โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รุกฟื้นความเชื่อมั่น เดินหน้า 4 ยุทธศาสตร์ใหญ่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 21.02 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 04.01 น.

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กำลังเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนจากการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลก และปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อการลงทุนและการทำธุรกิจในประเทศ ในขณะเดียวกัน การปะทะทางการค้าและการปรับตัวทางการค้าในหลายประเทศก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการเติบโตของตลาดทุนไทย

ในงานสัมนา “Thailand Investment Forum 2025: Great Depression พลิกเกมฝ่าวิกฤต” จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ และโพสต์ทูเดย์ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ (พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)กล่าวในหัวข้อ “พลิกวิกฤตสู่โอกาส-ยุทธศาสตร์ฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย”

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) กิติพงศ์กล่าวว่า การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยเป็นภารกิจสำคัญที่ตลท.จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ด้วยการผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงมองว่า วิกฤตเหล่านี้เป็นโอกาสที่จะพัฒนาและเติบโตไปพร้อมกัน และมีโอกาสที่สามารถนำมาสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในระยะยาว

สำหรับตลาดทุนไทยนั้น ตลท.ได้วางยุทธศาสตร์ 4 ด้าน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นตลาดทุนและเพิ่มความน่าสนใจให้นักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเชื่อว่า จะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับคืนตลาดทุนไทย

ยุทธศาสตร์ที่ 1: ความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

หนึ่งในภารกิจสำคัญของตลท. คือการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยให้กลับมาแข็งแกร่ง โดยการปรับปรุงและพัฒนาเกณฑ์การกำกับดูแลการซื้อขายเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลและการลงทุน

โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติและการปรับปรุงมาตรการทางกฎหมาย เช่น การควบคุมการ Short Sell และการจัดการกับ High Frequency Trading (HFT) จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน

การสร้างความโปร่งใสและการปกป้องผู้ลงทุนจากการฉ้อฉลและความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นจะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นที่เชื่อถือได้ในการระดมทุนและการลงทุนในอนาคต

“มองว่า มาตรการกำกับดูแลการซื้อขายที่เข้มงวดและอุดช่องโหว่ได้มากขึ้น เมื่อเกิดกรณีตัวอย่างแล้ว สิ่งที่ทำได้ คือการเรียนรู้ ศึกษา และแก้ไขในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น รวมถึงจะทำอย่างไรให้ปัญหาเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก"

เรื่องนี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลและระบบซื้อขาย ซึ่งในอนาคต หากพบว่าใครทำ Naked Short ในต่างประเทศจะสามารถตรวจสอบได้ และยังมีอีกหลายเรื่องที่เร่งดำเนินการ

การปรับปรุงและเพิ่มเติมเกณฑ์บริษัทจดทะเบียน (บจ.) เช่น คุณสมบัติบริษัทที่จะเข้ามาจดทะเบียนใน SET และ mai , บจ.ต้องไม่เป็น Investment Company และแยกประเภทเครื่องหมาย C เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการผลักดันการปรับปรุงกฎกระทรวงเรื่อง Treasury Stock ซึ่งปัจจุบัน มีบจ.ไทยกว่า 37 แห่ง เข้าโครงการรับซื้อหุ้นคืนมูลค่ารวมกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับทั้งปี 67

ยุทธศาสตร์ที่ 2: เพิ่มความน่าสนใจตลาดทุนไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้ายกระดับ บจ. วันนี้ ประเทศไทยมี SMEs กว่า 3.25 ล้านราย ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจ และมีกว่า 200,000 บริษัทที่เสียภาษี ตลท.จะทำอย่างไรที่จะผลักดันบริษัทเหล่านี้มีโอกาสเข้าสู่ตลาดทุนไทย ที่เรียกว่า “New Economy” อีกทั้งส่งเสริม 300 บริษัทของไทยเข้ามาอบรมตลาดทุน

รวมถึงการทำโครงการ Jump+ เพื่อพัฒนา 50 บริษัทในปี 2569 เป้าประสงค์ให้บริษัทที่จดทะเบียนได้ทำแผนงานความคืบหน้าการลงทุน โดยให้ค่าที่ปรึกษา ค่าส่วนลดที่ปรึกษา รวมถึงออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยการให้นักลงทุนซื้อหุ้นสะสมเองจนเกษียณ ซึ่งต้องคุยกับกระทรวงการคลัง

