โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“เราไม่ได้เห็นด้วยกับผู้นำเหมือนกันทุกคน” เสียงจากแรงงานข้ามชาติกัมพูชา ในวันที่สงครามชาตินิยมเกิดขึ้นข้ามพรมแดน

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 13.34 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 13.34 น.
ภาพไฮไลต์

ภาพ: จิตติมา หลักบุญ

ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาที่ร้อนระอุอย่างต่อเนื่องหลังจากเกิดการปะทะกันที่พื้นที่บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีการกล่าวหาซึ่งกันและกันเรื่องการรุกล้ำพื้นที่รอยต่อชายแดน โดยที่ทั้งสองประเทศยังไม่ได้ปักปันเขตแดนอย่างเป็นทางการในบางจุด ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจทั้งในระดับรัฐและประชาชน กระแสความไม่ไว้วางใจกันลุกลามเร็วขึ้นจากโซเชียลมีเดียมากกว่าสมรภูมิจริง

เกิดเป็นสงครามชาตินิยมที่ต่างฝ่ายต่างแสดงออกซึ่งความรัก ‘ชาติ’ ในแบบที่อีกฝ่ายต้องเป็นศัตรูกันอย่างโจ่งแจ้ง บ้างเชียร์ให้รบ บ้างโพสต์แบนแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย แม้ทหารที่ยืนเหยียบพื้นดินชายแดนทั้งสองฝั่งจะยังไม่รบกันจริงในเชิงกายภาพ และผู้คนบริเวณพรมแดนเองก็ไม่ต้องการความรุนแรง แต่หน้าฟีดคนทั้งสองชาติต่างแสดงความรักชาติกันอย่างท่วมท้น

ระหว่างที่วาทกรรมรักชาติสาดซัดไปทั่วทั้งสองฝั่งชายแดน ยังมีแรงงานจำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตข้ามพรมแดนเงียบๆ อยู่ไทยแบบเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่มีที่ว่างในสมรภูมิความรักชาติให้ได้ส่งเสียง

ความคาดหวังระยะสั้นนี้มีเพียงว่า คนธรรมดาๆ จะไม่ถูกเกลียดชังเพียงเพราะบ้านเกิดของเขาหรือเธออยู่ในอีกฟากของแผนที่

ฃไทยรัฐพลัสคุยกับแรงงานกัมพูชาที่อยู่ไทยมากว่า 26 ปี บอกเล่าความรู้สึกและความระส่ำระสายในสถานการณ์ที่โซเชียลมีเดียพากันขึงตึงด้วยธงชาติและเส้นแบ่งเขตแดน เธอและแรงงานกัมพูชาอีกจำนวนมากยังใช้ชีวิตในรอยต่อระหว่าง ‘ความมั่นคงของชาติ’ กับความเปราะบางของตัวตนที่แทบไม่ถูกมองเห็น

จูน (นามสมมติ) แรงงานกัมพูชาวัย 40 ย่าง 41 ปี พูดคุยกับเราพร้อมสะท้อนทัศนะและความเชื่อของตัวเองออกมาอย่างมุ่งมั่น ทั้งทางวาจาและแววตาของเธอ ด้วยประสบการณ์อยู่ไทยมาเกือบ 3 ทศวรรษ จูนสื่อสารภาษาไทยได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ บทสนทนาพาเราไปสำรวจหลายสิ่งในตัวเธอ เปลือกนอกแสนธรรมดาถูกกะเทาะออก เปิดเปลือยความเก่งฉกาจที่ซุกซ่อนอยู่อย่างน่าประทับใจ

ปลอดภัยด้วยความสัมพันธ์ระยะยาว

จูนเป็นแม่บ้านอิสระ รับจ้างทำความสะอาดบ้านทุกวันไม่มีวันหยุด เธอเข้ามาทำงานที่ไทยตั้งแต่อายุ 14 ปี ด้วยการเป็นแรงงานก่อสร้างอยู่สักพัก ก่อนจะยึดอาชีพแม่บ้านเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ช่วงเวลานี้ที่มีข้อพิพาท จูนแบ่งปันความรู้สึกวิตกกังวลในใจของเธอและน้องสาวที่ทำงานอยู่ในโรงงาน

