อ่ำ อัมรินทร์ เล่าจุดต่ำสุดของชีวิต หลงระเริง เกือบตาย พลิกชีวิตด้วยธรรมะ
อ่ำ อัมรินทร์ เล่าจุดต่ำสุดของชีวิต หลงระเริง ใจแตก ป่วยหนักภูมิแพ้ตัวเอง เกือบตาย ขายสมบัติทิ้ง พลิกชีวิตกลับมาได้ด้วยธรรมะ
WOODY WORLD เปิดตัวรายการใหม่โดยมี “ก้อง อรรฆรัตน์ นิติพน” รับหน้าที่เป็นพิธีกร มาเสริมทัพในช่อง LIFE DOT กับเรื่องราวการใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ ให้คุณได้เรียนรู้และทบทวนตัวเอง เพราะชีวิตคนเรา มีทั้งสุขและทุกข์ มีทั้งบวกและลบ ที่เราผ่านช่วงเวลาและเหตุการณ์ต่าง ๆ มานั้นก็ล้วนประกอบขึ้นเป็นตัวเรา มารู้จักตัวเองไปด้วยกันในรายการ “LifeLine” ประเดิม EP. แรกด้วย “อ่ำ อัมรินทร์ นิติพน” ในวัย 56 มาเผยเรื่องราวชีวิตจากนักกีฬาดาวรุ่งสู่เด็กใจแตกกลายเป็นศิลปินดัง แชมป์รถแข่ง ชีวิตหลงระเริง ติดลบ ร่างพังจนเกือบลาโลก! เจ็บสุด ต่ำสุด ก่อนพลิกกลับมาด้วยพลังธรรมะ ใครที่คิดว่าชีวิตกำลังพัง ดูแล้วอาจเปลี่ยนความคิดคุณไปทั้งชีวิต
ช่วงวัยเรียนสิ่งที่จำได้ที่รู้สึกว่าดีจังเลย? “ได้เล่นกีฬาน่าจะเป็นคนที่มีความสามารถทางด้านกีฬาที่หลากหลาย ได้เป็นนักกอล์ฟเยาวชนทีมชาติไทยตอนนั้นอายุ 10 ขวบ แต่ตอนนั้นสังคมกีฬากอล์ฟมันค่อนข้างเล็กในกลุ่มของผู้ปกครองและเด็ก ดีที่สุดคือเป็นแชมป์เยาวชนเอเชีย เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศ ถือเป็นโมเมนต์ที่จดจำในวัย 11 ปี รู้สึกดีมากซึ่งมีความภูมิใจในตัวเองอันหนึ่ง”
แล้วมีอะไรด้านลบไหม? “พอหลังจากนั้นมาชีวิตก็โตขึ้นเจริญพันธุ์(หัวเราะ) ใจแตก แต่ก็ยังเป็นนักกีฬาโรงเรียนอยู่ และเป็นนักกีฬาเยาวชนกอล์ฟยังอยู่ทีมชาติไทย ตอนนั้นในช่วงอายุ 15 คุณพ่อฝากเงินไว้ให้ทุกอาทิตย์ จะให้เงินมาก้อนหนึ่งแล้วแบ่งครึ่งหนึ่งฝากธนาคารไว้ตั้งแต่อยู่ม.1 แล้ว พอ ม.3 มันจะมียอดอยู่ประมาณหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเราเที่ยวแล้วใช้เงินประจําอาทิตย์ไม่พอ แล้วอยากเที่ยวเตลิดเปิดเปิงแบบไม่ต้องเรียน ไปเที่ยวอย่างเดียว ไปเล่นสเก็ต ไปเที่ยวดิสโก้เทคกลางคืน เราก็ไปปิดบัญชีเด็กชายอัมรินทร์ นิติพน ตอนนั้นน่าจะมีเงินอยู่ประมาณ 80,000 บาท สมัย 40-50 ปีที่แล้วเยอะนะครับ สามารถซื้อรถได้เลย รถคันละ 3-4 หมื่นเองยุคนั้น ปิดบัญชีไม่พอเอาไม้กอล์ฟตัวเองซึ่งถือได้ว่าเป็นอาวุธประจํากายในการใช้แข่งขันไปขายเพื่อไปเที่ยวระเริงท่องราตรีดีกว่า”
