โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ฟินแลนด์ ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก 7 ปีซ้อนกลับมีคนฆ่าตัวตายสูงอันดับที่ 4 ในกลุ่มชาติเจริญแล้ว

Reporter Journey

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 17.23 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 09.22 น. • Reporter Journey

ฟินแลนด์ ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก 7 ปีซ้อน

กลับมีคนฆ่าตัวตายสูงอันดับที่ 4 ในกลุ่มชาติเจริญแล้ว
ความหนาว ความเหงา ความเหลื่อมล้ำ กำลังคร่าชีวิต

ทุกคนต่างเคยเห็นข่าวการจัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกในทุกๆ ปี ซึ่งในปี 2024 ฟินแลนด์ยังคงรั้งอันดับ 1 ถึง 7 ปีติดต่อกันตามรายงาน World happiness report หรือรายงานความสุขของโลก ทีเป็นผลสำรวจผ่านความร่วมมือระหว่าง Gallup, ศูนย์วิจัยความเป็นอยู่ที่ดีของออกซ์ฟอร์ด, เครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยสำรวจข้อมูลจากผู้คนใน 140 ประเทศทั่วโลก ด้วย 6 ตัวแปร ได้แก่ GDP ต่อหัว การสนับสนุนทางสังคม อายุขัยที่มีสุขภาพดี เสรีภาพ ความเอื้ออาทร และการรับรู้เรื่องการคอร์รัปชัน

อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกอีกด้วย จนทั่วโลกต้องยกเป็นกรณีศึกษาว่า ทำอย่างไรฟินแลนด์ที่ประเทศตั้งอยู่ใกล้กับแถบขั้วโลกเหนืออันแสนหนาวเหน็บถึงสามารถพัฒนาระดับคุณภาพชีวิตผู้คนได้สูงเพียงนี้

แน่นอนว่าอันดับโลกที่จัดโดยหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือในระดับนานาชาติ ย่อมเป็นการการันตีที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฉายภาพให้ฟินแลนด์นั้น เป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในทุกๆ ด้านต่อสายตาชาวโลก และทำให้ผู้คนมองภาพตามว่า นี่คือดินแดนสวรรค์ที่ใครๆ ต่างก็อยากไปใช้ชีวิต

แต่ในความเป็นจริงของโลกมนุษย์ ไม่มีสิ่งใดๆ สมบูรณ์แบบ 100% และในด้านที่ไม่สมบูรณ์นั้น อาจถูกอำพรางความดำมืดของสังคมที่ใครก็คาดไม่ถึงว่า ดินแดนอันแสนสุข จะมีความทุกข์ห่อหุ้มอยู่โดยไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นเอาไว้ได้

จากข้อมูลของ Wisevoter เว็บไซต์ที่รวบรวมฐานข้อมูลด้านสังคม การเมือง และคุณภาพชีวิตรายงานว่า ฟินแลนด์ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก แต่กลับมาอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ในอันดับที่ 37 ของโลกในปี 2024 ใกล้เคียงกับประเทศยากจนในทวีปแอฟริกาอย่าง นามิเบีย ชาด กายาน่า และกาบอง โดยมีสัดส่วนที่ 13.5 คนต่อ 1 แสนคนต่อปี สูงกว่าประเทศไทยที่อยู่อันดับ 99 ที่ 8 คนต่อ 1 แสนคนต่อปี

ซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ในประเทศกลุ่มนอร์ดิก และครองอันดับที่ 4 ของโลกในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วรายได้สูงรองจากเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และเบลเยี่ยม

อะไรทำให้ประเทศที่ถูกยกย่องว่าผู้คนมีความสุข 7 ปีซ้อนถึงมีการฆ่าตัวตายสูง

อันที่จริงแล้วการที่ฟินแลนด์ตั้งอยู่ในประเทศในแถบใกล้ขั้วโลกเหนือนั้น มีผลอย่างมาต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในประเทศ ด้วยการที่ต้องอยู่ท่ามกลางความเหน็บหนาวเป็นเวลานานเกือบทั้งปี และการได้รับแสงแดดค่อนข้างน้อย ทำให้ผู้คนในประเทศนี้อยู่ในสภาวะ “โรคซึมเศร้า” สูง

