โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SCB CIO คาดไทยเสี่ยงเจอปัญหาหนัก หากโดนภาษีสหรัฐฯ เกิน 20% กระทบส่งออกฉุด GDP นักลงทุนควรรับมืออย่างไร

THE STANDARD

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 07.53 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 07.53 น. • thestandard.co
SCB CIO คาดไทยเสี่ยงเจอปัญหาหนัก หากโดนภาษีสหรัฐฯ เกิน 20% กระทบส่งออกฉุด GDP นักลงทุนควรรับมืออย่างไร

ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษี 36% ที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บจากประเทศไทยที่ยังไม่มีความแน่นอน รวมทั้งประเทศคู่ค้าของก็เสี่ยงโดนภาษีการค้าด้วยเช่นกัน อาจสร้างความผันผวนต่อการลงทุน นักลงทุนควรรับมืออย่างไร

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM Head of Investment Consultant, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ตัวเลขอัตราภาษีที่ 36% สหรัฐฯ ประกาศจะจัดเก็บสินค้านำเข้าจากไทยนั้น เป็นตัวเลขเดิมที่เคยประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายน และหลายประเทศที่ได้รับจดหมายในล็อตเดียวกันก็ได้รับตัวเลขนี้เช่นกัน ซึ่งในแง่หนึ่งอาจตีความได้ว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการจะเก็บภาษีในอัตรานี้จริง ๆ แต่เป็นการขยายเวลาให้แต่ละประเทศมีโอกาสเจรจาต่อรองเพิ่มเติม ซึ่งเดิมมาตรการจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ แต่ล่าสุดได้ขยายระยะเวลาที่เริ่มมีผลบังคับใช้ไปเป็นวันที่ 1 สิงหาคมนี้

คาดไทยอาจโดนภาษีอัตรา 10-20%

ชาตรีประเมินว่า ตัวเลขภาษีที่แท้จริงที่ไทยจะได้รับน่าจะอยู่ระหว่าง 10-20% โดยอ้างอิงจากกรณีของเวียดนามที่เจรจาได้ที่ 20% อีกทั้งประเด็นสำคัญที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงในตลาด นั่นคือ เรื่องของค่าเงิน โดยเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น 14% เมื่อเทียบกับค่าเงินดองของเวียดนามในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เวียดนามมีความได้เปรียบด้านค่าเงิน ดังนั้น ตัวเลขภาษีที่ไทยควรได้รับเพื่อให้สามารถแข่งขันกับเวียดนามได้โดยตรง ควรจะต่ำกว่า 20% พอสมควร โดยอาจอยู่ที่ประมาณ 15% เพื่อชดเชยความเสียเปรียบด้านค่าเงิน

อย่างไรก็ดี หากตัวเลขภาษีของไทยสูงกว่า 20% มองว่าประเทศไทยเสี่ยงจะเผชิญปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 1.9 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 10% ของ GDP ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

ตลาดทุนโลกไม่หวั่น มองข้ามความกังวลชั่วคราว

ในส่วนของผลกระทบต่อตลาดทุนโลก ประเมินว่า นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลลง เนื่องจากตระหนักว่าตัวเลข 36% เป็นเพียงตัวเลขเดิม และมาตรการนี้เป็นการขยายเวลาการเจรจา ทำให้ตลาดหุ้นของประเทศที่ได้รับจดหมาย เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น กลับปรับตัวขึ้นด้วยซ้ำหลังจากได้รับจดหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนมองว่านี่คือสัญญาณเชิงบวกที่แสดงว่าประเทศเหล่านี้มีเวลามากขึ้นในการเจรจา และกลุ่มประเทศที่ยังไม่ได้รับจดหมายก็ใกล้จะบรรลุข้อตกลงแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องออกมาตรการเร่งด่วน

สำหรับผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย-ส่งออกและนำเข้า มีดังนี้

  • ภาคการส่งออก อุตสาหกรรมหลักที่พึ่งพาสหรัฐฯ สูง เช่น โทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, และยางรถยนต์ จะได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มีตลาดหลักในสหรัฐฯ และยากที่จะย้ายฐานลูกค้าได้ในระยะเวลาอันสั้น ผลกระทบจะส่งตรงไปที่อัตรากำไร (Margin) และยอดคำสั่งซื้อ ที่อาจย้ายไปประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม นอกจากนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โรงงานที่มาตั้งฐานการผลิตในไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ก็อาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ได้เปรียบมากกว่า

ในส่วนของสินค้าเกษตรแปรรูป เช่น อาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป และอาหารสัตว์ ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้าสหรัฐฯ สูงถึง 30-40% ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้อาจต้องเริ่มมองหาตลาดใหม่เพื่อลดความเสี่ยง

  • ภาคการนำเข้า ผลกระทบต่อภาคการนำเข้าอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากสินค้าที่เรานำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ เช่น น้ำมัน ปิโตรเคมี หรืออากาศยาน เป็นสินค้าที่ไทยผลิตเองไม่ได้มากนัก

อย่างไรก็ตาม เตือนว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการเพียงให้ไทยซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังต้องการให้ไทยเปิดตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย เนื่องจากจะมีสินค้าเกษตรราคาถูกจากสหรัฐฯ เข้ามาแข่งขัน ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยก็ต้องเตรียมรับมือ

กลยุทธ์ลงทุนหุ้น-ตราสารหนี้ ท่ามกลางความผันผวน

ชาตรี ยังให้ความเห็นว่า ขณะนี้คาดน่าจะผ่านจุดที่น่ากลัวที่สุดของสงครามการค้าไปแล้ว และความกังวลในตลาดเริ่มลดลง ภาพรวมการลงทุนทั่วโลกยังคงน่าสนใจ

ตลาดหุ้น ในกลุ่มประเทศในเอเชียที่การเจรจาการค้าใกล้จะจบหรือจบไปแล้ว มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย และไต้หวัน เนื่องจากความไม่แน่นอนลดลงและจะกลายเป็นปัจจัยบวก หากประเทศไทยสามารถเจรจาได้สำเร็จในกลุ่มแรก ๆ ก็จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่กำลังไหลเข้าสู่เอเชียเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้เช่นกัน
ตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระยะ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 4.4% ซึ่งถือเป็นระดับที่เหมาะสมต่อการลงทุน ชาตรีคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ 2 ครั้งในปีนี้ โดยอาจเริ่มต้นในเดือนกันยายน ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ

  • ตราสารหนี้ไทย ผลตอบแทนพันธบัตรไทยลดลงค่อนข้างเร็ว โดย Bond Yield ระยะ 10 ปี อยู่ที่ 1.6% ซึ่งถือว่าต่ำ นักลงทุนอาจพิจารณาลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูงที่มีอายุไม่ยาวนัก หรือพิจารณาลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศเพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่า

  • ตลาดหุ้นไทยมีความหวังจากการเจรจาการค้า หากสามารถจบการเจรจาได้เร็ว จะได้รับอานิสงส์จากเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในเอเชีย แม้ว่า Valuation ของหุ้นไทยอาจไม่ได้ถูกมากนักเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว และไม่น่าจะหลุดระดับ 1,000 จุด หรือกลับไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมที่ 1,050 จุด

ภาพ: Rawpixel.com/Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...