“ตอนนี้เราใช้ชีวิตประจำวันไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอเข้าไปดูในเฟซบุ๊ก ในโซเชียลต่างๆ มันก็วิตกกังวล จิตตกเหมือนกัน”

จูนเล่าต่อถึงประสบการณ์ของน้องสาวที่ทำงานอยู่ในโรงงาน ด้วยความที่น้องสาวก็ทำงานในไทยมายาวนานถึง 20 ปี คุ้นเคยกับเพื่อนร่วมงานคนไทย จึงไม่ค่อยเจอเหตุการณ์ที่กระทบกับตัวเองโดยตรง เพราะคนส่วนใหญ่รู้จักนิสัยใจคอกันอย่างดีแล้ว

“พ่อแม่เราก็โทรมาบอกว่าอ่านข่าวในโซเชียลเห็นว่ามันแรงมากเลยนะ ถามเรากับน้องว่ากลับไปอยู่บ้านก่อนดีไหม เพราะเขาเห็นที่โพสต์กันว่าคนไทยอยากจะทำร้ายคนกัมพูชา แต่เราก็บอกเขานะว่าที่เราอยู่ตอนนี้ไม่มีใครคิดไม่ดีกับเรา”

นายจ้างของจูนและเพื่อนร่วมงานในโรงงานของน้องสาวยังดีกับพวกเธอเหมือนเดิม ไม่มีใครแสดงอคติหรือพูดจาเหยียดหยามหลังเกิดกระแสความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งจูนและน้องสาวเธอเห็นตรงกันว่า ไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่าความมั่นคงในชีวิตของพวกเธอดำรงอยู่ได้ด้วยการพึ่งพา ‘สายสัมพันธ์ส่วนตัว’ อย่างความคุ้นเคยของนายจ้าง และความเห็นอกเห็นใจระหว่างเพื่อนร่วมงาน

“ทั้งข่าวจากฝั่งบ้านเราและข่าวในเมืองไทยเหมือนเขาอยากให้เราเกลียดกัน เห็นกระแสที่คนไทยจะแบนแรงงานกัมพูชาเหมือนกัน เรามาทำงานก็ไม่อยากให้คนไทยเกลียดเรา เราอยากอยู่แบบปรองดอง เราก็รักประเทศไทย”

คำว่า ‘รักชาติ’ สำหรับจูนจึงไม่ได้หมายถึงการยืนอยู่ตรงข้ามกับคนชาติอื่น หรือยอมรับทุกอย่างที่ผู้นำทำ แต่คือการรักบ้านเกิดและคนของตัวเอง พร้อมกับเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้อื่น ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหนของเขตแดน

“ข่าวทางฝั่งกัมพูชาเป็นยังไงบ้างคะ” ฉันถามต่อเมื่อจูนเปิดประเด็นถึงการนำเสนอข่าวของทางกัมพูชา

“มันก็มีทั้งจริงและไม่จริงเหมือนกัน บางเพจเอาข้อมูลจากเพจคนไทยที่ไม่เป็นความจริง โจมตีคนกัมพูชาเอาไปแปลก็มีเยอะ ส่วนสำนักข่าวหลัก นักข่าวเขาก็จะเขียนข่าวแค่ที่ผู้นำให้ข่าวเท่านั้น คนกัมพูชาออกความเห็นในทางลบไม่ได้” จูนกล่าว

คนกัมพูชาไม่ได้เห็นด้วยกับผู้นำทุกคน

หลังจากที่จูนเล่าถึงการถูกจำกัดบทสนทนาที่จะวิพากษ์วิจารณ์ถึงรัฐ เธอยังเล่าต่ออย่างหนักแน่นเพื่อยืนยันอุดมการณ์และเจตนารมณ์ของเธอ

