอน อย่างบทที่ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างเพื่อจะไปลักตัวนางวันทอง ที่ว่า

โจนลงกลางชานร้านดอกไม้ ของขุนช้างปลูกไว้อยู่ดาษดื่น

รวยรสเกสรเมื่อค่อนคืน ชื่นชื่นลมชายสบายใจ

กระถางแถวแก้วเกดพิกุลแกม ยี่สุ่นแซมมะสังดัดดูไสว

สมอรัดดัดทรงสมละไม ตะขบข่อยคัดไว้จังหวะกัน

ตะโกนาทิ้งกิ่งประกับยอด แทงทวยทอดอินพรหมนมสวรรค์

บ้างผลิดอกออกช่อขึ้นชูชัน แสงพระจันทร์จับแจ่มกระจ่างตาฯ

ภาพในฉากละครนอกเรื่องขุนช้างขุนแผนที่ท่านเคยเห็นก็คือ หมู่เรือนไทยหลังใหญ่ มีเรือนโถงตั้งอยู่กลางเรือน ข้าง ๆ มีเรือนนอน เรือนนั่ง เรือนครัว หอนก และหอพระ อยู่รายรอบ มีบันไดขึ้นลงอยู่ตรงกลางและด้านข้าง หมู่เรือนยกสูงจากพื้นเหนือศีรษะ มีกระดานปูพื้นเชื่อมเรือนทุกหลังนี้เข้าด้วยกัน กลายเป็นนอกชานที่จัดวางกระถางต้นไม้ดอกไม้ต่าง ๆ ดังที่บทกลอนข้างต้นได้พรรนาไว้

แต่กระนั้นตอนนั้นท่านก็มีเพียงเรือนโถงเพียงหลังเดียว ท่านจึงให้นายเชื่อม เล็กประทุม คนรถคู่ใจ ซึ่งตระกูลของนายเชื่อมเป็นคนอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในครั้งที่ประเทศไทยยังมีระบบศักดินา คนแถวนั้นได้ถูกเกณฑ์มาเป็น “ไพร่ฝีพาย” ในขบวนเรือหลวงและกองทัพเรือ และเสด็จปู่ของท่านคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนวรจักรธรานุภาพ ได้คุมกองทัพเรือ แม้จะหมดสมัยศักดินาแล้ว แต่คนแถวนั้นก็ยังถือตัวว่าเป็นคนในวังของ “กรมขุนวรจักร” และมาอยู่รับใช้จนถึงสมัยของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ท่านจึงให้นายเชื่อมไปหาซื้อบ้านไทยแถวอยุธยานั้นมาเพิ่มอีก 2 หลัง พร้อม “ช่างปรุงเรือน” จำนวนหนึ่ง มา “ปรุง” หรือประกอบตัวเรือนไทยให้สวยงามและอยู่อาศัยได้ต่อไป

คนไทยนั้นต้องอยู่ติดแม่น้ำ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จึงให้ขุดบ่อเป็นแนวยาวรูปพระจันทร์เสี้ยว ตรงกลางที่ดินค่อนไปทางทิศใต้ ตีโค้งออกไปจรดขอบที่ดินด้านตะวันตก กว้างราว 10 เมตร ยาวประมาณ 80 เมตร ให้ดูเหมือนเป็นคุ้งน้ำ ตรงหัวโค้งคุ้งน้ำตรงกลางจึงเป็นเสมือนหน้าบ้าน ที่มีบันไดขึ้นเรือน พร้อมหอนกหรือหอนั่งหน้าเรือนตั้งอยู่ หน้าเรือนหันไปทางทิศใต้ ตรงกลางเป็นนอกชานคอนกรีต ขนาดกว้างประมาณ 8 เมตร ขนาบซ้ายขวาคือเรือนไทยที่ซื้อมาจากอยุธยา ซึ่งเป็นเรือนขนาด 3 ห้อง มีพาไลยื่นออกมาหน้านอกชานสวยงาม ตรงกลางนอกชานด้านทิศเหนือจึงเอาเรือนโถงที่ซื้อมาจากหลังศาลากลางจังหวัดพระนครมาตั้งวาง แล้วมีบันไดอีกหนึ่งบันไดอยู่หน้าเรือนนี้ทางทิศตะวันออก เพื่อลงไปที่ถนนออกนอกบ้าน ที่อยู่ทางทิศเหนือ ตัวเรือนในช่วงแรกจึงมีอยู่ประมาณนี้

เรือนโถงตรงกลางนั้น วางแบบไว้ให้เป็นเรือนรับรองหรือห้องรับแขก สำหรับเรือนขนาด 3 ห้องหลังที่อยู่ทิศตะวันออกทำเป็นเรือนนอน มีห้องน้ำในตัวอยู่ใต้พาไลทางทิศใต้ ส่วนอีกหลังหนึ่งที่อยู่ทางทิศตะวันตก ตอนแรกก็ตั้งใจจะให้เป็นเรือนนอนอีกหลัง แต่ก็ได้ใช้เป็นเรือนทำครัวและที่รับประทานอาหารในช่วงแรก เพราะใต้ถุนยังเป็นดินและยังไม่ได้ต่อเติมเป็นห้องต่าง ๆ โดยที่เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ท่านก็ได้มาอาศัยอยู่เพียงคนเดียว เพราะภรรยากับลูกชายและลูกสาวยังอยู่ที่บ้านปากซอยสวนพลู บ้านนี้จึงมีเรือนนอนเพียงหลังเดียวมาตั้งแต่บัดนั้น

อนึ่ง ที่เหนือประตูกลางทางเข้าไปในเรือนโถงจะมีไม้แกะสลักเป็นรูปใบพายยาวประมาณ 1 เมตรเศษ พาดประดับไว้ ก็เพื่อเป็นการระลึกถึง “พลฝีพาย” ที่สืบเชื้อสายเคียงคู่ราชสกุล “ปราโมช” มานับร้อยปี ผู้เป็นช่างมาปรุงเรือนไทยหมู่นี้ ยิ่งไปกว่านั้นบานประตูตรงนี้ ที่ทั้งคู่ทำจากไม้ตะเคียนเก่าแก่ที่มาพร้อมกับเรือนที่ซื้อ ก็มีประวัติว่า “เฮี้ยน” ยิ่งนัก เพราะมีบางโอกาสที่ “ตกน้ำมัน” แสดงอภินิหารต่าง ๆ ออกมา รวมถึง “คุณย่า” ที่เป็น “นางเอก” ของความเฮี้ยนนี้ด้วย ดังที่จะได้เล่าต่อไปเมื่อโอกาสนั้นมาถึง

“ชีวิตไทย” หลายคนอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยาก แต่สำหรับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นท่านบอกว่า “จงทำตัวให้สบาย และปรับตัวไปตามวิถีไทยคู่กับวิถีโลก”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...