โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

สามเส้า‘พท.-รทสช.-กธ.’ ชิง‘รองประธานสภาฯ’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 23.20 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 06.45 น.

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลตกอยู่ในสภาวะ“สุญญากาศ” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ไม่ต่างจาก“ดุลอำนาจ”ภายในขั้วรัฐบาลภายใต้สมการรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ทำให้ “ทุกเสียง”ในสภาฯมีราคาค่างวดในการต่อรอง “แลกโหวต” รวมถึง “แสดงตน”ในวาระต่างๆ

เช่นนี้จึงไม่แปลก หากความเคลื่อนไหวในขั้วรัฐบาลเวลานี้จะเต็มไปด้วยสารพัดเกมต่อรอง ยื่นหมูยื่นแมว โดยเฉพาะบางโควตาที่ยังคาราคาซัง

ต้องจับตา การนัดหมายพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารในวันที่ 22 ก.ค.นี้ โดยคาดว่าน่าจะมีการพูดคุยประเด็นสำคัญ ทั้งการกำชับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลในเรื่องการควบคุมเสียงเป็นองค์ประชุมเพื่อแก้ปัญหาประชุมล่ม รวมถึงการเจรจาจัดสรรโควตารองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ที่จนถึงเวลานี้ ยังเป็นข้อถกเถียงว่า เป็นของพรรคใด

ในมุมของ “พรรคเพื่อไทย” หยิบยกประเด็นถกเถียงไล่ตั้งแต่โควตาประธานสภาฯ คือ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ในฐานะสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ สรุปแล้วเป็น “โควตาพรรคเพื่อไทย” หรือเป็น “โควตาคนกลาง” เพื่อยุติปัญหาเมื่อครั้งจัดตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย-ก้าวไกล เมื่อปี 2566 กันแน่

มุมนี้ มีการมองว่า หากเป็นชอยส์หลัง คือเก้าอี้ “ประธานวันนอร์” เป็นโควตาคนกลาง พรรคเพื่อไทย ที่แม้จะมี “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” เป็นรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ในโควตาภาคเหนือ อยู่แล้ว 1 คน

แต่ก็ควรได้รองประธานสภาฯคนที่สอง เพิ่มอีก 1 โควตา หากเทียบกับจำนวน สส.ที่ห่างกันหลายเท่าตัว ระหว่าง “พรรคลำดับหนึ่ง” และ “พรรคลำดับสอง”ในขั้วรัฐบาล

สอดคล้องกับความเคลื่อนไหว จากกลุ่ม “สส.อีสาน” พรรคเพื่อไทย แสดงท่าทีชัดเจน ว่าต้องการได้โควตาดังกล่าวไปอยู่ในการครอบครอง หากยึดตามจำนวนสส.อีสาน ที่มีอยู่ในเวลานี้

เห็นชัดจากท่าทีของ “สุทิน คลังแสง”สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งอยู่ในกลุ่มสส.อีสาน ยืนกรานว่า“หากคิดแบบโควตาก็ต้องเป็น สส.อีสาน”

เช่นเดียวกับ“วิสุทธิ์ ไชยณรุณ”สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือประธานวิปรัฐบาล ที่มองว่าโควตารองประธานสภาฯ คนที่ 2 เป็นของพรรคเพื่อไทย แต่หลังจากนี้ จะมีการเจรจาอย่างไร การเมืองก็เป็นไปได้หมด.

ทว่า ในมุมของ“สรวงศ์ เทียนทอง”รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรค กลับมองว่า หากดูตามโควตาแล้ว อาจเป็นของพรรครวมไทยสร้างชาติ เนื่องจากเป็นพรรคอันดับสองในพรรคร่วมรัฐบาล

มุมนี้อาจเทียบเคียงจากเดิม ที่โควตาดังกล่าวเป็นของพรรคภูมิใจไทย เช่นนี้ เมื่อภูมิใจไทยถอนตัวร่วมรัฐบาล โควตาดังกล่าวก็ต้องเป็นของพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลลำดับถัดไป

ทว่าต้องไม่ลืมสถานการณ์ในพรรครวมไทยสร้างชาติเวลานี้ กำลังตกอยู่ในสภาวะ “พรรคอกแตก” สส.แยกออกเป็น2ขั้วระหว่าง “กลุ่ม18สส.” สายนายทุน และ สาย“หัวหน้าพี”

เห็นชัดจากกระแสข่าวที่ว่า “กลุ่ม18” ต้องการเสนอชื่อ “แด๊ก” ธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อ ชิงตำแหน่ง ขณะที่ฝั่ง“หัวหน้าพี”ต้องการเสนอ “สส.มุ่ง” อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี ชิงตำแหน่งเช่นเดียวกัน

เช่นนี้จึงยิ่งเป็นการสะท้อนถึงความไม่เป็นเอกภาพในพรรครวมไทยสร้างชาติ เกิดคำถามว่า จะเป็นการลดทอนอำนาจต่อรองหรือไม่อย่างไร

หากเป็นเช่นนี้ก็อาจไปเข้าทาง“พรรคกล้าธรรม” ซึ่งอยู่ในลำดับถัดไป ก่อนหน้านี้มีการโยนชื่อแคนดิเดตรองประธานสภาฯ ออกมาเช่นเดียวกัน

ล่าสุด ยังมีท่าทีของ“ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ในวันสัมมนาพรรค เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ยืนกรานเช่นเดียวกันว่า “พรรคกล้าธรรมมีสิทธิเสนอ”

ที่น่าสนใจคือ “ธรรมนัส” พยายามสื่อสารว่า ช่วงเช้าวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้พบกับ“ทักษิณ ชินวัตร”นายใหญ่พรรคเพื่อไทยในวงพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหามาตรการรับมือกำแพงภาษีสหรัฐอเมริกา ที่บ้านพิษณุโลก ซึ่งไปในนามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พรรคกำกับดูแล ขณะเดียวกัน ตนเองได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมในฐานะเคยดำรงตำแหน่งรมว.เกษตรและสหกรณ์

ท่าทีของ“ผู้กอง” นอกจากจะเป็นการสื่อสารในฐานะ “ผู้มีอำนาจตัวจริง” ของพรรคกล้าธรรมแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญ ที่“นายใหญ่”เพื่อไทย ยังคงเรียกใช้บริการ เพื่อสู้เกมในสภาฯ โดยเฉพาะการเปิดฟาร์มดูดสส.ที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้ ส่วนจะตามมาด้วยรางวัลต่างตอบแทนเพื่อซื้อใจ“ซุ้มผู้กอง” หรือไม่ ต้องติดตาม

ผ่าดุลอำนาจรองประธานสภาฯ ในห้วงที่ต่างฝ่ายต่างมีเป้าประสงค์ในการดันวาระสำคัญ เพื่อปูทางการเมืองในอนาคต หากยึดตามคำสั่งที่ประธานสภาฯ มอบหมายหน้าที่ไปเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2567

ในส่วนของ “พิเชษฐ์ ” รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง มีหน้าที่ และอำนาจในงานที่เกี่ยวกับการพิจารณากลั่นกรอง กระทู้ถาม และญัตติ การจัดระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวกับกระทู้ถามและญัตติ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม รับรองรายงานการประชุม และเรื่องอื่นๆ ที่มิใช่เรื่องที่เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) หรือพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)

ขณะที่ในส่วน “ภราดร ปริศนานันทกุล” รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง จากพรรคภูมิใจไทย มีหน้าที่และอำนาจปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณากลั่นกรองร่างพระราชบัญญัติ การจัดระเบียบวาระการประชุมสภาฯ ที่เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ พระราชกำหนดเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ หรือพระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลังเลือกรองประธานสภาฯ คนที่สอง ก็ต้องขึ้นอยู่ที่ประธานสภาฯ ว่าจะแบ่งงานใหม่ เพื่อเฉลี่ยดุลอำนาจภายในพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่อย่างไร

แน่นอนว่าในสภาวะที่รัฐบาลตกอยู่ในสภาพเสียงปริ่มน้ำ ย่อมเป็นโอกาสให้บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลเปิดเกม ยื่นเงื่อนไขต่อรองยื่นหมูยื่นแมว ดังที่เห็นกันอยู่ในเวลานี้!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...