“คนกัมพูชาไม่ได้เห็นด้วยกับผู้นำทุกคนนะ แต่เราออกความเห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นข่าวที่ออกมาส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความคิดเห็นของประชาชนเลย มาจากผู้นำทั้งหมด”

อย่างไรก็ตาม จูนเป็นนักเล่าที่ดีทีเดียว เธอให้มุมมองอีกด้านฉายภาพที่ว่า ‘มีคนเกลียด ก็ต้องมีคนรัก’ โดยจูนไม่ลืมที่จะให้บริบทกับผู้ฟังอย่างเราว่า คนที่รักและสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาขณะนี้ส่วนใหญ่คือคนที่ได้ประโยชน์บางอย่างไปพร้อมๆ กัน บางคนอาจจะบอกว่าข้าราชการกัมพูชาส่วนใหญ่จะชื่นชอบในผู้นำ แต่เธอยืนยันว่าไม่ใช่ทั้งหมด เพราะข้าราชการบางคนก็ไม่สามารถออกความเห็นได้เช่นกัน

“จริงๆ เราก็จะรู้กันในประเทศว่าเราเคยมีสงคราม มีอำนาจจากที่อื่นมาแทรกแซงในประเทศ เราก็ไม่อยากให้มีความสูญเสียเกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรด้วยเลย”

สงครามครั้งสำคัญในความหมายของจูนเกิดขึ้นในยุคเขมรแดง ระหว่างปี 2518-2522 นำโดย พล พต ที่ทั้งสังหารและทรมานผู้คนในประเทศ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตราว 2 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรขณะนั้น เหตุการณ์นั้นกลายเป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครอยากจำ ทำให้ผู้คนนับล้านเกลียดและกลัวสงคราม

ด้านการเมืองการปกครองของกัมพูชาก็อยู่กับการสืบทอดอำนาจ ไร้การแข่งขันทางการเมือง ตระกูลฮุน นำโดย ฮุน เซน ครองอำนาจสูงสุดในประเทศนับตั้งแต่ปี 1985 จนทำให้เขาเป็นผู้นำที่อยู่ในอำนาจยาวนานลำดับต้นๆ ของโลก และจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2023 พรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายแบบแลนด์สไลด์ ปูทางไปสู่การส่งต่อตำแหน่งผู้นำให้บุตรชายอย่าง ฮุน มาเนต เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย และยังถูกกล่าวถึงว่าเป็นเพียงพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านเพื่อสืบทอดอำนาจของตระกูลฮุน เพราะมีการใช้กลไกรัฐปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ปิดสื่ออิสระ ตัดสิทธิพรรคการเมืองคู่แข่ง และบางพรรคถึงขั้นถูกยุบ ดังนั้นผลการเลือกตั้งจึงไม่ได้สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

“เราไม่ได้อยากจะเปรียบเทียบกับคนไทยว่าที่ประเทศเราโดนหนักกว่ามั้ยเวลาที่สู้กับเผด็จการ แต่ถ้าคุณเห็นข่าวในเมืองไทย ของกัมพูชาก็ร้ายแรงไม่แพ้กัน”

จูนในฐานะประชาชนกัมพูชาและแรงงานที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้เผชิญหน้ากับความเป็นจริงและปัญหาหลายแบบ กลายเป็นแรงผลักให้จูนลุกขึ้นมาศึกษากฎหมายกัมพูชา โดยมีกฎหมายและการปกครองของประเทศไทย รวมถึงประเทศอื่นๆ เป็นกรณีศึกษาควบคู่กันไป

จากวันแรกที่เธอเริ่มสืบค้นข้อมูล เดินถือปึกหนังสือและกองกระดาษเอสี่หนาๆ ที่บรรจุความรู้ด้านกฎหมายไปถ่ายเอกสาร รวมทั้งสิ้นเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว และเธอเรียนรู้ทั้งหมดทั้งมวลนี้ด้วยตัวเอง

“จูนอยู่เมืองไทย เห็นตัวอย่างจากคนไทยเขาเรียนรู้กฎหมาย เขารู้จักความสำคัญของรัฐธรรมนูญ แล้วเขาก็รู้จักสิทธิและปกป้องสิทธิตัวเองได้เยอะกว่าเรา”

