TISCO หั่นศก.ไทยปีนี้เป็นโต 1.6% หลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค
TISCO หั่นศก.ไทยปีนี้เป็นโต 1.6% หลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 มิ.ย. 68 14:53 น.
TISCO ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีน้เป็นขยายตัว 1.6% และปี 69 ขยายตัว 1.4% หลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค แนะรัฐเร่งอัดงบช่วยเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤต แนะนักลงทุนทยอยลดสินทรัพย์เสี่ยง - ขายทำกำไร หันลงทุนพันธบัตรระยะสั้น
นายเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุน บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) จากแรงกดดันทั้งภายนอกและภายในประเทศ โดยมีปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าโลก ภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจนำไปสู่ภาวะสุญญากาศ ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง TISCO ESU จึงปรับลดคาดการณ์จีดีพี ปี 2568 ลงมาอยู่ที่ 1.6% และ ปี 2569 เหลือเพียง 1.4%
"เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค โดยจีดีพีอาจติดลบ 2 ไตรมาสติดในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ซึ่งปัญหาหลัก คือ ส่งออกที่อาจจะย่อตัวลง ท่องเที่ยวซึมตัวลง การบริโภคก็แข่งกันกันลดราคา คนพยายามเก็บเงินมากขึ้น หนี้ครัวเรือนก็สูง โดยไตรมาส 1 จีดีพี อยู่ที่ 3.1% จีดีพีไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.3% ไตรมาส 3 อยู่ที่ 0.7% และ ไตรมาส 4 อยู่ที่ 0.1%"นายเมธัส กล่าว
ทางด้านนโยบายการเงินคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้สู่ระดับ 1.25% ในช่วงเดือนส.ค. และ ไตรมาส 4 นี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.75% และ อาจลดต่ออีก 2 ครั้งภายในครึ่งแรกของปีหน้าลงมาอยู่ที่ 0.75% เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และ เงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย
ในขณะที่นโยบายการคลังอาจเป็นเพียงปัจจัยเดียวที่พอจะหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจได้บ้าง หากรัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นโครงการที่มีตัวทวีคูณทางการคลังสูง (Fiscal Multiplier) และ เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้มากกว่า 80% ซึ่งจะช่วยชดเชยแรงกดดันจากภาคเศรษฐกิจอื่นที่กำลังมีปัญหาได้บ้าง และ อาจหนุนเศรษฐกิจให้เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยเฉพาะงบ 1.57 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาเห็นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่อยากให้ลงไปถึงเศรษฐกิจฐานล่าง เช่น โครงการคนละครึ่ง เนื่องจากเม็ดเงินดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า 1%
อย่างไรก็ตาม จากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่สูงขึ้นมาก อาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะสุญญากาศ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายการคลังให้ไม่สามารถทำงานได้ระยะนี้จึงต้องจับตาพัฒนาการทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจทำให้แรงส่งทางการคลังพลิกผันกลายมาเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจได้
"ปัจจัยความเสี่ยงการเมืองมีความสำคัญที่ต้องติดตามในช่วง 1-2 สัปดาห์ กรณีพื้นฐาน หากมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ และ มีการเปลี่ยนตัวนายก แต่ไม่มีการยุบสภาฯ การเบิกจ่ายได้ และ งบประมาณปี 2569 ไม่สะดุด ซึ่งกรณีนี้จะกระทบต่อจีดีพีไม่มาก 0.1-0.2% และ กรณีเลวร้าย คือ มีการยุบสภาก่อนพิจารณางบประมาณปี 2569 แต่คาดว่า จะกระทบจีดีพีค่อนข้าง 1% ของจีดีพีในช่วง 1-2 ปีนี้"นายเมธัส กล่าว
สำหรับความเสี่ยงด้านลบก็ยังคงอยู่ โดยนอกเหนือจากการเจรจาภาษีไม่สำเร็จแล้ว ภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปียังมีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้มีโอกาสจะเหลือเพียง 33.5 ล้านคน ลดลง 5.6% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่กลับมาในระดับก่อนโควิด โดยช่วง 5 เดือนแรกของปีเดินทางเข้ามาเพียง 2 ใน 3 จากปีก่อน หรือ มีสัดส่วนเพียง 40% จากช่วงก่อนโควิด สวนทางกับนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติแล้วสะท้อนว่า มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่น โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย เพื่อไม่ให้สูญเสียตลาดสำคัญนี้ในระยะยาว
