โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

ส่องอสังหาฯ 4 ภาคปี68 เมกะโปรเจ็กต์หนุน กำลังซื้อสวนทาง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 17.44 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 00.45 น.

สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่น่าสนใจและมีความท้าทายผสมผสานกันไป แม้ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ผู้ประกอบการยังคงเน้นระบายสต๊อกเก่า การแข่งขันด้านราคายังสูง และปัญหาหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญที่ฉุดรั้งกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะที่สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัดบางพื้นที่กลับเริ่มฉายแววสดใสและเป็น “ดาวรุ่ง” ที่น่าจับตา โดยเมื่อมองไปในแต่ละภูมิภาค พบว่าปี 2568 ยังมีสัญญาณฟื้นตัวในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

ภาคตะวันออกยังคงเป็นแม่เหล็กของการลงทุนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ได้รับแรงหนุนจากเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง

จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหา ริมทรัพย์ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ระบุว่า จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะบางละมุงและศรีราชา เป็นพื้นที่ที่ราคาที่ดินปรับตัวแรงที่สุดในประเทศ โดยบางละมุงพุ่งขึ้นถึง 126.5% และศรีราชา 88.6% ภายในปีเดียว โดยได้รับอานิสงส์จากทั้งโครงการคมนาคมของรัฐ เช่น รถไฟความเร็วสูง และดีมานด์ที่อยู่อาศัยจากต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ซึ่งมองเห็นศักยภาพของพื้นที่อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวใน EEC

ไม่เพียงแต่จังหวัดชลบุรีเท่านั้นที่โดดเด่น แต่ จังหวัดระยอง ก็เป็นอีกหนึ่งทำเลทองที่น่าจับตาอย่างยิ่ง โดยในไตรมาส 1 ปี 2568 ราคาที่ดินในจังหวัดระยองมีค่าดัชนีเท่ากับ 259.2 จุด เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 43.5% (YoY) ซึ่งถือเป็นการขยายตัวที่โดดเด่นที่สุดในพื้นที่ EEC เป็นผลมาจากการมีแหล่งงานขนาดใหญ่โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ ที่เริ่มเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงพื้นที่นอกนิคมอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ยังคงรักษาความน่าสนใจของตลาดคอนโดมิเนียมในสายตานักลงทุนต่างชาติ ด้วยความเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกและดีมานด์ที่อยู่อาศัยจากผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

ซีบีอาร์อี ประเทศไทย หรือ CBRE ได้เปิดเผยว่า ยอดขายคอนโดมิเนียมในภูเก็ตช่วงปลายปี 2567 เติบโตถึง 201% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดขายวิลล่าเพิ่มขึ้น 148% ซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยความต้องการส่วนใหญ่มาจากชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยและพักผ่อน โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ทำให้ภูเก็ตยังคงเป็นทำเลทองที่ราคาที่ดินปรับขึ้นต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 10-15% โดยเฉพาะบริเวณติดทะเลที่หายากขึ้นทุกที ซึ่งยังคงตอกยํ้าถึงศักยภาพของจุดมุ่งหมายท่องเที่ยวระดับโลกแห่งนี้

ขณะเดียวกัน ภาคเหนือยังเผชิญภาวะชะลอตัวจากดีมานด์ในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน แต่บางพื้นที่ เช่น เชียงใหม่ ยังได้แรงพยุงจากผู้ซื้อชาวต่างชาติที่มองหาที่อยู่อาศัยระยะยาว

นางณวรา สกุล ณ มรรคา ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือได้ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภาคเหนือยังอยู่ในสถานะ “ทรงตัว” โดยดีมานด์ภายในประเทศยังไม่ฟื้น แต่ยังพอได้แรงประคองจากกลุ่มต่างชาติ โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนและผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยระยะยาวจากประเทศเอเชียตะวันออก ทั้งนี้ข้อมูลราคาประเมินที่ดินในเชียงใหม่ปี 2568 จากกรมธนารักษ์สูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 250,000 บาทต่อตารางวา แสดงให้เห็นถึงมูลค่าที่ดินที่ยังคงสูงในทำเลศักยภาพ

