โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพดานภาษี กับระเบียบโลก เข้าใจพัฒนาการของการค้าระหว่างประเทศ และทางรอดของไทยในสงครามการค้า

The Structure

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 11.50 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 03.00 น. • The Structure

เรื่องของการขึ้นเพดานภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อประเทศต่างๆทั่วโลก หากมองเผินๆอาจเป็นแค่เรื่องของการค้าการขายและความแข็งกร้าวของทรัมป์ แต่จริงๆแล้วเรื่องนี้อาจส่งผลต่อระเบียบโลกในปัจจุบันได้อย่างมีนัยสำคัญ วันนี้จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องนี้กันครับ

ในอดีตนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จนถึงราวๆ ศตวรรษที่ 19 แนวคิดทางเศรษฐกิจที่สำคัญและมีอิทธิพลมากที่สุดของโลกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรป คือแนวคิดที่เรียกว่า “Mercantilism” ซึ่งมองว่าการค้าเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งของรัฐ โดยมีรัฐเป็นตัวแสดงสำคัญที่จะทำให้ได้กำไรจากการค้า รัฐจึงมีหน้าที่ในการผลักดัน “การส่งออก” และต้องจำกัด “การนำเข้า” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “กำไร” ที่มากที่สุดนั่นเอง

ซึ่งการที่รัฐต้องจำกัดการนำเข้านี่แหล่ะครับ ที่เป็นที่มาของแนวคิดที่เรียกว่า Protectionism ซึ่งก็มี “กำแพงภาษี” รวมถึง “มาตรการอื่นที่ไม่ใช่ภาษี” เป็น “เครื่องมือสำคัญ” ในการที่รัฐ “ปกป้อง” สินค้าภายในของตัวเอง เปรียบเสมือนกับกำแพงที่จะทำให้การนำเข้าลดลงโดยธรรมชาติ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าประเทศของเราผลิตกล้วย รัฐของเราก็จะมีภาษีนำเข้ากล้วย เพื่อให้กล้วยนำเข้าจากต่างประเทศแพงกว่ากล้วยที่ผลิตภายในประเทศ เช่นนี้ กล้วยจากที่อื่นก็จะมีการนำเข้าลดลง (เพราะเมื่อบวกภาษีจะแพงกว่า) ทำให้ไม่สามารถมาแย่งตลาดกล้วยที่ผลิตภายในประเทศของเราได้ เป็นต้น

นี่คือเรื่องปกติของโลกในอดีต

แต่ต่อมาได้มีแนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้น โดยคิดตรงข้ามกับ Mercantilism โดยมองว่า วิธีการแบบที่ Mercantilism ทำนั้น “รัฐมีบทบาทมากเกินไป” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทของการ “แทรกแซง” ตลาด ซึ่งรัฐไม่ควรมีบทบาทนี้ แต่ควรให้ “ตลาด” เติบโตและสร้างสมดุลด้วยตัวมันเองบนพื้นฐานของ Demand และ Supply หรือ กลไกราคา และนี่คือ “แนวคิดเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม หรือ Liberalism”

และนี่คือแนวคิดหลักที่สหรัฐนำมาใช้เป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจที่สอดคล้องไปกับระบบการเมืองภายใต้การนำของสหรัฐ ในเวลาต่อมา

แนวคิดเชิงเสรีนิยมนี้มีหลักการสำคัญอยู่ที่เรื่องของ “กลไกตลาด” ครับ หัวใจหลักคือการปล่อยให้กลไกตลาด “ทำหน้าที่ของมัน ด้วยตัวมันเอง” โดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ ซึ่งก็จะสอดคล้องไปกับหลักการการค้าระหว่างประเทศ เช่น หลักการความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative advantage) และอื่นๆอีกมากมายที่ผู้เรียนสายเศรษฐศาสตร์มักจะคุ้นเคยกันดี

ซึ่งแม้แต่หลักการทางเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ก็ถูกคิดค้นขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์สายอเมริกันและเป็นองค์ความรู้ที่ถูกกระจายไปใช้กันทั่วโลกภายหลังสงครามเย็นผ่านการให้ทุนการศึกษา หรือแม้แต่โครงการให้ความช่วยเหลือต่างๆของสหรัฐแก่ประเทศอื่นๆ

เราจึงได้เห็นกันว่า ภายหลังสงครามเย็นเป็นต้นมา โลกของเราภายใต้การนำของสหรัฐพยายามเดินหน้าไปสู่การค้าเสรี หรือ Free Trade กันมากขึ้น ส่งผลให้ Free Trade Area เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ซึ่งมันคือการค้าระหว่างประเทศที่ปราศจากกำแพงภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีนั่นเอง

เป็นไปตามหลักการที่ต้องการให้ กลไกตลาด ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่โดยไม่มีกำแพงภาษีจากรัฐมาเป็นอุปสรรค และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่สหรัฐต่อว่าจีนมาตลอดว่าจีนนั้นเข้าไปอุ้มชูภาคธุรกิจของตน จนเกิดความ “ไม่แฟร์” ในการค้าระหว่างประเทศ

เพราะฉะนั้น ถ้าจะกล่าวว่า แนวคิดเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ตลอดจนการค้าเสรีระหว่างประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลก ที่ถูกสร้าง ใช้ และผลักดันให้โลกทั้งใบใช้ โดยสหรัฐในฐานะผู้นำโลกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ก็คงจะไม่ผิดแต่อย่างใด