พร้อมกันนี้ ปัจจุบันมี 3-4 บริษัทต่างชาติสนใจเข้ามาจดทะเบีนในตลาดหุ้นไทย และ BOI พยายามกำหนดเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์และแก้ไขกฎหมายเรื่องหุ้น 2 ประเภทเพื่อไม่ให้เกิดการโต้แย้งหากเข้ามาจดทะเบียน รวมถึงหนุนการ Spin-off บริษัทต่างๆ เข้ามาระดมทุนในตลาดทุนไทย

ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างการออกแบบผลิตภัณฑ์การออมหุ้นระยะยาว หรือ TISA (Thailand individual saving) ให้นักลงทุนซื้อหุ้นเก็บสะสมเอง ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับกองทุน LTF เดิม ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินใหม่ๆ ใส่เข้ามาในตลาดทุนไทยได้เพิ่มมากขึ้น

ยุทธศาสตร์ที่ 3: ผลักดันการปรับปรุงกฎหมายให้เท่าเทียม

ผลักดันให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกฎหมายที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนผ่านตลาดทุน รวมถึงแนวทางการรวบรวมและปรับปรุงกฎหมายในลักษณะ Omnibus Law เพื่อคลายข้อจำกัดที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายฉบับ

ยกตัวอย่างเช่น การเปิดทางให้ใช้โครงสร้างหุ้นสองระดับ (Dual-class shares) ซึ่งจะช่วยให้บริษัท SMEs และ Start up ที่มีศักยภาพ สามารถเข้าระดมทุนในตลาดทุนได้ โดยยังคงให้อำนาจกับผู้ก่อตั้งในการกำหนดทิศทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็ยังได้รับสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองที่เหมาะสม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมุ่งผลักดันให้เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นในการจัดโครงสร้างบริษัท การควบรวมกิจการ และการแยก Spin-off บริษัทในเครือ เพื่อเสริมศักยภาพในการเติบโตของกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ต้องการการสนับสนุนด้านเงินทุนในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ควบคู่การทำงานร่วมกับ TDRI และ CMDF ในการจัดทำ Regulatory Guillotine เพื่อกลั่นกรองและปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย และร่วมกับ Thailand Institute of Justice หรือ TIJ ในการจัดหลักสูตรอบรมเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจในกฎหมายตลาดทุน

รวมถึงการผลักดันการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้สำนักงาน ก.ล.ต. มีอำนาจในฐานะพนักงานสอบสวนได้โดยตรง อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลตลาดทุนไทยในระยะยาว

ยุทธศาสตร์ที่ 4: ขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน (ESG)

ESG เป็นเรื่องสำคัญไม่อาจเลี่ยงได้ ต้องสร้างความน่าสนใจ ขับเคลื่อน สร้างให้เกิดความยั่งยืน แม้ประธานาธิบดี ทรัมป์จะไม่ให้ความสนใจต่อเรื่องของความยั่งยืนเท่าไหร่นัก แต่บริษัทจดทะเบียนไทยต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องสร้างความน่าสนใจและขับเคลื่อนบริษัทไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน เริ่มจากฝึกอบรม ESG และใช้ ESG ดาต้าแพลตฟอร์มที่ร่วมกับฟุตซี่ในอนาคต

การลงทุนที่ยั่งยืนเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ตลท.จะผลักดันอย่าต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านการคาร์บอนเครดิต และการสร้างมาตรฐานที่เข้มงวดให้กับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในด้านนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดทุนในอนาคต

“เรามุ่งมั่นในการดูแลนักลงทุนอย่างดีที่สุด ทั้งในด้านการควบคุมพฤติกรรมในตลาด และการกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย แม้ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีการฉ้อโกงเกิดขึ้น แต่เราจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการป้องกันและดูแล”

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมากในปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเสริมประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและยกระดับความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุน เชื่อว่าในทุกวิกฤตยังมีโอกาส และตลท.จะยืนหยัดเคียงข้างนักลงทุนเสมอ

หน้า 1 หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,104 วันที่ 12 - 14 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...