อาการเหล่านี้เรียกว่า “ความผิดปกติทางอารมณ์ตามฤดูกาล หรือ Seasonal Affective Disease (SAD) เป็นภาวะซึมเศร้าประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลตามธรราติ ซึ่งอาการ SAD เริ่มต้นและสิ้นสุดในเวลาเดียวกันทุกปี โดยมักจะเริ่มในฤดูใบไม้ร่วงและดําเนินต่อไปในฤดูหนาว

อย่างที่ทราบคือ ฤดูหนาวในประเทศที่อยู่ตอนเหนือของโลก อุณหภูมิจะอยู่ในระดับติดลบมากกว่า -10°C และอาจไปถึง -50°C ได้ในช่วงที่สภาพอากาศเลวร้ายที่สุดของทุกปี ทำให้ผู้คนไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเนื่องจากต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บสุดขั้ว ความหมองหม่นของท้องฟ้า และพายุหิมะที่โหมกระหน่ำจนหิมะท่วมสูงถนนและทางเดิน

ประกอบกับเป็นช่วงที่ต้องใช้ชีวิตในวันที่ไร้แสงแดดเพื่อให้ความอบอุ่น โดยบางพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับขั้วโลกอาจจะไม่เห็นแสงแดดยาวนาน 10 เดือนติดต่อกัน ท้องฟ้าตอนกลางวันไม่ต่างกับตอนกลางคืน ชีวิตในความมืดอันแสนยาวนานทำให้ผู้คนรู้สึกห่อเหี่ยว ไร้ความสุขได้ง่าย

ผลที่เกิดขึ้นกับมนุษยคือ ทําให้ระดับพลังงานในร่างกายลดลงและรู้สึกหงุดหงิดง่าย ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะหายไปในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แต่บ่อยครั้งที่ SAD ทําให้เกิดภาวะซึมเศร้าในฤดูใบไม้ผลิหรือต้นฤดูร้อนและหายไปในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาวเช่นกัน

การขาดแสงแดดส่งผลต่อการทํางานของ “Serotonin (เซโรโทนิน)” ในสมองซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่รับผิดชอบในการควบคุมอารมณ์ เมื่อแสงแดดเริ่มลดลงในฤดูใบไม้ร่วง ร่างกายจะเริ่มผลิตโปรตีนที่เรียกว่า Serotonin-Reuptake Transporter (SERT) มากขึ้น การที่ระดับของ SERT สูงขึ้นนําไปสู่การทำให้ระดับของเซโรโทนินลดลง และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะอารมณ์ซึมเศร้า

ในกรณีส่วนใหญ่อาการผิดปกติทางอารมณ์ตามฤดูกาลจะปรากฏขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงหรือต้นฤดูหนาวและหายไปในช่วงวันที่แดดจัดของฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน โดยทั่วไปคนที่มีรูปแบบตรงกันข้ามจะมีอาการที่เริ่มในฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อน ไม่ว่าในกรณีใด อาการอาจเริ่มต้นจะไม่รุนแรง แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาการจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามวัฏจักกรที่ฤดูกาลดําเนินไป

สำหรับสัญญาณและอาการของ SAD ได้แก่

  • รู้สึกกระสับกระส่าย เศร้า หรือท้อแท้เกือบทั้งวัน เกือบทุกวัน

  • หมดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชอบ

  • มีพลังงานต่ำและรู้สึกเฉื่อยชา

  • มีปัญหาในการนอนหลับมากเกินไป

  • ประสบกับความอยากกินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปและน้ําหนักตัวเพิ่มขึ้น

  • มีปัญหาต่อการมีสมาธิจดจ่อ

  • รู้สึกสิ้นหวัง ไร้ค่า หรือรู้สึกผิด

  • มีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่

กรณีมีอาการ SAD ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว : อาการเฉพาะสําหรับ SAD ที่เริ่มมีอาการในฤดูกาลนี้บางครั้งเรียกว่า “ภาวะซึมเศร้าในฤดูหนาว” โดยจะมีอาการคือ
.