แต่มาวันนี้ ดูท่าแล้วอะไรๆ น่าจะเปลี่ยนไปไม่น้อย…

เพราะวันนี้ทรัมป์ลุกขึ้นมาประกาศเพดานภาษีต่อประเทศทั่วโลก ซึ่งมองได้ว่าขัดแย้งกับแนวคิดเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมที่สหรัฐยึดถือปฏิบัติมาตลอดอย่างแรง

ดูแล้ว…เหมือนสหรัฐ กำลังจะกลายเป็นผู้นำ Protectionism ซะอย่างนั้น

แต่เป็น protectionism ที่มีการแปลงร่างไปพอสมควร เพราะเดิมที protectionism เป็นเหมือนมาตรการปกป้องสินค้าภายในประเทศของตน แต่วันนี้สหรัฐก็ไม่ได้มีสินค้าอะไรมากนักที่ผลิตภายในประเทศ ด้วยความที่สหรัฐเติบโตผ่านจุดที่โฟกัสกับการผลิตด้วยตนเองมานานแล้ว

protectionism งวดนี้จึงกลายเป็นวิธีการที่เอามาใช้เพื่อแลกกับประโยชน์อย่างอื่นเสียมากกว่า เชื่อว่าหลายประเทศที่ได้ลดเพดานภาษีลง น่าจะเอาผลประโยชน์บางอย่าง ที่อาจจะเลยจากการค้าไปสู่ด้านความมั่นคงและอื่นๆ ไปแลกจนสหรัฐพอใจก็เป็นได้

นี่อาจเป็นการ “จัดแถว” จัดระเบียบระหว่างประเทศ เพื่อดูว่าใครเอากับสหรัฐบ้าง โดยมีเป้าหมายคือ “จีน” ผ่านการดูว่าใครยอมแลกประโยชน์อะไร มากน้อยแค่ไหน จะเห็นได้จากจดหมายที่ส่งมายังประเทศต่างๆล่าสุด โดยเฉพาะเวียดนามที่มีการระบุถึง “สินค้าส่งผ่าน” ซึ่งหมายความรวมถึงการใช้วัตถุดิบจากจีน ว่าจะโดนภาษีถึง 40% ซึ่งแตกต่างจากสินค้าสัญชาติเวียดนามแท้ๆที่จะโดนเพียง 20%

ซึ่งตรงนี้เป็นข้อความที่ไม่ได้พูดชัดเจน แต่ก็ “ชัดเจน” มากพอที่จะรู้ว่า นั่นหมายความว่า สินค้าจากเวียดนามหลังจากนี้จะต้องมีการตรวจสอบ “ที่มา” อย่างชัดเจน ว่ามีที่มาจากจีนหรือเกี่ยวข้องกับจีนมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากจีนเคยใช้เวียดนามเป็นฐานในการผลิตและส่งออกไปสหรัฐเพื่อเลี่ยงภาษีมาแล้วก่อนหน้านี้

ที่สำคัญที่สุด คือคนที่จะตัดสินว่าสินค้าไหนจะถูกตีความว่ามีความเกี่ยวข้องกับจีนก็คือ สหรัฐ เกมนี้จึงอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ได้รับผลกระทบไม่น้อย และอาจลามไปถึงการหลีกเลี่ยงวัตถุดิบจากจีนในอนาคต

หากมีการใช้ดีลลักษณะนี้กับประเทศอื่นๆเพิ่มมากขึ้น ก็น่าจะเป็นภาพที่ชัดเจน ว่าเจตนาของสหรัฐนั้นคือการล้อมกรอบจีนด้วยการยืมมือประเทศอื่นๆ

งานนี้ ความยากจึงตกอยู่กับประเทศไทย เพราะคำถามคือ งานนี้จะเอาอะไรไปแลกกับสหรัฐดี และมากน้อยแค่ไหนจึงจะเหมาะสม? เพราะไทยเองก็ยืนอยู่ตรงกลาง เกรงใจทั้งสองฝ่าย และที่ผ่านมาก็ค้าขายกับทั้งสองฝ่าย และแน่นอนว่า ไทยเองก็ไม่ต่างจากเวียดนามในแง่ที่จีนก็เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตไม่น้อยเช่นกัน

ถ้าเทลำให้สหรัฐ…ก็อาจจะโดนพี่จีนมองว่าเราเลือกข้างสหรัฐ ถ้าน้อยไป ก็อาจโดนสหรัฐมองว่าเราเลือกข้างจีน ก็เป็นได้

งานนี้ไม่ง่าย เพราะไม่มีใครรู้ว่า หลังจากนี้ ระเบียบโลกเก่าที่สหรัฐเคยสร้างไว้อย่างหวงแหน จะถูกเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน ระเบียบโลกที่พยายามจัดใหม่โดยใช้เพดานภาษีจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร และจุดไหนคือจุดที่ไทยควรจะยืน เพื่อยังคงรักษาผลประโยชน์ของไทยไว้ให้ได้มากที่สุด

ความยากอยู่ที่ “ความไม่ชัดเจน” ของภาพรวมโลกในอนาคต แต่จะให้รอดูไปก่อน…ก็คงจะไม่ได้ ทางที่ดีที่สุด เห็นจะต้องทำแผนสำรองไว้หลายๆแผน อย่างน้อยก็จะได้มีตัวเลือกเมื่อเวลานั้นมาถึง

ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ

ผู้อำนวยการหลักสูตรมหาบัณฑิต สาขาการทูตและการต่างประเทศ

คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

#TheStructure
#TheStructureEssay
#สงครามการค้า #กำแพงภาษี

#เสรีการค้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...