โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดรหัส “หุ้นวางมาร์จิ้น” ที่กลายเป็น "ฝันร้าย" ของนักลงทุนรายย่อย

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 01 ก.ค. 2568 เวลา 02.46 น.
ถอดรหัส “หุ้นวางมาร์จิ้น” ที่กลายเป็น

”หุ้นค้ำประกันมาร์จิ้น” ประเด็นร้อน ๆ กับวงการหุ้นไทย ที่สร้างความปั่นป่วน ความเสียหาย จนกลายเป็นเหมือน “ฝันร้าย” ให้กับนักลงทุนรายย่อย แล้วหุ้นมาร์จิ้นคืออะไร มีประโยชน์ หรือมีโทษอย่างไร แล้วทำไมนักลงทุนรายใหญ่ ถึงเลือกใช้วิธีนนี้ในการลงทุน

เมื่อพูดถึงหุ้นที่ถูกนำไปวางค้ำประกันในช่วงเวลานี้คงทำให้นักลงทุนอกสั่นขวัญแขวนไม่น้อยเลยทีเดียว จากข่าวคราวของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งในช่วงนี้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาจากการที่มีผู้ถือหุ้นนำหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทไปทำการวางคำประกันมาร์จิ้น แล้วถูกบังคับขาย หรือ Force Sell ซึ่งทำให้ราคาลดลงอย่างรวดเร็ว และรุนแรง จนนักลงทุนรายย่อยตั้งรับไม่ทัน และหุ้นเหล่านี้ถูกนำไปวางค้ำประกันได้อย่างไร และทำไปเพื่ออะไร คงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นสำหรับนักลงทุนบ้านเราไม่น้อยเลยทีเดียว ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับที่มาของหุ้นที่ถูกนำไปวางเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกันก่อน

บัญชีมาร์จิ้น หรือเครดิตบาลานซ์ เป็นบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่บริษัทหลักทรัพย์เปิดเพื่อให้กับนักลงทุน โดยมีลักษณะของบัญชีที่เป็นสินเชื่อกับนักลงทุนในการลงทุนซื้อหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนจะนำสินทรัพย์มาวางไว้กับทางบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอวงเงินสินเชื่อ หรือมาร์จิ้นเพื่อทำการซื้อขายหุ้นนั่นเอง ซึ่งสินทรัพย์ที่นำมาวางเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันจะเป็นเงินสด หรือหุ้นก็ได้

หรืออธิบายได้ง่าย ๆ ว่านักลงทุนใช้เงินลงทุนของตัวเองส่วนหนึ่ง และกู้ยืมเงินจากบริษัทหลักทรัพย์อีกส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการซื้อหุ้น ซึ่งสามารถที่จะทำได้ทั้งนักลงทุนรายใหญ่ และนักลงทุนรายย่อย โดยแต่ละบริษัทหลักทรัพย์จะมีคณะกรรมการพิจารณาความเสี่ยงว่าหุ้นตัวไหนควรให้มาร์จิ้นเท่าไร ตั้งแต่ระดับ 50/50, 60/40 ไปจนถึง 70/30 ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของหุ้นแต่ละบริษัท

ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทหลักทรัพย์มีการกำหนดสัดส่วนที่ 50/50 หากนักลงทุนต้องการที่จะใช้วงเงินในการซื้อหุ้น 2 ล้านบาท นักลงทุนออกเงินตัวเอง หรือนำหุ้นมาวางค้ำประกันมูลค่า 1 ล้านบาท ก็จะได้วงเงินจากบริษัทหลักทรัพย์อีก 1 ล้านบาท เป็นเหมือนการเพิ่มพลังของเงินลงทุน หรือ Leverage นั่นเอง ซึ่งนักลงทุนจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ด้วยเช่นกันในอัตราที่ประมาณ 5-6% ต่อปี

ที่นี้เรามาดูกันในประเภทแรกกันก่อน คือการใช้เงินสดเป็นหลักประกัน ก็จะสามารถนำเงินสดที่วางหลักประกันไว้ รวมกับวงเงินที่ได้จากบริษัทหลักทรัพย์ในการซื้อหุ้นได้เลย ซึ่งสามารถที่จะซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้ในตลาดหลักทรัพย์ตามที่บริษัทหลักทรัพย์กำหนด

แต่ถ้าหากมีการใช้หุ้นมาวางค้ำประกัน นักลงทุนจะไม่สามารถใช้วงเงินที่ได้รับจากบริษัทหลักทรัพย์เพื่อซื้อหุ้นของบริษัทเดียวกับที่นำมาเป็นหลักประกันได้ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหุ้นตัวนั้น เช่น ถ้านักลงทุนนำหุ้น AAA มาวางเป็นหลักประกัน ก็จะไม่สามารถนำวงเงินที่ได้รับไปซื้อหุ้น AAA ได้อีก เป็นต้น

