โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“บินไทย”กลับเข้าเทรด ช่วยแบงก์ลดสำรองหนี้ หลายปัจจัยจ่อกดดัน

Manager Online

เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2568 เวลา 15.54 น. • MGR Online

จับตาแผนกลับเข้าเทรดของ “การบินไทย” ช่วงสิงหาคม คาดนักลงทุนตอบรับหลังพบสัญญาณกำไรฟื้นตัวต่อเนื่องจนมีโอกาสจ่ายปันผล แถมเดินหน้าขยายฝูงบินรองรับการเติบโต เชื่อ BBL และ KTB ได้รับประโยชน์ตามไปด้วย จากการตั้งสำรองหนี้เสียลดลง ขณะภาพรวมธุรกิจยังมีความเสี่ยงจากการแข่งขันที่สูงขึ้น และต้นทุนราคามันที่ผันผวน อาจทำให้รายได้-กำไรลดลง จึงคงเป้าหมายรายได้1.8 แสนล้านบาท และเตรียมกลับเข้าเทรดในตลาดหุ้น

ถือเป็นเรื่องที่หลายคนกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กำลังก้าวสู่ช่วงเวลาสำคัญในการกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งรุนแรงจนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญและเป็นการพิสูจน์ความสามารถในการปรับตัวขององค์กรขนาดใหญ่ เพื่อกลับมาดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

จุดเริ่มต้นของวิกฤต

“การบินไทย” ประสบปัญหาทางการเงินสะสมมาอย่างยาวนาน โดยมีหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ทั้งโครงสร้างต้นทุนที่สูง การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมการบิน รวมถึงปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ อาทิ โรคระบาดและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก จนกระทั่งเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา การบินไทยได้ดำเนินมาตรการภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการอย่างเข้มข้นและครอบคลุมในหลายมิติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญในการพ้นสถานะการฟื้นฟู ตั้งแต่การปรับโครงสร้างทางการเงิน การแปลงหนี้เป็นทุน เมื่อเจ้าหนี้บางส่วนได้ตกลงแปลงหนี้ที่การบินไทยเป็นหนี้อยู่ให้เป็นหุ้นสามัญ ซึ่งช่วยลดภาระหนี้สินจำนวนมาก และเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท

นอกจากนี้ “การบินไทย” มีการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อนการฟื้นฟูกิจการและพนักงานของบริษัท เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน

โดยแผนฟื้นฟูมีการปรับโครงสร้างหนี้จำนวนมาก ซึ่งช่วยลดภาระหนี้ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ จากมูลหนี้กว่า 4 แสนล้านบาท ณ พฤษภาคม 2563 ปัจจุบันเหลือภาระหนี้ที่ต้องชำระประมาณ 189,578 ล้านบาท และจนถึงไตรมาส 1 ปี 2568 บริษัทได้ทยอยชำระไปแล้วประมาณ 94,080 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน “การบินไทย” มีการปรับโครงสร้างและขนาดองค์กรให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และลดค่าใช้จ่าย รวมถึงมีการปรับกลยุทธ์ฝูงบินและเส้นทางบิน โดยมีการจัดหาเครื่องบินใหม่ เช่น Airbus A350-900, Airbus A330-300 และ Boeing 787-9 และมีแผนรับมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ Airbus A321 Neo ในปี 2568 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายเครือข่ายเส้นทางบินให้ครอบคลุมภูมิภาคต่างๆ รวมถึงการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน โดยเฉพาะในเส้นทางที่มีศักยภาพ เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเยอรมนี พร้อมกันนี้ ยังมีการกำหนดเป้าหมายลดแบบเครื่องบินเหลือ 4 แบบ ภายในปี 2576 จากเดิม 8 แบบ

ไม่เพียงเท่านี้ “การบินไทย” ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน อาทิ การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดการฝูงบินและเครื่องยนต์ รวมถึงการควบคุมต้นทุนต่างๆ รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น เพิ่ม Utilization Rate ของเครื่องบิน

อีกประเด็นที่น่าสนใจนั่นคือการลดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลัง ทำให้การบินไทยพ้นจากสถานะรัฐวิสาหกิจ ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานมีความคล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เช่น การพัฒนาห้องรับรองพิเศษ การบริการระหว่างเที่ยวบิน และโปรแกรมสะสมไมล์รอยัล ออร์คิด พลัส รวมถึงการติดตั้งระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (IFC) บนเครื่องบินบางรุ่น และที่สำคัญสุด นั่นคือ พนักงานให้ความร่วมมือในการลดเงินเดือนและเข้าสู่กระบวนการคัดกรองบุคลากรเข้าสู่โครงสร้างใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทก้าวผ่านวิกฤต

