โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จีนนำเข้า "ทุเรียน" ลดลง เหตุคุมเข้มสารตกค้าง เวียดนามวูบ 62 % ไทยสู้อย่างไรระยะยาว ?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 01.00 น.
จีนนำเข้า

จีนนำเข้า"ทุเรียน" ลดลง - หวั่นสารตกค้าง เขย่าตลาดส่งออก

ทุเรียน ทำเงิน ผลไม้ไทยยอดฮิต ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทย มียอดการส่งออกอันดับ 1 ในทุกปี โดยเฉพาะตลาดจีน ที่เรารู้กันดีว่าคนจีนชอบกินทุเรียนของไทยมากแค่ไหน แต่ปัจจุบันเรามีคู่แข่งสำคัญ ก็คือ เวียดนาม จะมาแย่งตลาดแซงหน้าได้หรือไม่ เราต้องไม่ยอมแพ้ ต้องจับตากัน

ประเทศจีนเป็นแหล่งนำเข้าทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดของโลก แต่ล่าสุดในปีนี้ การนำเข้าทุเรียนสดของจีนลดลงอย่างหนัก คือนับแค่ 5 เดือนแรกของปีนี้ ตั้งแต่มกราคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ปรากฎว่าจีนนำเข้าลดลงไปแล้วถึงเกือบหนึ่งในสาม สาเหตุไม่ใช่ว่าคนจีนเบื่อทุเรียนแล้ว แต่เป็นเพราะว่าทางการจีนคุมเข้มความปลอดภัยในอาหาร ด่านศุลกากรของจีนมีการตรวจสอบสารตกค้างในทุเรียนอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยรายงานข่าวระบุว่าทุเรียนจากเวียดนามได้รับผลกระทบหนักสุดจากมาตรการดังกล่าว ส่วนประเทศไทยยังคงครองแชมป์เบอร์หนึ่งได้ จีนยังนำเข้ามากที่สุด แต่ก็อยู่ในปริมาณที่ลดลงเช่นกัน

ข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า ในช่วงเดือนม.ค.-พ.ค. 2568 มูลค่าการนำเข้าทุเรียนสดลดลง 32.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อยู่ที่ 1.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปริมาณการนำเข้าลดลง 32.9% เหลือ 390,900 ตัน

เวียดนามเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงสุดในครั้งนี้ ยอดนำเข้าจากจีนหดหายไปอย่างหนัก โดยมูลค่าและปริมาณการส่งออกทุเรียนไปยังจีนลดลงเกือบ 62% เมื่อเทียบปีต่อปี โดยยอดรวมการส่งออกของเวียดนาม ในช่วงห้าเดือนแรกอยู่ที่ 254 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับประเทศไทย ยังคงเป็นแชมป์อันดับ 1 เป็นแหล่งทุเรียนนำเข้าอันดับหนึ่งของจีน แต่ก็พบว่า มูลค่าการนำเข้าจากไทยลดลง 24% ในช่วงเวลาเดียวกัน อยู่ที่ 1.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปริมาณการนำเข้าลดลงน้อยกว่าเล็กน้อย

สาเหตุของเรื่องนี้คืออะไรกันแน่ ? อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ของฮ่องกง รายงานว่า สาเหตุที่ทำให้การนำเข้าทุเรียนของจีนลดลงในขณะนี้ เป็นเพราะมาตรการควบคุมสารกำจัดศัตรูพืช และประเด็นด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้บรรดาผู้ส่งออกต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎระเบียบใหม่ โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งเป็นแหล่งทุเรียนแห่งใหม่สำหรับจีน โดยนักวิเคราะห์มองว่า เวียดนามต้องกลับไปพัฒนามาตรการของตนเอง เกษตรกรชาวเวียดนามยังคงต้องทำความเข้าใจ เกี่ยวกับมาตรฐานการส่งออกทุเรียนให้ดีขึ้น

ขณะที่ข้อมูลจากชาวสวนทุเรียนในจังหวัดบิ่ญถ่วนทางใต้ของเวียดนามเปิดเผยว่า หลายพื้นที่ในเวียดนามไม่มีห้องปฏิบัติการทดสอบผลไม้ในท้องถิ่น และการขาดแคลนเรื่องดังกล่าวก็ทำให้เกิดความล่าช้าในการขออนุมัติการส่งออก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันกับประเทศไทย

ขณะที่แดน มาร์ติน ที่ปรึกษาธุรกิจระหว่างประเทศประจำกรุงฮานอย จากบริษัทที่ปรึกษา Dezan Shira & Associates กล่าวว่า ประเทศไทยดำเนินการได้อย่างน่าประทับใจในการจัดตั้งโรงงานทดสอบระดับฟาร์ม และฟื้นความไว้วางใจของจีนให้กลับมาได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้ส่งออกเวียดนามยังคงถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ ที่ชายแดน เนื่องจากการตรวจพบสารปนเปื้อน และการขาดระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพก่อนที่ผลไม้จะถูกส่งออกจากฟาร์ม

เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง ความปลอดภัยและมาตรฐานการส่งออก ทุเรียนไทยแม้วันนี้จะยังคงยืนหนึ่งได้อยู่ แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น ในระยะยาวต้องหาทางสู้ที่มั่นคง เช่น เอกชนที่ก็ย้ำว่าการส่งออกทุเรียนของไทย เป็นสินค้าพรีเมี่ยมคุณภาพ