มันสนุกขนาดไหนถึงต้องทํา? “คือตอนนั้นชีวิตแสงสีกับเด็กเพิ่งโตมามันเป็นอะไรที่ใหม่มาก คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันใช่ไหมครับ เราก็บอกว่าเรานอนบ้านแม่นะคืนนี้แต่กลางคืนไม่กลับเราไปเที่ยวไหนต่อไหน ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่เริ่มเหลวแหลก อันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนอันหนึ่งช่วงที่โดดเรียน ช่วงที่ไปเที่ยวใจแตกคือไม่เข้าเรียนเทอมนึงก็เลยทําให้เป็นคนที่ไม่จบม.6 พร้อมเพื่อน เพื่อนไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว เราต้องไปเรียน ม.4 เทอม 1 ใหม่ ใช้ชีวิตให้เรียนจบ ม.6 ให้จบอายุ 18 พอเริ่มต้นฤดูการศึกษาใหม่แล้วก็ไปสมัครเรียนที่ ม.เกษมบัณฑิตแล้วก็ไม่ชื่นชอบในการศึกษาเหมือนเดิม ก็ไปนั่งอยู่กับพวกก่อสร้าง ไปนั่งดื่มเหล้าขาว ไปอยู่กับพวกก่อสร้าง เพื่อนเรียนวิศวะ ก็ไปนั่งกับพวกวิศวะ ทั้งๆ ที่เราเรียนนิเทศฯ พอสอบผลสอบมาก็คือตกหมด”
หลายคนอาจรู้จัก อ่ำ อัมรินทร์ ในฐานะศิลปินนักร้อง? “เริ่มมาจากคุณพ่ออีกเหมือนกัน คุณพ่อตอนเด็กๆ เล่นดนตรี เป็นนักดนตรีของกรมตํารวจแล้วมีเครื่องดนตรีมีอิเล็คโทน แล้วก็สอนให้เราเล่นดนตรี แล้วก็มีความชื่นชอบในด้านของดนตรีอยู่ พอยุคนั้นเราอายุ 18 มันมีวงไมโคร มีอัสนี ออกมา ทําไมมันเท่อย่างนี้ เราอยากเป็นอย่างไมโคร อยากเป็นอย่างพี่หนุ่ยจังเลย พอดีพี่ข้างบ้านเขามีวงดนตรีแล้วขาดนักร้องนํา พอตอนอายุ 18 เราเคว้งคว้าง เราก็ตีกอล์ฟอยู่กับพ่อด้วย แล้วเราได้รับคําชวนจากพี่ข้างบ้านด้วย เราเลยไปอยู่วงเขา ไปอยู่กับวงรามเกียรติ์ พยายามที่จะมีผลงาน สมัยก่อนเรียกว่าออกเทป ก็มีเดโม่เทป มีถ่ายภาพไปเสนอตามค่ายต่าง ๆ”
จําวันแรกที่เทปวางแผงได้ไหม? “พูดถึงโมเมนต์ในตอนนั้นที่แบบว่าดีใจมาก คือเราได้เห็นพี่เต๋อ เรวัต เราเข้าไปเซ็นสัญญากับพี่เต๋อ เราได้คําแนะนําจากพี่เต๋อ เราได้เจอปูชนียบุคคลในวงการเพลงของแกรมมี่หลายๆ คน เราเจอวงไมโครตัวเป็นๆ อายุ 25 ก็มีผลงานตัวเองแล้วก็ใช้ชีวิต ในโอกาสนั้นก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของชีวิต ถึงแม้ว่าในช่วงนั้นยอดขายมันไม่ได้ดีเหมือนที่เขาคาดหวังกันไว้ แต่เราก็รู้สึกว่ามันเป็นช่วงชีวิตที่ดีของเรานะ แต่ก็ผิดหวังอันหนึ่งคือไม่ได้เป็นไปตามยอดขายที่แกรมมี่เขาตั้งไว้ ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจจะไม่มีชุด 2 อะไรอย่างนี้ครับ ก็ดาวน์ๆ อยู่ชีวิตช่วงนั้น อย่างน้อยก็ได้ออกเพลงหนึ่งแล้ว ได้ออกอัลบั้มมาชุดหนึ่ง ได้ทำต่อหรือไม่ได้ทำก็ไม่รู้ ตอนนั้น Y NOT 7 กําลังดัง แล้วเราไปทัวร์คอนเสิร์ตกับ Y NOT 7 ขึ้นไปร้องกับวง Y NOT 7 ทางบริษัทแกรมมี่เขาเห็นว่าเราน่าให้โอกาสก็ไปเปลี่ยนรูปแบบของเพลงให้มาอยู่ในแนวร็อคซึ่งเราชอบแนวนี้อยู่แล้ว แต่ชุดแรกมันอาจจะเป็นป๊อบๆ กรุ๊งกริ๊ง ไปหน่อย ได้ไปต่อ”
รวมทั้งหมดแล้วออกกี่อัลบั้ม? “เอาเพลงรวมฮิตเพลงประกอบละครถ้ารวมหมดเลย ก็ 11 ได้มั้ง กราฟชีวิตในช่วงชีวิตนั้นน่าจะเอาไป 10 เลยครับผม ในช่วงชีวิต 18 - 36 ปีได้เจออะไรดี ๆ ในชีวิตเยอะมากเลย”
แล้วมีจุดที่ควรจะปรับปรุงมันแย่เหลือเกินไหม? “พฤติกรรม ความประพฤติของตัวเอง หลังจากที่ได้ประสบความสําเร็จ แน่นอนเลยความหลงระเริงมันมา หลงระเริงในตัวเองที่มียอดขายที่ดีขึ้นทําประโยชน์ให้บริษัทมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น อยากหยิบฉวยหยิบจับอะไร อยากทําอะไร เริ่มตามใจตัวเองมากขึ้น อยากซื้อรถคันไหน อยากได้อะไรชี้เอา อยากกินอยากอะไรสั่งเอา ใช้ชีวิตสุรุ่ยสุร่ายมากในการดื่ม โอเคไปทัวร์คอนเสิร์ตเราดื่มกันอยู่แล้วร็อคแอนด์โรลกลับบ้านแล้วก็ยังเป็นร็อคแอนด์โรลอยู่ ดื่มเสร็จเริ่มไปทํางานไม่ไหว เริ่มเบี้ยวงาน ไปกอง MV ไม่ทัน เอางี้ดีกว่าไม่รับผิดชอบแล้วกัน”
สิ่งที่เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ? “การหลงระเริง แล้วก็มี A-Time จัดคอนเสิร์ต ตอนนั้นอัลบั้มชุดนิราศร็อกออกใหม่ๆ พี่ฉอดจัดคอนเสิร์ตที่สยามสแควร์ แต่ผมก็ดื่มกินตามประสากินจนเลยกำหนดที่จะต้องไปงาน ไม่ไหวอีกแล้ว ก็มีโทรศัพท์โทรตามจากค่ายแกรมมี่ว่าให้ไปงานเดี๋ยวนี้นะคือวงไปรอแล้ว เราไม่เอา นอนดีกว่า แล้วก็มีคนใช้มาปลุกอยู่ตลอดเวลาว่าให้ไปรับโทรศัพท์ สุดท้าย พี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาคโทรมาบอกว่าให้ไปงานพี่ฉอดที่สยามด้วยครับ ถ้าไม่ไปก็จะงดการโปรโมทอัลบั้มชุดนี้ และไม่มีผลงานอีกต่อไป เราจะจบสิ้นกันแต่เพียงแค่นี้ ก็อาบน้ําอาบท่าแต่งตัวไปขึ้นรถไฟฟ้าไปถึงที่สยาม ลงรถไฟฟ้าขึ้นเวทีร้องเพลงแล้วจบงาน แล้วกลับมามีหมายให้เข้าตึก แล้วเข้าไปขอโทษพี่ฉอด ซึ่งผมก็ขอโทษพี่ฉอดหลายๆ ครั้งแล้ว แล้วมีพวงมาลัยไปออกรายการพี่ฉอดแล้ว ครั้งนั้นก็น่าจะเป็นช่วงที่ตกต่ำสุด ในการใช้ชีวิตหลงระเริง ไม่รับผิดชอบ”