มาตรการเหล่านี้ส่งผลให้การบินไทยสามารถบรรลุเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการครบถ้วนทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ การจดทะเบียนเพิ่มทุน การดำเนินการตามแผนฟื้นฟูโดยไม่เกิดเหตุผิดนัด การมี EBITDA หลังหักค่าเช่าเครื่องบินสูงกว่าที่กำหนด (ประมาณ 40,308 ล้านบาท เทียบกับเป้าหมาย 20,000 ล้านบาท) และส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวก รวมถึงการอนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่

ตัวเลขการเงินฟื้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ภายหลังการดำเนินแผนฟื้นฟู การบินไทยได้แสดงให้เห็นถึงผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น โดยสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องทุกไตรมาสตั้งแต่ปี 2566 ล่าสุดในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 51,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 9,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 300% จากปีก่อน รวมถึงมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (EBIT Margin) อยู่ที่ 26.5% และยังเป็นสายการบินที่มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานสูงสุด 3 อันดับแรกของโลกติดต่อกันในช่วง 2 ไตรมาสล่าสุด

โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 ส่วนของผู้ถือหุ้นของการบินไทยกลับมาเป็นบวกที่ 55,221 ล้านบาท จากเดิมที่ติดลบ 127,235 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 นอกจากนี้ยังมีกระแสเงินสดในมือรวมกว่า 1.24 แสนล้านบาท และมีสินทรัพย์รวม 2.97 แสนล้านบาท หนี้สินรวมลดลง 1.9% ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ดีขึ้นอย่างมากเหลือ 4.37 เท่า จาก 20.66 เท่า ณ สิ้นปี 2562

นอกจากนี้ การลดมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นเพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสมทางบัญชีก็ส่งผลให้มีกำไรสะสม 9,555 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งอาจทำให้บริษัทสามารถพิจารณาจ่ายเงินปันผลได้ในอนาคต

จากข้อมูล ณ ไตรมาส 1 ปี 2568 การบินไทยมีเครื่องบินที่ใช้ทำการบินรวม 78 ลำ เพิ่มขึ้น 5 ลำจากปีก่อน และมีแผนทยอยรับมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ Airbus A321 Neo ในปี 2568 โดยมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) อยู่ในระดับสูงที่ 83.3% ในไตรมาส 1 ปี 2568 ซึ่งมีจำนวนผู้โดยสารรวม 4.33 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.6%

คงเป้าหมายรายได้1.8 แสนล้าน

สำหรับเป้าหมายปี 2568 การบินไทยยังคงเป้าหมายทำรายได้ 1.8 แสนล้านบาท และมีจำนวนผู้โดยสารรวม 15 ล้านคนในปีนี้ โดยมีแผนรับมอบเครื่องบินเพิ่มเติม 9 ลำในปีนี้ เพื่อเพิ่มความถี่จุดบินที่มีศักยภาพ ทำให้คาดว่าผู้โดยสารปี 2568 จะเพิ่มขึ้นเป็น 16.5 ล้านคน

เตรียมกลับเข้าซื้อขายในตลาดหุ้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยแล้ว ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ปูทางสู่การกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง หลังจากนี้ บริษัทจะเดินหน้าขออนุญาตหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพื่อนำหุ้น THAI กลับเข้าซื้อขาย โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม หรือต้นเดือนสิงหาคม 2568 นี้

ส่วนโบรกเกอร์หลายแห่งมองในเชิงบวกต่อการกลับมาเทรดของ THAI ว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมตลาด และอาจส่งผลดีต่อหุ้นของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อย่าง BBL และ KTB ด้วย เนื่องจากภาระสำรองหนี้เสียที่เกี่ยวข้องกับ THAI จะลดลง

แผนธุรกิจในอนาคต

ทั้งนี้ การบินไทยมีแผนจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างพิสัยกลางและไกลพร้อมเครื่องยนต์รวม 80 ลำ กับบริษัท โบอิง และ จีอี แอโรสเปซ โดยมีการวางเงินมัดจำไปแล้ว 45 ลำ และจะทยอยรับมอบเริ่มปี 2570 ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยเพิ่มดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐด้วย นอกจากนี้ ยังมีแผนปรับปรุงฝูงบินในปี 2576 ให้มีรวม 150 ลำ แบ่งเป็นลำตัวกว้าง 98 ลำ และลำตัวแคบ 52 ลำ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่การบินไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายหลายประการ อาทิ การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดการบิน ทำให้การรักษาส่วนแบ่งการตลาดและเพิ่มรายได้เป็นเรื่องที่ท้าทาย ตลอดจนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จากความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้โดยสาร

