สังคมผู้สูงวัยกำลังเป็นปัญหาหนักอกของผู้นำจีน
“สังคมผู้สูงวัยกำลังเป็นปัญหาหนักอกของผู้นำจีน”
โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์
คนจีนมีค่านิยมถ่ายทอดกันมาแต่โบราณกาลว่า มีลูกชายดีกว่ามีลูกสาว ลูกชายคือผู้สืบสกุลแต่ลูกสาวแต่งงานไปแล้วก็เป็นของคนอื่น ครอบครัวไหนคลอดลูกออกมาเป็นหญิงก็จะรู้สึกผิดหวัง เลี้ยงลูกไปตามมีตามเกิด หากบังเอิญลูกเสียชีวิต พ่อแม่บางคนอาจแอบรู้สึกดีใจ เพราะเปิดโอกาสให้เขามีโอกาสลุ้นลูกคนต่อไปให้เป็นชายสมใจปรารถนา
เรื่องราวที่กล่าวมาข้างบนนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นตั้งแต่จีนปลดปล่อยในปี 1949 ตอนนั้นประเทศชาติยังยากจนมาก แต่ประชากรที่ต้องเลี้ยงดูกลับสวนทางกับสถานะทางเศรษฐกิจ รัฐจึงต้องออกกฎหมายคุมกำเนิด ให้สามีภรรยาคู่หนึ่งมีลูกได้เพียงคนเดียว และใช้นโยบายนี้อย่างเข้มงวดเรื่อยมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปี ใครไปเมืองจีนในช่วงนั้น จะเห็นป้ายคำขวัญติดตามถนนและสี่แยกต่างๆ ปลุกเร้าจิตใจให้ประชาชนยอมทำใจว่า “ได้ลูกชายหรือลูกสาวก็เหมือนกัน” (หนานหนี่โตวอิย่าง) นโยบายคุมกำเนิดทำให้อัตราเกิดของประชาชนลดลงอย่างคาดไม่ถึง สวนทางกับประชากรสูงวัยที่ค่อย ๆ เสียชีวิตไป ความไม่สมดุลระหว่างคนวัยทำงานกับคนแก่ที่รัฐจะต้องมาค้ำจุน จึงเป็นที่มาของความพยายามปลุกเร้าจิตใจให้แต่ละครอบครัว “มีลูกได้ 2 คน” ตามมาด้วย “มีลูกได้ 3 คน” ในเวลาติด ๆ กัน แต่ก็สายเกินแก้เสียแล้ว คนหนุ่มสาวยุคใหม่รักความเป็นอิสระไม่อยากมีภาระ สถาบันวิจัยสังคมถึงกับคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะมีประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราที่ติดลบ เร็วจนปัญหาสังคมสูงวัยกลายเป็นปัญหาที่การประชุม 2 สภาของจีนต้องนำขึ้นมาถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนทุกปี
รัฐบาลยอมรับว่า ขณะนี้จีนกำลังเผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรอย่างมีนัยสำคัญ ประชากรที่มีอายุเกินกว่า 60 ปีมีถึง 310 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 22 ของประชากรทั้งหมด นอกจากนี้ เนื่องจากระบบสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนก็ดีขึ้น ทำให้คนแก่มีอายุยืนขึ้น โดยเฉลี่ยอายุขัยของคนจีนสูงถึง 79 ปี
การขยายอายุเกษียณเป็นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลมองว่าน่าจะเป็นทางออกทางหนึ่ง เพราะช่วยให้ผู้ชราที่ยังทำงานได้ยังมีรายได้ของตัวเองไม่ต้องพึ่งพาการดูแลจากรัฐ แต่เดิมระบบเกษียณของจีนคือ ผู้ชาย 60 ผู้หญิง 55 ถ้าเป็นผู้ใช้แรงงานประเภทต้องทำงานหนักจะเกษียณเร็วขึ้น ผู้ชายอยู่ที่ 55 ผู้หญิงอยู่ที่ 50 การยืดเวลาเกษียณจึงเป็นประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายกันอยู่เรื่อย ๆ
อีกปัญหาหนึ่งคือเรื่องสวัสดิการในระหว่างทำงานที่ยังมีความแตกต่าง หากเป็นพนักงานของวิสาหกิจเอกชน ลูกจ้างจะถูกหักเงินสะสมทุกเดือน แล้วไปรับเป็นเงินก้อนเมื่อเกษียณอายุ แต่ถ้าเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจะไม่ถูกหัก หน่วยงานจะจ่ายเงินค่าเกษียณอายุให้ในราว 80-90% ของเงินเดือน บวกกับเงินโบนัสอีกส่วนหนึ่งหลังเกษียณ ความแตกต่างระหว่างคน “ในระบบ” กับ “นอกระบบ” นี้ปัจจุบันได้ถูกยกเลิกไปให้เหลือระบบเดียวเพื่อความเป็นธรรม
กล่าวโดยสรุป ทางการจีนเริ่มมองเห็นแนวทางที่จะเข้ามารองรับปัญหาผู้สูงวัยอย่างจริงจังดังนี้
- ปรับมาตรฐานเงินเกษียณอายุ ให้ผู้เกษียณทั้งในระบบและนอกระบบ ในชนบทหรือในเมือง รัฐปรับเงินขึ้นไปให้ประมาณ 5%
- สร้างระบบประกันสุขภาพผู้สูงวัยให้มีประสิทธิภาพทั้งในเมืองและชนบท ผู้สูงวัยในปัจจุบันส่วนใหญ่มีปัญหาในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลเพราะต้องออกค่าใช้จ่ายบางส่วนด้วยตนเอง ยิ่งผู้สูงอายุในชนบทก็ยิ่งเป็นปัญหา สถานพยาบาลต่าง ๆ ขาดยาและแพทย์ หากจะโยกย้ายถ่ายโอนผู้ป่วยในชนบทเข้ามาในเมืองก็จะยิ่งยุ่งยาก
- ปรับเกณฑ์อายุการทำงานในระบบให้มีความยืดหยุ่น เกษียณอายุจาก 60 ขึ้นไปที่ 65 ปีหรือปล่อยให้เป็นความสมัครใจของตัวบุคคล บำนาญที่ได้รับก็มากขึ้น ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกถึงความหมายของชีวิตและมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทางสังคม
- จัดตั้งชุมชนให้บริการผู้เกษียณในแต่ละพื้นที่ เช่น การดูแลสุขภาพถึงบ้าน การช่วยภาระงานบ้านในกรณีที่ผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สร้างโรงอาหาร ร้านน้ำชาให้เป็นที่ชุมนุมของผู้สูงวัยเพิ่มความคึกคักให้กับชีวิต ตลอดจนให้คำปรึกษาทางกฎหมายแบบครบวงจร
- พยายามลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท เพื่อไม่ให้พ่อแม่รู้สึกว่าถูกลูกหลานทอดทิ้งเพราะต้องเข้าไปทำงานในเมือง
- ขยายตลาดการบริโภคผู้สูงอายุ ซึ่งสิ่งนี้รัฐยังไม่เคยมีแนวทางที่ชัดเจนมาก่อน ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุทวีจำนวนมากขึ้นทุกปี คนที่มีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยก็เพิ่มขึ้น ตลาดการบริโภคของผู้สูงอายุจึงเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่รัฐควรต้องส่งเสริม มองข้ามไม่ได้