และที่สำคัญไม่ว่านักลงทุนจะใช้เงินสด หรือหุ้นมาวางค้ำประกัน เมื่อนำวงเงินที่ได้รับจากบริษัทหลักทรัพย์ในการซื้อหุ้นของบริษัทใดก็ตาม ก็จะไม่สามารถนำหุ้นนั้นมาวางเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเพื่อขอวงเงินกู้เพิ่มเติมได้อีก เพราะถือว่าหลักทรัพย์นั้นก็นับเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ไปในตัว

แล้วนักลงทุนหลาย ๆ คนทำไมถึงเลือกใช้ “บัญชีมาร์จิ้น” ในการลงทุน เนื่องจากเป็นการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนให้เพิ่มสูงขึ้น สามารถทำกำไรได้มากขึ้น เช่น ถ้าเราซื้อหุ้นมูลค่า 1 ล้านบาทด้วยเงินของเราเอง เมื่อราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% เราจะได้กำไร 1 แสนบาท แต่ถ้าเราใช้บัญชีมาร์จิ้น เราจะได้รับวงเงินในการซื้อหุ้นเพิ่มเป็น 2 ล้านบาท เมื่อราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% เราจะได้กำไร 2 แสนบาท

พอฟังมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนอาจจะมองว่าบัญชีมาร์จิ้นก็เป็นเครื่องมือการลงทุนหนึ่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มสูงขึ้นได้ แต่เหรียญไม่ได้มีด้านเดียว การลงทุนก็เช่นกัน ถ้าหุ้นในบัญชีมาร์จิ้นของเรามีราคาเพิ่มขึ้น ก็ไม่มีปัญหาอะไร แถมเราสามารถที่จะขอเพิ่มวงเงินกู้ได้เพิ่มเติมตามมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกันที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

แต่ถ้าราคาหุ้นที่ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือหุ้นที่เราใช้บัญชีมาร์จิ้นซื้อปรับตัวลดลง การขาดทุนก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน เช่น ถ้าเราซื้อหุ้นมูลค่า 1 ล้านบาทด้วยเงินของเราเอง เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลง 10% เราจะขาดทุน 1 แสนบาท แต่ถ้าเราใช้บัญชีมาร์จิ้น เราจะได้รับวงเงินในการซื้อหุ้นเพิ่มเป็น 2 ล้านบาท เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลง 10% เราจะขาดทุน 2 แสนบาท

และถ้าเกิดราคาหุ้นที่นำมาค้ำประกัน หรือราคาหุ้นที่เราใช้บัญชีมาร์จิ้นซื้อปรับตัวลดลงจนถึงเกณฑ์ที่บริษัทหลักทรัพย์กำหนด ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ 35% บริษัทหลักทรัพย์จะเรียกให้นักลงทุนนำเงินสด หรือหุ้นมาวางเป็นหลักประกันเพิ่มเติม หรือ “Margin Call” ในระยะเวลาที่กำหนด เช่น ถ้าเราได้รับวงเงินมาร์จิ้น 1 ล้านบาท แล้วราคาหุ้นที่เราซื้อปรับตัวลดลงถึง 30% มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งหมด จะเหลือเพียง 700,000 บาท นั่นหมายความว่ามูลค่าหลักประกันของเราจะลดลงเหลือเพียง 200,000 บาท คิดเป็นเพียง 28.57% นักลงทุนจะต้องเพิ่มหลักประกันอีก 45,000 บาทเพื่อให้อยูในเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 35%

แต่ถ้าราคาหุ้นยังคงปรับตัวลดลงไปอีกจนมูลค่าของหลักทรัพย์ค้ำประกันอยู่ในระดับที่ 25% ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์บังคับขายหลักทรัพย์ หรือ Forced Sell ซึ่งถ้านักลงทุนไม่สามารถนำเงินสด หรือหลักทรัพย์มาค้ำประกันให้ถึงเกณฑ์ 35% ได้ บริษัทหลักทรัพย์เจ้าหนี้จะต้องทำการบังคับขายหลักทรัพย์บางส่วนของลูกค้านั้นเพื่อลดภาระหนี้ของนักลงทุนออกไป ซึ่งถ้าเกิดมีหลักทรัพย์จำนวนมาก ๆ เป็นหลักประกัน แน่นอนว่าการ Forced Sell นี้ จะเป็นฝันร้ายของนักลงทุนรายย่อยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะหุ้นจำนวนมากจะถูกเทขายออกมา โดยไม่ได้มีสาเหตุมาจาก “ปัจจัยพื้นฐาน” ของหุ้นตัวนั้นแต่อย่างใด

นั่นหมายความว่านักลงทุนรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย อาจจะสามารถสร้างผลกระทบที่รุนแรงให้กับหุ้นตัวนั้น และสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนรายย่อยได้อย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นการที่บริษัทใดมีหุ้นที่ใช้ในการวางเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นจำนวนมาก ๆ ก็เป็นเหมือนความเสี่ยงที่นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องใช้ในการประเมินการลงทุน และยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของหุ้นตัวนั้นอีกด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...