ส่วนภาคธุรกิจ SMEs ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากกำลังซื้อที่ลดลง และ การแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้กำลังต้องการสภาพคล่องอย่างมากเพื่อประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นสภาวะที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง และ มีแนวโน้มจะปรับแย่ลงชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังจึงมองว่า ภาครัฐควรเข้ามาเป็นกลไกในการช่วยเหลือ SMEs อย่างเร่งด่วน และ จัดสรรงบประมาณบางส่วนจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ไปใช้ในโครงการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และ การรับประกันสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง และ พยุงไม่ให้เกิดคลื่นของการปิดกิจการและ การเลิกจ้างที่อาจลุกลามบานปลายไปมากกว่าที่ประเมินอยู่
นายธนภัทร ธนชาต ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า แม้จะเผชิญแรงเสียดทานจากฝ่ายตุลาการ แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายกีดกันทางการค้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการยึดมั่นในแนวทาง “America First” ที่ยังคงเป็นแกนกลางของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ อาจดำรงอยู่ต่อเนื่องอย่างน้อยจนกว่าจะถึงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในครั้งหน้า โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญ คือ การตั้งกำแพงภาษีศุลกากร ส่งผลให้หลายประเทศต้องเร่งหาทางเจรจาเพื่อลดทอนผลกระทบ ขณะเดียวกันภาคเอกชน และ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย นายเกวิน นิวซอม ได้ยื่นฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ โดยระบุว่า ฝ่ายบริหารใช้อำนาจเกินขอบเขตตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) แม้ศาลการค้าจะมีคำสั่งให้ยกเลิกมาตรการ แต่ศาลอุทธรณ์กลับให้ระงับคำตัดสินดังกล่าวไว้ชั่วคราว และ นัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญให้สหรัฐฯ ในการเจรจากับประเทศคู่ค้า
อย่างไรก็ตาม TISCO ESU มองว่า แม้ทรัมป์จะแพ้คดีในท้ายที่สุด แต่ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่สามารถใช้ตั้งกำแพงภาษีได้โดยไม่ต้องพึ่งพา IEEPA เช่น มาตรา 122 ซึ่งให้อำนาจในการตั้งภาษีอัตราสูงสุดที่ 15% หรือ มาตรา 338 ที่ให้อำนาจตั้งภาษีกับประเทศที่เลือกปฏิบัติกับสินค้าของสหรัฐฯ ได้ในอัตราสูงสุดถึง 50% และ แม้มาตรการดังกล่าวจะมีข้อจำกัดด้านระยะเวลา แต่ถือว่าเพียงพอให้รัฐบาลใช้เป็นช่องทางตรวจสอบกลุ่มสินค้าที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ หรือ ประเทศที่ดำเนินนโยบายการค้าไม่เป็นธรรม ซึ่งขณะนี้สหรัฐฯ กำลังพิจารณาอยู่หลายกลุ่มสินค้า เช่น ยา เซมิคอนดักเตอร์ รถบรรทุก แร่ธาตุสำคัญ ทองแดง อุตสาหกรรมต่อเรือ และ อาหารทะเล
โดยสะท้อนว่า บริบทใหม่สงครามการค้าในยุคทรัมป์ยังเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่โลกไม่อาจหลีกเลี่ยงนั่นหมายถึง ในช่วงครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจ และ การค้าโลกจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การค้าและการลงทุนทั่วโลกเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้น ในขณะที่รัฐบาลหลายประเทศเริ่มปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจใหม่ โดยหันมาสร้างความแข็งแกร่งจากภายในเพื่อลดการพึ่งพาการเติบโตจากภายนอก
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 3 มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Mild Stagflation” ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง แต่เงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับขึ้นกำแพงภาษี และ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ผลกระทบจากการขึ้นภาษีทั่วโลกยังส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง ภาวะลักษณะนี้นับเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อการลงทุนทั้งในตลาดหุ้น และ ตลาดตราสารหนี้ TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและ พันธบัตรระยะยาว และ กระจายการลงทุนไปยังพันธบัตรระยะสั้นและสินค้าโภคภัณฑ์
ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังข่าวดีจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับ อังกฤษ และ ความคืบหน้าในการเจรจากับจีน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นส่วนใหญ่กลับไปสูงกว่าระดับก่อน “วันปลดแอก” แต่การเจรจายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และ ยังมีความเสี่ยงสูงที่อาจหยุดชะงัก ล่าช้า หรือเกิดความขัดแย้งรอบใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราภาษีอีกครั้ง ดังนั้นจึงมองว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา อาจรวดเร็วเกินไป และไม่ยั่งยืน และ มีโอกาสปรับฐานอีกครั้ง โดยตลาดยังต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ได้แก่