อย่างไรก็ตาม REIC ยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2568 ยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญที่มาจากกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางถึงล่าง ซึ่งส่งผลให้ยอดคงค้างชำระหนี้ (NPLs) สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ประกอบกับความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ โดยพบว่าอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัยวงเงินตํ่ากว่า 5 ล้านบาทล่าสุดสูงกว่า 80% ซึ่งสะท้อนถึงภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาด

ทั้งนี้ ตลาดภาคกลางยังคงมีโอกาสในกลุ่มตลาดเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรี ซึ่งรวมถึง Branded Residence ที่ยังคงเป็นที่ต้องการสูงจากทั้งผู้ซื้อในประเทศและชาวต่างชาติ โดย CBRE ระบุว่า ยอดขายคอนโดมิเนียมพร้อมเข้าอยู่ในทำเลใจกลางเมืองเฉลี่ยสูงถึง 93% ณ สิ้นปี 2567 และในช่วงไตรมาส 2 ปี 2568 พบว่าจำนวนโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ตํ่าที่สุดในรอบ 16 ปี แสดงให้เห็นถึงอุปทานใหม่ที่ลดลงและแนวโน้มที่ผู้ประกอบการจะเน้นการระบายสต๊อกเดิมมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ซื้อที่มีความพร้อมทางการเงิน

นอกจากนี้ เมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐยังมีบทบาทเป็นตัวแปรสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคโดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ใกล้จุดตัดระบบคมนาคมหรือเขตอุตสาหกรรม

จากข้อมูลของกระทรวงคมนาคม รัฐบาลมีแผนเบิกจ่ายงบกว่า 2.4 แสนล้านบาทจาก 13 เมกะโปรเจ็กต์มูลค่ารวม 7.8 แสนล้านบาทในปีนี้ โครงการสำคัญ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รถไฟทางคู่ และแลนด์บริดจ์ภาคใต้เป็นตัวเร่งสำคัญในการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัด โดยเฉพาะทำเลที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ ศูนย์กลางขนส่ง หรือพื้นที่เชื่อมต่อกับนิคมอุตสาหกรรม

แม้จะมีปัจจัยบวกจากรัฐและต่างชาติ แต่ตลาดก็ยังเผชิญอุปสรรคเดิมจากกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อจากธนาคารที่ยังคงติดกับปัญหาหนี้ครัวเรือนและนโยบายสินเชื่อของธนาคารยังคุมเข้ม ทำให้สัดส่วนการถูกปฏิเสธสินเชื่อยังสูงกว่า 50% ในบางโครงการ โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียม

นอกจากนี้อัตราการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติในจังหวัดหลักอย่างกรุงเทพฯ และชลบุรียังลดลง อาจเป็นผลจากมาตรการควบคุมการนำเงินออกนอกประเทศของบางประเทศ เช่น จีน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ในตลาดคอนโดมิเนียมริมทะเล

นางสาวโชติกา ทั้งศิริทรัพย์ หัวหน้าแผนกที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการและวิจัยตลาด CBRE เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการควรเน้นการเลือกทำเลที่มีจุดเด่น เช่น โครงการติดรถไฟฟ้า ทำเลท่องเที่ยวที่ยังไม่อิ่มตัว หรือเมืองศูนย์กลางใหม่ในภูมิภาค เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น ต่างชาติหรือคนทำงานที่กลับภูมิลำเนา แนวโน้มครึ่งปีหลังของปี 2568 จึงจะไม่ใช่การฟื้นตัวทั้งระบบ แต่เป็นการกระเตื้องอย่างเลือกจุด

โดยสรุปแล้ว แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัดในปี 2568 ยังมีความท้าทายจากหลายด้าน แต่พื้นที่ที่มีแรงขับเคลื่อนจากเมกะโปรเจ็กต์และความต้องการจากต่างชาติก็ยังคงเป็นจุดที่ต้องจับตา ซึ่งอาจกลายเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่ปรับกลยุทธ์ได้สอดรับกับบริบทใหม่

ดังนั้น ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัด จึงยังคงต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างสูงในการลงทุน การบริหารจัดการเงินสดในมืออย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ และในขณะเดียวกันก็สามารถคว้าโอกาสจากทำเลที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง รวมถึงเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐ และกำลังซื้อจากนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงรักษาความแข็งแกร่งในบางพื้นที่ได้

หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,116 วันที่ 24 - 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...