  • นอนมากเกินไป

  • ความอยากอาหารเปลี่ยนไปโดยเฉพาะความอยากอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง

  • น้ําหนักตัวเพิ่มขึ้น

  • เหนื่อยล้าหรือพลังงานต่ำ
    .

กรณีอาการ SAD ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน : อาการที่เฉพาะเจาะจงสําหรับความผิดปกติทางอารมณ์ตามฤดูกาลที่เริ่มมีอาการในฤดูร้อน ซึ่งบางครั้งเรียกว่า “ภาวะซึมเศร้าในฤดูร้อน” โดยจะมีอาการคือ

  • ปัญหาการนอนไม่หลับ

  • มีความเบื่ออาหาร

  • น้ำหนักลด

  • เกิดความปั่นป่วนในจิตใจ ฟุ้งซ่าน หรือวิตกกังวล

  • ความหงุดหงิดเพิ่มขึ้น

การเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลส่งผลต่อโรคอารมณ์สองขั้ว

ผู้ที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว หรือโรคไบโพลาร์มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อสภาวะอารมณ์แปรปรวนตามฤดูกาล ในบางคนที่เป็นไบโพลาร์อยู่แล้ว อาการคลุ้มคลั่งอาจเชื่อมโยงกับฤดูกาลที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนสามารถทําให้เกิดอาการคลุ้มคลั่งหรือรูปแบบที่รุนแรงน้อยกว่าของความบ้าคลั่ง (hypomania) ความวิตกกังวลความปั่นป่วนและความหงุดหงิด แต่ในทางกลับกันอาจประสบกับภาวะซึมเศร้าในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

การเกิดอารมณ์แปรปรวนซ้ำๆ ติดต่อกันยาวนานตลอดทั้งชีวิต ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเผชิญกับอาการป่วยเรื้อรังจากการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล และหากไม่ได้รับการรักษา ความรุนแรงจะพัฒนาไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้า ไบโพลาร์อย่างถาวร และจุดจบคือการฆ่าตัวตายเพื่อหนีจากอาการเจ็บป่วยเหล่านี้ในที่สุด

แม้รายได้สูงแต่รายจ่ายก็สูง ความเหลื่อมล้ำยิ่งสูง

แม้คุณภาพชีวิตผู้คนในฟินแลนด์จะอยู่ในระดับสูงหากมองผ่านสายตาผู้คนในประเทศกำลังพัฒนา แต่เชื่อหรือไม่ว่า ฟินแลนด์กลับมีความเหลือมล้ำทางรายได้สูงและกำลังห่างชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างคนจน คนชนชั้นกลาง และคนรวย

ตามรายงานขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจของยุโรป (OECD) ระบุว่า 70% พลเมืองของฟินแลนด์ที่อายุระหว่าง 15 - 64 ปีมีงานทำรับค่าจ้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยการจ้างงานของกลุ่มชาติสมาชิก OECD ที่ 68% แต่รายได้สุทธิต่อหัวของครัวเรือนที่หักลบการจ่ายภาษีแล้วโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 29,943 ดอลลาร์หรือราว 1 ล้านบาท กลับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 33,604 ดอลลาร์หรือ ราว 1.1 ล้านบาท

สาเหตุมาจากการที่ประเทศแถบนอร์ดิกส่วนใหญ่มีอัตราค่าครองชีพสูงติดอันดับหัวแถวของโลก อีกทั้งการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาก็อยู่ในอันดับท็อบ 5 ของประเทศที่พลเมืองต้องจ่ายภาษีหนักที่สุด เพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการรัฐสวัสดิการต่างๆ

โดยฟินแลนด์มีการเก็บภาษีจากรายได้บุคคลธรรมดาสูงเป็นอันดับ 6 ของกลุ่มประเทศ OECD ในปี 2565

