โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก “นกกระเรียนสีน้ำเงิน” นกประจำชาติของแอฟริกาใต้ ที่กำลัง “ใกล้สูญพันธุ์”

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 03.30 น.
จากนกประจำชาติสู่จุดเสี่ยงสูญพันธุ์

นกกระเรียนสีน้ำเงิน (Blue Crane) นกประจำชาติของแอฟริกาใต้ กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต หลังถูกจัดอันดับใหม่จาก “ใกล้สูญพันธุ์” (Near Threatened) เป็น “เสี่ยงสูญพันธุ์” (Vulnerable) โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จากการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ในชนบทและภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานะที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของประเทศ กำลังเปลี่ยนเป็นสัญญาณเตือนถึงการสูญเสียที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประชากรลดฮวบในพื้นที่สำคัญ ฟาร์มเกษตรกลายเป็นพื้นที่เสี่ยง

ข้อมูลล่าสุดจากโครงการเก็บข้อมูลนกโดยประชาชน หรือ Coordinated Avifaunal Roadcounts (CAR) ซึ่งเก็บข้อมูลระยะยาวในพื้นที่โอเวอร์เบิร์ก (Overberg) จังหวัดแหลมตะวันตกของแอฟริกาใต้ แสดงให้เห็นว่า ประชากรนกกระเรียนสีน้ำเงินในพื้นที่ลดลงถึง 44% ระหว่างปี 2011 ถึง 2025 ซึ่งเป็นอัตราการลดลงที่รวดเร็วและน่าตกใจ

นกกระเรียนสีน้ำเงินเป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมอาศัยอยู่ในพื้นที่โล่ง เช่น ทุ่งหญ้าและพื้นที่เพาะปลูก พวกมันใช้ฟาร์มเกษตรเป็นทั้งแหล่งอาหารและที่ทำรัง การพึ่งพาพื้นที่ทำกินของมนุษย์นี้เอง กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มันเสี่ยงต่อการถูกรบกวนและทำลายถิ่นอาศัย

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงวิถีการเกษตร เช่น การปลูกพืชเชิงพาณิชย์เข้มข้น การใช้ที่ดินหมุนเวียนสูง การเปลี่ยนชนิดพืช และการใช้เครื่องจักรหนัก ส่งผลให้พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการผสมพันธุ์และเลี้ยงลูกของนกกระเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง ลูกนกหลายตัวเสียชีวิตเพราะถูกรบกวนหรือไม่มีอาหารเพียงพอ

นกเหล่านี้อาศัยอยู่นอกเขตอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นหลัก จึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากเกษตรกรในการช่วยปกป้องแหล่งอาศัยของมัน การอนุรักษ์จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยลำพังของนักวิทยาศาสตร์หรือหน่วยงานรัฐอีกต่อไป แต่ต้องพึ่งพาความร่วมมือในภาคสนามอย่างแท้จริง

ความเสี่ยงจากสายไฟฟ้า อีกหนึ่งภัยเงียบที่คร่าชีวิตนับไม่ถ้วน

อีกหนึ่งภัยคุกคามที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ “การชนสายไฟฟ้าแรงสูง” ขณะบิน ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของนกกระเรียนสีน้ำเงินจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ราบเปิดโล่งที่นกมักบินต่ำและมองไม่เห็นสายไฟ เนื่องจากสายไฟบางเส้นยังไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น แผ่นสะท้อนแสงหรือ “ตัวเบี่ยงสายไฟ” (diverters) ซึ่งจะช่วยให้นกสามารถหลบหลีกได้ ปัจจุบันหลายเส้นทางไฟฟ้าในชนบทยังคงเป็นจุดอันตรายที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทั่วถึง

จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุล่าสุดโดยนักอนุรักษ์จากมูลนิธิสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์แห่งแอฟริกาใต้ (Endangered Wildlife Trust – EWT) พบว่านกที่ชนสายไฟมักเสียชีวิตทันที และมักเป็นลูกนกที่ยังไม่มีทักษะบินดีพอ การตายเช่นนี้จึงยิ่งซ้ำเติมประชากรที่ลดลงอยู่แล้วให้ยิ่งวิกฤตรุนแรงขึ้นไปอีก

สภาพแวดล้อมเปลี่ยน และความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ที่รุนแรง

ปัญหาที่นกกระเรียนสีน้ำเงินต้องเผชิญยังรวมถึงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ภาวะแห้งแล้งหรือฝนตกหนักผิดฤดูกาล รวมถึงการล้อมรั้วในฟาร์มขนาดใหญ่ การใช้สารพิษกำจัดศัตรูพืช และความขัดแย้งกับเกษตรกรที่มองว่านกเป็นภัยคุกคามต่อผลผลิต

การวางยาพิษเพื่อกำจัดสัตว์ที่กินพืชผลกลายเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยขึ้น

แม้จะผิดกฎหมาย แต่ในบางพื้นที่ยังขาดการควบคุมและไม่มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง นักอนุรักษ์จึงเน้นย้ำความจำเป็นของการ “มีตัวตนในพื้นที่” และให้ความรู้กับเกษตรกรว่าการแก้ปัญหาแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้รั้วป้องกัน การใช้ระบบเตือนภัย หรือการสร้างแหล่งอาหารทางเลือกให้สัตว์ เป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า

นกกระเรียนสีน้ำเงินเคยเป็นเรื่องราวความสำเร็จของการอนุรักษ์ในอดีต แต่วันนี้เรื่องราวกำลังจะเปลี่ยนไป หากไม่มีแผนการเร่งด่วนที่ชัดเจนและได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย มูลนิธิ EWT กำลังดำเนินโครงการหลายรูปแบบเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ ตั้งแต่การรณรงค์ให้ติดตั้งตัวเบี่ยงสายไฟทั่วประเทศ การสร้างพื้นที่ทำรังที่ปลอดภัยในพื้นที่เกษตร การพัฒนากลไกความร่วมมือกับเกษตรกร และการติดตามประชากรนกอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งเหล่านี้ต้องการ แรงสนับสนุนทั้งด้านนโยบาย การเงิน และความเข้าใจจากสังคม เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง อาจนำไปสู่ “การพังทลายของประชากร” ภายใน 20–30 ปีข้างหน้า

นกกระเรียนสีน้ำเงิน อาจไม่ใช่แค่นกสวยสง่าที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติแอฟริกาใต้อีกต่อไป หากยังล้มเหลวในการปกป้องมัน มันจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตที่สูญหายไปเพราะมนุษย์นิ่งเฉย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...