มาถึงจุดสูงสุดของชีวิตที่มีความสุข? “ชีวิตมันลุ่มๆ ดอนๆ ในการใช้ชีวิต มันก็ถือว่าเปื่อยเต็มที่แล้ว แล้วก็มีความรู้สึกอยากจะมีครอบครัวก็เลยแต่งงาน อายุ 33 ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก มันเริ่มมาจากคุณพ่อเห็นเราไม่ไหว มีรายได้แต่สุรุ่ยสุร่าย ให้ปลูกบ้านให้มีที่อยู่ให้มีครอบครัวก็เลยตัดสินใจแต่งงาน มันเป็นเรื่องของลิขิตว่าเราต้องเจอคนนี้เพื่อเราจะได้มีชีวิตเป็นแบบนี้ มันอาจจะมีดีมาก อาจจะมีไม่ดี แต่สุดท้ายถ้าไม่มีคนนี้ชีวิตเราจะเป็นวันนี้หรือเปล่า แล้วยิ่งมีลูกมันก็คือแบบที่สุด การที่ได้เห็นหน้าลูก น้องแอลลี่มองหน้าเด็กคนนั้นแล้วแบบว่าเราจะดูแลเขายังไงจะต้องดูแลยังไงให้เขามีชีวิตอยู่ที่ดีได้ จะต้องทํายังไง ตั้งแต่มีแอลลี่มาชีวิตเราก็เป็นปกติ ไม่ดื่ม ไม่ได้ปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว”
จากนั้นก็มีเรื่องของสุขภาพ? “47 สุขภาพแย่มาก ใช้คําว่าถ่อยที่สุดในชีวิตเลยเป็นคนที่เดินเหินกระฉับกระเฉงมาตลอดชีวิตเป็นนักกีฬา แต่ผลจากการที่วิเคราะห์เลยนะ ผลจากกรรมที่ตัวเองทําในการดื่มกินใช้ชีวิต มันก็เลยมีผลมาถึงอายุ 47 ซึ่งตอนนั้นมีความเครียดสะสมในเรื่องของงาน ในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านทีวี ซึ่งเราทําทีวีอยู่ทํารายการอยู่ครับ มันเปลี่ยนเป็นทีวีดิจิตอล เราก็มีความมุ่งมั่นว่าอยากจะทํารายการเสนอตามช่องอะไรต่าง ๆ เริ่มลงทุนในการผลิตรูปแบบรายการต่าง ๆ เสนอช่อง เสร็จแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวังไว้ เลยรู้สึกผิดหวัง กลับมาดื่มกินหนักขึ้น หนักขึ้น ทําให้เกิดโรค ไปตรวจดูมียูริคต่ำมากอาการเริ่มหนักขึ้น เริ่มปวดข้อมือ เริ่มใช้การมือไม่ได้ เดินไม่ได้ ตัวเริ่มแข็ง นอนเหยียดตึง อยู่แต่ในบ้านอย่างเดียว