1. ระดับ Valuation ตลาดหุ้นอยู่ในระดับสูงเกินไป โดยดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ กลับมาเทรดที่ระดับราว 22 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจการเงินอื่น เช่น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้คุณภาพต่ำ (High yield credit spread) ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงสะท้อนความเสี่ยงของเศรษฐกิจ
2. คาดการณ์ผลกำไรของตลาดหุ้นทั่วโลกจะถูกปรับประมาณการลงต่อเนื่อง และ น่าจะมีแนวโน้มลดลงอีกตามผลกระทบทางเศรษฐกิจของกำแพงภาษีที่ปรับตัวขึ้นทั่วโลกหลังวันที่ 2 เมษายน สะท้อนได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของสหรัฐฯ (Composite PMI) ที่ปรับตัวลดลงแรงในเดือนเมษายน
3. อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี จากผลของกำแพงภาษีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะเป็นอุปสรรคต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และ ส่งผลให้บอนด์ยิลด์ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันบอนด์ยิลด์สหรัฐฯ ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.5% จากระดับ 4% ต้นๆ เมื่อต้นเดือนเมษายน ซึ่งการที่บอนด์ยิลด์ทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานานจะกดดันต่อระดับ Valuation ของตลาดหุ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า แม้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะอ่อนค่าลงแล้วกว่า 10% ในปีนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับวินัยการคลังที่เสื่อมถอย อันดับเครดิตที่ไม่แข็งแกร่งเทียบเท่าในอดีต และ การที่รัฐบาลนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้เกิดคำถามว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังสูญเสียความน่าเชื่อถือ และ ถูกลดบทบาทในฐานะสินทรัพย์หลักของโลกในอนาคตหรือไม่ ซึ่งมุมมองของ TISCO ESU กลับเห็นต่าง และ เชื่อว่าความกังวลดังกล่าวอาจรุนแรงเกินจริง โดยมีประเด็นสำคัญที่สนับสนุน ได้แก่ ดัชนีเงินดอลลาร์กลับสู่ระดับสมดุลมากขึ้น โดยอ่อนค่าจากระดับที่ค่อนข้างสูงราว 110 มาอยู่ที่ประมาณ 100 ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาวมากขึ้น ไม่ได้สะท้อนการสูญเสียศรัทธาอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
บทบาทของเงินดอลลาร์ในศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนไป จากเดิมถูกมองว่าเป็น “เงินสำรองโลก” ที่ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองไว้เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงินตนเองกลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนสูง ในปัจจุบันมีเงินลงทุนจากภาคเอกชนทั่วโลกไหลเข้าซื้อต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหุ้นบริษัทชั้นนำของโลกจำนวนมากที่เป็นสัญชาติอเมริกัน และ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีสภาพคล่องสูง และ ให้ผลตอบแทนโดดเด่น
ผลตอบแทนและสภาพคล่องที่เหนือกว่าพันธบัตรของประเทศพัฒนาแล้วอื่นอย่างมาก
เยอรมนี แม้จะมีวินัยการคลังที่ดีกว่า แต่เศรษฐกิจยังคงซบเซาและเผชิญความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์กับรัสเซีย ขณะที่ตลาดพันธบัตรของเยอรมนีมีขนาดเพียง 3 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น เล็กกว่าสหรัฐฯ ที่มีขนาดใกล้เคียง 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เกือบสิบเท่า
ญี่ปุ่น มีตลาดพันธบัตรขนาดใหญ่กว่าเยอรมนี แต่กลับถูกธนาคารกลางถือครองมากกว่าครึ่งหนึ่งจากนโยบายการเงินที่ผิดปกติมายาวนาน ทำให้ประสิทธิภาพด้อยกว่าสหรัฐฯ อย่างชัดเจน
โอกาสการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯ ด้วยอัตราผลตอบแทน (Bond Yields) ที่สูงถึง 4-5% เทียบกับ 1-3% ในเยอรมนีและญี่ปุ่น ประกอบกับ การเข้าถึงตลาดที่สะดวกทำให้พันธบัตรสหรัฐฯ ยังคงเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ไม่มีคู่แข่งมาทดแทน โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนในระดับที่น่าดึงดูดอย่างพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปัจจุบันมีผลตอบแทนกว่า 4% ถือเป็นจุดที่น่าสนใจในการทยอยสะสม โดยเฉพาะในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าค่อนข้างมาก ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์ได้ในต้นทุนที่ถูกลง
ส่วนนักลงทุนที่มองหาการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว การกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้โลก (Global Fixed Income) ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่าการกระจุกการลงทุนในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว เพื่อลดความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และ เพิ่มความหลากหลายของสกุลเงิน ลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ในตัว
เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.comอนุมัติ โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
ดูข่าวต้นฉบับ