รวมถึงการส่งมอบเครื่องบินล่าช้า จากปัญหาใน Supply Chain และการผลิตเครื่องบิน อาจทำให้การรับมอบเครื่องบินใหม่ล่าช้ากว่ากำหนด , ความผันผวนของราคาน้ำมัน อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการดำเนินงานของสายการบิน แม้ว่าการบินไทยจะเริ่มทำ Hedging ราคาน้ำมันในปีนี้ และการบริหารจัดการหลังพ้นแผนฟื้นฟู โดยการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และทิศทางการบริหารจัดการหลังจากพ้นแผนฟื้นฟู จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม

กำไรอาจลดหลังหลุดฟื้นฟู

ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี ประเมินภาพรวมของการบินไทยว่า เมื่อเร็วๆนี้ (26 มิ.ย.) THAI จัดประชุมนักวิเคราะห์เพื่อให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมกลับมาซื้อขายในเดือน ส.ค. 68 นี้ การฟื้นฟูกิจการทำให้ THAI มีผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินแข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ดี หลังออกจากแผนฟื้นฟูฯ อัตรากำไรอาจลดลง และการไม่ถูกครอบงำจากรัฐบาลต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป

สำหรับการบินไทย ศาลฯ เห็นชอบให้ THAI ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ และอยู่ระหว่างเตรียมกลับมาซื้อขายใน ตลท. ต้นเดือน ส.ค. 68 นี้ ขณะที่ผลประกอบการกลับมาแข็งแกร่ง ปี 2023-2024 และ 1Q25 มีกำไร (ไม่รวมรายการพิเศษ) 2.6 หมื่นล้านบาท 2.1 หมื่นล้านบาท และ 1 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ

นั่นทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวก 5.5 หมื่นล้านบาท ณ สิ้น 1Q25 จากผลประกอบการฟื้นกลับมาเป็นกำไร และการปรับโครงสร้างทุน (1) แปลงหนี้เป็นทุน 5.3 หมื่นล้านบาท (ราคา 2.5452 บาท/หุ้น) และ (2) เพิ่มทุน 2.3 หมื่นล้านบาท (ราคา 4.48 บาท/หุ้น)

รวมถึงบริษัทสามารถฟื้นกลับมามีกำไรสะสม 9.6 พันล้านบาท ณ สิ้น 1Q25 จากการลดพาร์จาก 10 บาท/หุ้น เหลือ 1.30 บาท/หุ้น เตรียมพร้อมจ่ายเงินปันผล (นโยบาย 25% ของกำไร)

ส่วนจุดเด่นที่ทำให้ THAI กลับมามีผลประกอบการดีขึ้น (1) การลดขนาดองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (จำนวนพนักงานลดลงจาก 3.6 หมื่นคน เหลือ 2.3 หมื่นคน) (2) การเจรจาเงื่อนไขการเช่าเครื่องบินภายใต้แผนฟื้นฟูทำให้ได้เรตพิเศษ (3) กลยุทธ์การบินแบบ Network ทำให้ราคาตั๋วโดยสารเฉลี่ยและอัตราบรรทุกผู้โดยสารเพิ่ม และ (4) การฟื้นของอุตสาหกรรมการบินหลัง COVID-19 คลี่คลาย (Supply ฟื้นไม่ทันการฟื้นตัวของ Demand การเดินทาง)

ขณะที่เป้าหมาย 5 ปีข้างหน้า บริษัทเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจาก 26% ในปี 2024 เป็น 35% ในปี 2029 รวมถึงเพิ่มฝูงบินเป็น 137 ลำ ตลอดจนเพิ่มกำลังการให้บริการ 14-17% ต่อปี เพิ่มจำนวนผู้โดยสาร 16-17% ต่อปี และ (5) อัตรากำไรจากการดำเนินงาน 14-18%

“เรามีมุมมองบวกต่อการกลับมามีผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง การฟื้นฟูกิจการทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น ความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และการปรับโครงสร้างทุนทำให้ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้ การไม่เป็นรัฐวิสาหกิจทำให้ผู้บริหารมีอิสระและคล่องตัวในการบริหารงานมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม THAI ยังมีความเสี่ยงจาก (1) ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้นหลังจากออกจากแผนฟื้นฟู (2) การแข่งขันอุตสาหกรรมการบินมีแนวโน้มสูงขึ้น จากผู้ประกอบการสายการบินทยอยเติม Supply หลัง COVID-19 คลี่คลาย และ (3) การที่กระทรวงการคลังยังมีสัดส่วนถือหุ้น 39% และการเปลี่ยนแปลงบอร์ดการบินไทยในอนาคตทำให้ THAI ยังมีความเสี่ยงถูกรัฐฯ เข้ามาครอบงำการดำเนินงานอีกครั้ง ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...