เบื้องหลังของการเรียนรู้กฎหมาย คือเป้าประสงค์ที่ต้องการสู้อย่างสันติ ออกเสียงแสดงความเห็นอย่างมีกลยุทธ์ พึงคิดเสมอว่าไม่ปรารถนาการนองเลือด จึงเชื่อมาเสมอว่าการรู้กฎหมายจะนำพาไปสู่สิ่งที่มุ่งหวังอย่างสิทธิ เสรีภาพที่มากขึ้น หรือฝันสูงสุดอย่างประชาธิปไตย แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ ก็ตาม

“พอศึกษากฎหมายแล้วทำให้เราเข้าใจผู้นำเหมือนกันนะ ทำให้เราไม่เกลียดเขา เรารู้ว่าเขาเกิดจากเผด็จการ เพราะฉะนั้นถ้าเขามีความคิดแบบนี้มันก็คงเป็นเรื่องธรรมดาของเผด็จการ พอเราอยากได้ประชาธิปไตย เราก็มีความคิดอีกแบบหนึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนกัน แล้วถ้าเราอยากให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยเราต้องทำยังไง ก็ต้องรู้กฎหมายบ้านเราให้มากขึ้น”

“ตัวจูนเองถามว่ารักชาติไหม ก็รัก แต่จูนเชื่อในประชาธิปไตยมากกว่า เราเห็นตัวอย่างจากประเทศไทย และประเทศที่พัฒนาแล้ว เราก็อยากให้บ้านเราเห็นต่างได้แบบที่ไม่ทะเลาะและไม่เกิดการสูญเสีย”

บทสนทนากับจูนไม่ได้นำเสนอคำตอบที่ชัดเจนต่อข้อพิพาทระหว่างรัฐชาติ แต่กลับชี้ให้เห็นรอยแยกเล็กๆ ที่มักถูกมองข้ามในยามเกิดกระแสชาตินิยมเช่นนี้ รอยแยกที่เต็มไปด้วยเสียงเบาๆ ของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาของธงชาติ และระหว่างบรรทัดของข่าวสาร

ในความเปราะบางของสถานการณ์พิพาทชายแดน จูนและน้องสาวยังพออุ่นใจได้จากสายสัมพันธ์ระยะยาวกับนายจ้างและเพื่อนร่วมงานชาวไทย ความคุ้นเคย ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความเห็นอกเห็นใจที่สั่งสมกันมาหลายสิบปี กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของชีวิตในยามที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยกระแสรักชาติแบบฮาร์ดคอร์

ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ความไว้เนื้อเชื่อใจเช่นนี้กลับหาได้ยากในบ้านเกิดของเธอเอง เมื่อการเมืองแบบรวมศูนย์ทำให้ประชาชนอย่างจูนไม่อาจแสดงความเห็นต่อผู้นำได้อย่างเสรี แม้จะไม่ได้เห็นด้วยก็ตาม ราวกับว่าความมั่นคงในชีวิตจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่ออยู่ในระบบที่ผู้คนสามารถมองเห็นกันในฐานะมนุษย์ มากกว่าเป็นเพียงพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่งเท่านั้น

จากแรงงานหญิงคนหนึ่งที่เลือกจะเรียนรู้กฎหมายด้วยตนเอง มีความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะไม่ต้องแลกด้วยความตาย จูนไม่ได้พูดถึงชาติในแง่ของเส้นแบ่ง แต่พูดถึงมันในฐานะพื้นที่ที่คนธรรมดาควรมีที่ยืน

บทสนทนานี้ไม่ได้ยืนยันว่าเราควรรักชาติแบบไหน หรือควรอยู่ข้างใคร หากแต่นำเรากลับมาเงี่ยหูฟังเสียงของคนตัวเล็กๆ ในเวลาที่สงครามชาตินิยมกำลังกลบเสียงอื่นๆ จนเงียบสนิท

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...