สถานการณ์การส่งออกทุเรียนไทยไปยังจีนในปัจจุบันจะเป็นอย่างไรต่อไป ตามข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร พบว่า ปริมาณการส่งออกทุเรียนสดจากไทยไปจีนในช่วง เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2568 ลดลงประมาณ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

มุมมองจากเอกชน โดยบริษัท แพลททินัม ฟรุ๊ต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าการลดลงดังกล่าวมีสาเหตุหลัก 2 ประการ

1. สภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฤดูกาลเก็บเกี่ยวล่าช้าไปประมาณ 20 วัน

2.มาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดขึ้นจากสำนักงานศุลกากรจีน (GACC)

ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสารตกค้าง, เอกสาร GAP และการขึ้นทะเบียน DOA ของโรงคัดบรรจุ ซึ่งส่งผลให้ขั้นตอนการส่งออกต้องใช้เวลามากขึ้น และผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะทุเรียนไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งออกทุเรียนเช่นกัน

นายณธกฤษ เอี่ยมสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลททินัม ฟรุ๊ต ระบุว่า สำหรับการแข่งขันระยะยาว ของตลาดส่งออกผลไม้ โดยเฉพาะอนาคตของทุเรียนไทย มองงว่าเราจะต้องไม่ทำเพียงแค่เร่งปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เพียงแค่ให้ทุเรียนออกมาเยอะๆ แต่ต้องหันกลับมาเน้นทุเรียนที่มี “ความปลอดภัยและคุณภาพ” เป็นหัวใจสำคัญ หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ พร้อมกับทำตลาดให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคพรีเมียมมากขึ้น ก็จะช่วยรักษาความนิยมของทุเรียนไทยในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

ที่สำคัญ คือ คนจีนยังชอบกินทุเรียนอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่วัย 24-35 ปี ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและยอมจ่ายแพ่งกว่าเพื่อสินค้าที่มีคุณภาพ ความนิยมตรงนี้กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมของวงการอาหารในจีน บ้านเราเมืองไทย นิยมกินทุเรียนสด เป็นผลไม้ แต่ที่จีนไม่ใช่แบบนั้น นอกจากกินเนื้อทุเรียนสดแล้ว ร้านค้าๆต่างยังเอาทุเรียนไปทำเมนูสารพัดสารเพ ตั้งแต่อาหารคาว-หวาน ไปถึงเครื่องดื่ม ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมทุเรียน มีมากขึ้นเรื่อยๆ และเติบโตไปตามในเมืองต่างๆ ดังนั้นดีมานด์ตรงนี้เชื่อว่ายังเติบโตได้อีกมาก เพราะยังมีอีกหลายพื้นที่ หลายมณฑลของจีนที่ทุเรียนไทยยังเข้าไปไม่ถึง นี่จึงเป็นโอกาสของทุเรียนไทยที่ยังเปิดกว้างอยู่

โดยปัจจุบันนี้ไทยยังยืนหนึ่ง ตลาดทุเรียนสดในจีนนำเข้าจากประเทศไทยมากที่สุด ตามมาด้วยเวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

ในส่วนแนวโน้มตลาดโลก จากความเสี่ยงหลายด้าน ทางภูมิรัฐศาสตร์ และการค้าโลก ไทยเองก็ต้องเตรียมความพร้อม ในการเปิดประตูและการรุกไปสู่ตลาดใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน

ไทยเราส่งออกทุเรียนไปยังเป็นประเทศจีนเป็นหลัก มากถึงเกือบ 100% ของทุเรียนทั้งหมด

กระทรวงพาณิชย์ย้ำมาตการดูแลทุเรียนสินค้าฮิตของไทย โดยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อํานวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่าทุเรียนเป็นสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของไทย แต่ละปีสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากกว่าปีละกว่า 1.5 แสนล้านบาท

ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ดูแลทั้งด้านตลาดในประเทศ และการขยายตลาดส่งออก ผ่านการส่งเสริมการบริโภค ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทุเรียนไทยให้กับผู้บริโภคและผู้นำเข้าในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกทุเรียนเกือบทั้งหมดของไทย ถึง 97% ของการส่งออกทั้งหมด

ข้อมูลระบุว่าปีที่แล้วในปี 2567

"ทุเรียนจากประเทศไทย "

มีมูลค่าการส่งออกรวม 4,404.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 157,506 ล้านบาท

แบ่งเป็น ทุเรียนสด 3,755.7 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่า 134,852 ล้านบาท

ทุเรียนแช่เย็นจนแข็ง 649.2 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่า 22,654 ล้านบาท

ที่สำคัญ คือ ทุเรียนเป็นสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดส่งออกถึง 75% ขณะที่บริโภคภายในประเทศเพียง 25% ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด

ทั้งนี้ ในปี 2568 คาดว่าผลผลิตผลไม้สำคัญ 9 ชนิดของไทย

ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มะม่วง สับปะรด มังคุด ส้มเขียวหวาน เงาะ ลองกอง และลิ้นจี่

คาดว่า จะมีปริมาณ 6.736 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15%

ทุเรียนเพิ่มขึ้นมากสุด ผลผลิต 1.767 ล้านตัน เพิ่ม 37%

ลำไย 1.456 ล้านตัน เพิ่ม 1%

มะม่วง 1.306 ล้านตัน เพิ่ม 10%

สับปะรด 1.343 ล้านตัน เพิ่ม 17%

มังคุด 2.79 แสนตัน เพิ่ม 2%

ซึ่งแบ่งเป็นการบริโภคสด 65% และแปรรูป 35% เป็นการส่งออก 74%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...