แล้วกล้ามเนื้อที่เคยขยับเขยื้อนเล่นเวท ออกตีกอล์ฟ เริ่มขยับไม่ได้ แขนเริ่มลีบสุดท้ายผอมจากหนัก 82 แต่มีกล้ามเนื้อลงมาถึง 69 มือบวมหนักมาก อายคนถึงขนาดต้องเอาผ้าพันแผลมาพันไว้ ไม่ให้คนเห็นมือตัวเองที่เป่งและกําไม่ได้ สรุปแล้วมันคือโรครูมาตอยด์ โรคกระดูกอักเสบรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุคือ ภูมิแพ้ตัวเอง เดินไม่ได้ ขยับอะไรไม่ได้ ทํางานไม่ได้ เริ่มทําอะไรไม่ได้ เริ่มขายของ ขายทรัพย์สมบัติอะไรของตัวเองที่มีจนหมด ไม่เหลืออะไร เป็นอยู่ 3 ปี หนักมาก ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ความหวังมันไม่มีเลย ริบหรี่มาก เรายังไม่รู้เลยว่าเราจะกํามือได้เมื่อไหร่ แล้วเราไม่ได้ตีกอล์ฟแล้วไม่ได้ดูแลสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา”
ผ่านมาได้ยังไง? “มีความคิดว่ามันถึงเวลาที่มันคงต้องไปถึงขั้นนั้นแล้วนะ เพราะทําอะไรไม่ได้แล้ว เป็นซากแล้ว ตรอมใจ พูดกับตัวเองแล้วก็ร้องไห้อยู่ในกระจก สงสารตัวเองมาก คนรอบข้างอยู่ พ่อแม่ พี่น้อง ครอบครัว ที่เขายังคอยความหวังว่าเราจะกลับมาได้ยังไงเราจะต้องกลับมาให้ได้ เราเป็นที่ห่วงของครอบครัวอยู่ ก็พยายามจะเเข็งใจ เริ่มเปลี่ยนชีวิตใหม่ จากที่เดินไม่ได้ก็เริ่มพยายามจะขยับให้ได้ หาจุดยึดเหนี่ยว มีความศรัทธาหลาย ๆ อย่าง เลื่อมใสในพุทธศาสนา ไปปฏิบัติตัวในการบวชถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วเราก็เริ่มปฏิบัติตัวดี ยึดมั่นในศีล”
กลับมาเป็นร่างนี้ได้ เพราะอะไร? “เพราะเราเองครับที่ให้กําลังใจตัวเองที่มีสิ่งที่ยึดมั่นที่ดีอยู่ได้ด้วยศีลของเราที่คอยคุ้มครองเราทั้งหมด มันอาจจะผิดพลาด ผิดหวัง สมหวังอะไรไป มันเป็นชั่วขณะ แค่นั้นเอง แต่สุดท้ายคือที่รอดตายมาได้ก็สติที่กลับมาทําอะไรได้อย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้หลังจากที่สูญสิ้น หมดสิ้นไปแล้ว หมดหวังไปแล้ว แล้วเรากลับมาได้ก็อยู่ที่ตัวเองที่ตั้งใจที่จะทําอะไรให้มันดีกับตัวเองซะก่อน ก่อนที่จะไปหวังว่าเราจะต้องประสบความสําเร็จ เป้าหมายรายการ เราก็คือว่าได้มองภาพใหญ่กรอบของชีวิตว่าได้เห็นว่าวันที่เราขึ้น วันที่เราลง วันที่เราสุข วันที่เราติดลบ อะไรก็แล้วแต่ มันเกิดขึ้นกับตัวเรา ผ่านมาได้เพราะตัวเรา”.
https://www.youtube.com/watch?v=pEzc8_fmYsk&t=1966s
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อ่ำ อัมรินทร์ เล่าจุดต่ำสุดของชีวิต หลงระเริง เกือบตาย พลิกชีวิตด้วยธรรมะ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th