อัตราภาษีที่เก็บจากรายได้บุคคลธรรมดาอยู่ที่ 20.64 - 59% แต่โดยเฉลี่ยแล้วชาวฟินแลนด์ผู้มีเงินได้จะต้องจ่ายภาษีอัตราเฉลี่ยสูงถึง 56.95% หรือกล่าวคือ ถ้าในแต่ละเดือนหาเงินได้ 100,000 บาท แค่จ่ายภาษีอย่างเดียวก็หักไป 56,950 บาทแลว ซึ่งยังไม่ได้นำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทั้งค่าช่าบ้าน ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าของใช้ส่วนตัว และการสันทนาการ

แต่ถ้าหากนำเงินไปลงทุน ก็ต้องจ่ายภาษีที่จัดเก็บจากรายได้จากการลงทุนอยู่ในอัตรา 30 - 34% ส่วนภาษีรายได้นิติบุคคลเก็บขั้นต่ำอยู่ที่ 20% และอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อยู่ที่ 24%

เมื่อค่าครองชีพที่สูงมากขึ้น ยิ่งทำให้การใช้ชีวิตเพื่อเข้าสังคมยิ่งน้อยลง เพราะผู้คนต่างก้มหน้าก้มตาเพื่อหาเงินในแต่ละเดือนในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และการจ่ายภาษีที่หนักอึ้งอยู่แล้ว ดังนั้นผู้คนในฟินแลนด์กำลังโดนสภาวะความเหงากัดกินจิตใจ

ทั้งนี้ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยมักได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะเพียงแค่จะทำมาหากินให้เพียงพอในแต่ละเดือนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เพียงเท่านั้นการเจ็บป่วยทางจิตยังส่งผลต่อการถูกกีดกันในการทำงาน

โดยผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าก็มักจะถูกกีดกันออกจากตลาดแรงงาน และการขาดงานที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากภาวะซึมเศร้าก็กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนึ่งที่เชื่อมโยงการถูกกีดกันจากงานที่ได้รับค่าจ้างด้วยเช่นกัน ซึ่งซ้ำเติมให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองด้อยคุณค่าในสังคม และนำพาไปสู่การฆ่าตัวตาย

เมื่อผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยว ท่ามกลางความเหงาและหนาวเหน็บ ที่พึ่งพาของคนเหงาที่ง่ายที่สุดคือการหันไปหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติด โดยความเจ็บป่วยทางใจที่ต้องพึ่งพาการใช้สารเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนฟินแลนด์คิดเป็น 4% ของประชากร ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรปที่ 2.4%

อย่างไรก็ตามยังมีมิติทางสังคมอื่นๆ อีกมากมายที่กดดันให้ชาวฟินแลนด์อาจต้องใช้ชีวิตที่ “มีความสุขแบบทุกข์ๆ” จากความคาดหวังผ่านสายตาของคนทั้งโลก แต่ด้วยธรรมชาติความเป็นมนุษย์ ไม่มีความสุขใดคงอยู่อย่างถาวร หรือมีความทุกข์ใดที่คงอยู่ตลอดไป

ในภาพรวมฟินแลนด์อาจจะดูดี แต่สิ่งที่ซ่อนไว้ภายใต้เปลือกภายนอกนั้นคือ ปัญหามากมายที่ผู้คนมักมองข้ามผ่าน และอาจทำให้ลืมพิจารณาลงไปให้ลึกว่า สังคมโลกไม่มีที่ใดสมบูรณ์แบบ ที่ที่คิดว่าดีที่สุดอาจไม่ใช่ที่ที่อยู่แล้วมีความสุขที่สุดก็ได้ หรือที่ที่คิดว่าแย่ในสายตาของตัวเอง อาจจะเป็นสวรรค์ของใครมากมายที่รู้สึกว่านี่คือที่ที่เหมาะสมที่จะลงหลักปักฐานชีวิต

ฉะนั้นจงหาที่ที่เหมาะสมกับตัวเราให้เจอ และชีวิตที่มีความสุขจะเกิดขึ้นในความพอดีตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นที่ที่คนอื่นบอกว่า “มีความสุขที่สุดในโลก”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...